คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์ เล่าถึงฉากจูบในจอและฉากตบนอกจอ เคยเกือบท้อแต่ไม่ถอย

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์ ยกให้เป็นคู่ที่ไม่ว่าจะเล่าเรื่องอะไรก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความสนุกได้เสมอเริ่มจากให้เมาท์เผาขนจนเรียกเสียงหัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นคำถาม “กว่าจะมีวันนี้” ก็ทำให้รู้ว่ากว่าจะมาเป็นคิม-คอป ของทุกคนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เรียกว่าพอได้พบกับฉากจูบแบบไม่พักและจูบกันตลอดๆ ใน Gen Y The Series วัยรุ่นวุ่น Y รัก ที่ออกอากาศไปแล้ว เราไปฟังฉากฉากตบในชีวิตจริงก่อนบ้างเป็นไร จะได้มีกำลังใจสู้และฝ่าฟันแบบพวกเขาที่เป็นไอดอลของหลายๆ คนตอนนี้

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์ เล่าถึงฉากจูบในจอและฉากตบนอกจอ เคยเกือบท้อแต่ไม่ถอย

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์ คู่กันมาตั้งแต่ 2Moons The Series แบบนี้เรียกว่ารู้จักกันทุกมุมหรือยัง ???

คิมม่อน:           ผมว่าผมรู้จักเขาดีนะ เวลาไปถ่ายละครเรานอนห้องเดียวกันตลอด เลยได้คุยกันในหลายๆ เรื่อง พาร์ททำงานผมว่าผมรู้จักน้องร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะมีแค่พาร์ทส่วนตัวอย่างตอนอยู่บ้านที่ผมอาจจะยังไม่ค่อยรู้ แต่ก็ถือว่ารู้จักเกือบ 90 เปอร์เซ็น ส่วนสิบเปอร์เซ็นที่เหลือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา คนเราไม่มีทางบอกใครทุกเรื่องหรอก

คอปเตอร์:         แต่ผมก็ปรึกษาพี่แทบทุกเรื่องนะ และผมก็คิดว่ารู้จักพี่ทุกมุม เราทำงานด้วยกันและอยู่กันเหมือนครอบครัว เป็นพี่น้องที่มีอะไรก็แชร์กัน ปรึกษากันตลอด ผมรู้สึกว่าเขาเหมือนเป็นพี่ชายและเป็นคนในครอบครัวตั้งนานแล้ว

คิมม่อน:          ข้อดีของพวกเราคือเวลาอยู่ด้วยกันแล้วเราปล่อยสุดมาก ผมใส่ความบ้าบอแบบไม่มียั้ง เวลาอยู่กับน้องผมสามารถพูดคำหยาบได้ มึงนู่น มึงนี่ ยิ่งตอนเล่นเกมนี่ยิ่งสุด

คอปเตอร์:          แต่เวลาทำงานเราก็จริงจัง ในการทำงานจะมีเรื่องที่แต่ละคนเก่งต่างกันไป เรื่องไหนที่พี่คิมเก่งเขาก็จะคอยแนะนำน้อง เรื่องไหนที่น้องถนัดกว่าเราก็แนะนำเขา

คิมม่อน:              ผมรู้กระทั่งว่าตอนไหนเขาเริ่มหงุดหงิด ก็จะเฟดตัวออกมา เรื่องที่ทำให้เขาหงุดหงิดส่วนใหญ่เป็นเรื่องอากาศ ผู้คน

คอปเตอร์:           ผมเป็นไมเกรนครับ

คิมม่อน:            ถ้าทำหน้าเป็นแบบนี้ นั่งเงียบๆ นิ่งๆ จะรู้ละ ก็จะไม่เข้าไปเล่นด้วย รอสักห้านาทีสิบนาทีให้เขาได้ไปนั่งในห้องแอร์เย็นๆ หรือว่าเสียงโหวกเหวกเริ่มเบาลงค่อยกลับไปเล่นติ๊งต๊องเหมือนเดิม

คอปเตอร์:          พี่คิมเป็นคนตรงมากๆ เรียกว่าขวานผ่าซากก็น่าจะได้ ช่วงแรกที่รู้จักกันผมจะงงๆ “เฮ้ย มันคืออาการอะไรวะ” แต่พอสนิทกันก็รู้ว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีพิษภัยอะไรเลย และใจดีมากๆ

คิมม่อน:            ผมเป็นคนน่ากลัวมากครับ ถ้าคนไม่สนิทอาจจะมองว่าไม่นานคบเลย เพราะปากสุนัข

คอปเตอร์:          ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่โผงผาง ไม่ใช่คำพูดที่ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี แต่เป็นคำพูดที่ “อิหยังวะ” (หัวเราะ)

คิมม่อน:            แต่บางคนก็อาจจะไม่เก็ท เช่น ผมเห็นเสื้อผ้าที่ตัวเองใส่แล้วบอกว่าไม่สวย คนที่ฟังอาจจะรู้สึกว่าเราไปว่าเสื้อผ้าของเขาที่เอามาให้เราใส่ว่าไม่สวย จนทำให้เขาเข้าใจผิดว่าเราไปว่าเขาได้ บางทีก็ตำหนิตัวเองว่าพูดทำไมไม่เก็บไว้ในใจ ทั้งที่เราก็ไม่ได้คิดจะว่าเขา ถ้าเขาได้ยินก็ต้องไปขอโทษ “พี่ครับผมไม่ได้ว่าพี่นะ และผมก็เป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าถ่ายงานด้วยกันไปสักสี่ห้าคิวพี่ก็จะรู้ว่าผมเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไร”

กูรูเรื่องความรัก

คอปเตอร์:     ผมอ่อนด้อยเรื่องความรัก เวลาปลื้มใครก็จะมาเล่าให้พี่คิมฟัง

คิมม่อน:      เขาเป็นคนที่ไม่เก่งเรื่องความรักจริงๆ ถ้ามีแฟนก็ต้องเป็นเพื่อนกันมาก่อน เหตุผลที่คุยกันเรื่องนี้ไม่ใช่อะไร ตอนนี้เขาอยู่ในพาร์ทโปรดิวเซอร์ เขาแต่งเพลงรัก ก็ต้องมีมุมมองความรักที่หลากหลาย จึงต้องแชร์เรื่องราวกันบ่อย เขาเคยมาปรึกษาว่าปลื้มใครคนหนึ่งอยู่ ผมบอกว่าก็ต้องทำให้เขารู้ตัว เปิดโอกาสให้ตัวเอง ส่วนจะจีบติดหรือไม่ติดค่อยว่ากัน

เขาอยากให้ของที่ระลึกกับคนนั้นเลยมาถามผมว่าจะให้ยังไงดี บอกให้ฟังก็ได้ว่าของที่ว่าคือสร้อย เขาจะยื่นให้ผู้หญิงไปทั้งๆ ที่ยังใส่ถุงพลาสติกที่เย็บแม็กเย็บไว้ ผมบอกว่าไม่ได้ “เคยดูหนังไหม ทำให้มันสวยๆ หน่อย” ผมทั้งสอนและนัดแนะเพื่อให้เกิดบรรยากาศแบบสองต่อสอง แล้วแอบมองอยู่  มีการจัดฉาก ชอบดูซีรีส์ไงเลยทำตามซีรีส์

คอปเตอร์:      พอผมยื่นให้เสร็จผมก็รีบวิ่งออกมาเลย (หัวเราะ)

คิมม่อน:        ส่วนเรื่องความรักของผมเองก็ไม่มีอะไร เป็นคนที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้

คอปเตอร์:       เขาโตแล้ว มีวุฒิภาวะ

คิมม่อน:        ถ้าตอบแบบดาราก็โฟกัสเรื่องงานครับ (หัวเราะ)

สวมบทบาทคุณครูประจำชั้นเขียนสมุดพกรายงานพฤติกรรมแฟนคลับ

คอปเตอร์:       “นายวโรดม เข็มมณฑา เพอร์เฟ็คมาก ทำถูกแล้วที่พวกเธอสนับสนุนเขา” พี่คิมมีภาวะผู้นำ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เป็นลีดเดอร์ของ SBFIVE

คิมม่อน:        นี่พูดมาจากใจปะเนี่ย ฟังดูปล้อมปลอม  (หัวเราะ) ส่วนผม…คอปเตอร์ในโลกโซเชียวอาจจะเป็นคนที่พูดจากระชากวิญญาณ แต่ถ้ารู้จักเขาจริงๆ จะรู้ว่าเขาเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง เป็นเด็กดี เรียบร้อย และมีความเป็นฮิปฮอป แต่ก็ขอเตือนน้องหน่อยว่าเวลาพูดอะไรในโซเชียวอย่าใช้คำพูดโหด คิดจะพิมพ์อะไรก็พิมพ์ลงไปเลย หรือแอ็คทีฟกับอะไรบางอย่างที่ไม่น่าแอ็คทีพ บางทีเขาก็หัวร้อนไป

คอปเตอร์:       แต่ส่วนใหญ่ที่ผมซัดหรืออารมณ์เสียใส่จะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับงานนะ

คิมม่อน:         ก็นั่นแหละ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนสาธารณะอาจจะทำให้คนมองว่าแอดติจูดเราเป็นแบบนั้นทั้งที่เราไม่ได้เป็น สรุปคืออย่าใช้โซเชียวในทางที่ผิด นี่พูดด้วยความรักและเป็นห่วงนะ

คู่รักที่ไม่มีฉากรัก ???

คิมม่อน:        ย้อนกลับไปตอน 2 Moon the series คิม-คอป เป็นคู่เดียวที่ไม่มีฉากเลิฟซีนเลย แค่ตามจีบกัน

คอปเตอร์:      แฟนคลับก็พอรู้อยู่แล้วเพราะเขาอ่านนิยายมาก่อน แต่จริงๆ ถ้าตามบทมันก็มีอยู่นิดหนึ่ง

คิมม่อน:        ไม่นิดนะ รุนแรงเลย

คอปเตอร์:     จนกลายเป็นโมเมนต์ที่แฟนคลับรอ ถามว่ารู้สึกไหมกับการมีหรือไม่มี ผมไม่รู้สึกอะไร เพราะท้ายที่สุดมันก็เป็นเรื่องงาน

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์ ได้เวลาเมาท์เพื่อนๆ SBFIVE

คิมม่อน:         เริ่มจากบาส เป็นเด็กที่โตเกินวัย แฟนคลับอาจจะคิดว่าเขาเป็นเด็ก แต่จริงๆ ความคิดเขาโตมาก ด้วยความที่เขาสู้ชีวิตตั้งแต่เด็ก เข้ามาอยู่กรุงเทพฯคนเดียว เริ่มต้นตั้งแต่ไม่มีอะไร ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมันสอนเขา แต่ในความโตบางทีเขาก็มีความเด็ก เลยโตๆ เด็กๆ (หัวเราะ) สมาชิกในวงเราอายุห่างกันพอสมควร สามารถแบ่งเป็นสามช่วงวัยได้ แต่บาสซึ่งเด็กสุดความคิดเขาสามารถตีขึ้นไปอยู่รุ่นเดียวกันตี๋ คอป หรือรุ่นผมได้เลย ส่วนเต้ก็…

คอปเตอร์:       สายขำ

คิมม่อน:         เป็นคน 2 บุคลิก คนอาจจะมองว่าเขานิ่ง ลุ่มลึก

คอปเตอร์:      ถ้ามองเผินๆ คนนี้คือใช้ชีวิตหล่อแน่นอน แต่ไม่ใช่

คิมม่อน:        เป็นคนที่ติดเกมที่สุด เล่นถึงตีสามตีสี่ทุกวัน หัวเราะบ้าบอคอแตกเหมือนเด็กน้อย ที่เห็นว่าพูดจามีเหตุผล ทำธุรกิจ มีร้านอาหาร มีเป้าหมายในชีวิต แต่พอขึ้นรถตู้เท่านั้นแหละ “ว่าไง” (ทำเสียงสูงแบบแปร๋นๆ) ถอดเสื้อแล้วชี้ “นมๆ ดูนม” แต่พาร์ททำงานก็ทำจริงจังสไตล์คนโตแล้ว แต่อยู่กับเพื่อนก็เป็นอีกอย่าง เขาพยายามเบลนด์ตัวเองเข้าหาน้องๆ จนบางครั้งก็ดูเหมือนติ๊งต๊อง

คอปเตอร์:      ส่วนตี๋ก็สายหลุดเหมือนกัน อ๊องๆ เอ๋อๆ ถ้ามองจากสายตาผมยกให้เป็นคนที่หล่อที่สุดในวง SBFIVE เลย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ต๊องที่สุดในวง

คิมม่อน:         เป็นคนหล่อที่ไม่ชอบตัวไม่หล่อ ปล่อยตัว ทำอะไรเนิบๆ แต่ขับรถ 140 (หัวเราะ) แต่เป็นคนที่น่ารักมากๆ จิตใจดี คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ

คอปเตอร์:      มีแต่ลีดเดอร์นี่แหละที่คิดถึงตัวเองก่อนคนอื่น

คิมม่อน:        เราเป็นพี่ใหญ่ก็ต้องเอาตัวเองรอดก่อนสิ ดูอย่างโจรสลัด กัปตันต้องรอดก่อน ลูกเรือตายก็ไม่เป็นไร

คอปเตอร์:      พี่เป็นโจรสลัดเหรอ

คิมม่อน:        ปล่าว แต่ผมยึดถือคติเขาเพราะชอบการ์ตูนเรื่องวันพีซไง

คอปเตอร์:     แต่ผมชอบแบบกองทัพโรมันที่แม่ทัพออกไปสู้ข้างหน้า เวลาตายก็ตายก่อน

คิมม่อน:       แม่ทัพเขามีคนอารักขา สุดท้ายลูกกระจ๊อกก็ตายก่อนอยู่ดีแหละ (หัวเราะ)

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์

ชีวิตที่ไม่ง่าย กว่าจะได้มาอยู่จุดนี้  

คิมม่อน:            ย้อนกลับไปช่วงที่แคสต์งานโฆษณา เป็นช่วงที่ผมเสียใจ ลังเล และท้อมากที่สุด ตั้งแต่เริ่มเดินเข้าไป เขาไม่ค่อยสนใจ ทีมงานบางคนก็พูดจาไม่ดี ผมเคยเป็นเอ็กซ์ตร้าได้เงินวันละ 500 บาท ฉากนั้นผมต้องเต้นอยู่ในผับ เห็นแค่ท้ายทอยตัวเองภูมิใจ้..ภูมิใจ (หัวเราะ) ทำงานตั้งแต่หกโมงเช้ายันเที่ยงคืน โคตรเหนื่อย

แต่ก็ดีใจที่ตัวเองสู้ต่อ ระหว่างนั้นก็มีท้อเป็นพักๆ เคยโดนผู้กำกับด่า โดนช่างแต่งหน้าบูลลี่ว่าฟันเหยิน “แคสต์ไปก็ไม่ได้งานหรอก” ตอนนั้นผมยังไม่มีเงินดัดฟัน แต่พอเขาว่าผมก็เก็บเงินดัดฟันด้วยการขับรถส่งไก่ย่างยี่ห้อหนึ่ง ได้เที่ยวละ 20 บาท นอกจากเป็นไรเดอร์ขับรถส่งอาหารแล้วผมยังเป็นกุ๊กอยู่ในครัวด้วย อยากเล่นเกมอยู่บ้านเหมือนกัน แต่เพราะไม่มีก็เลยต้องทำ

ถามว่าลำบากไหม จริงๆ แม่รับราชการครู ผมได้เรียนฟรีอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่อยากมีนู่นนี่เหมือนเพื่อนๆ จึงต้องหาเงินเอง พอดัดฟันได้สักพักผมก็ได้เล่นละคร จริงๆ ก็ต้องขอบคุณช่างแต่งหน้าคนนั้นที่บูลลี่ ตอนนั้นผมรับงานอิสระ ไม่มีผู้จัดการดูแล ใช้วิธีเข้าไปหางานในกลุ่มหางานแสดงในเฟซบุ๊ค จนได้รู้จักกับพี่โอ๋ (ยชญ กรณ์หิรัญ ผู้บริหารสตาร์ฮันเตอร์ สตูดิโอ) แล้วได้มาเล่น Love Sick The Series ซีซั่น 2 ซึ่งผมเห็นประกาศรับสมัครนักแสดงจากกลุ่มนี้ น่าจะเป็นทีมงานของพี่โอ๋มาโพสต์ไว้

คอปเตอร์:    ส่วนผมชอบร้องเพลงชอบเต้นตั้งแต่เด็ก เคยเป็นเด็กฝึกของแกรมมี่ตั้งแต่อายุ 15 แต่ชอบและอยากทำงานด้านนี้ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ พอออกจากแกรมมี่ก็ไปอยู่บริษัทเวิร์คพอยท์ เป็นค่ายย่อยที่เขาผลิตศิลปิน แต่ในที่สุดเขาก็ไม่ได้ทำ หลังจากนั้นก็ไปประกวดรายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ได้เป็นตัวแทนภาคเข้าไปถึงรอบ 20 คนสุดท้ายแล้วตกรอบ บอกตัวเองว่าพอแล้ว ไม่ทำแล้ว จนช่วงเข้ามหาวิทยาลัยมีโมเดลลิ่งที่รู้จักเขาให้ไปแคสต์โฆษณา ก็เริ่มได้งาน จนมีแคสต์เรื่อง 2Moon The Series ซีซั่นแรก ช่วงแรกก็เจอกระแสนักแสดงไม่ตรงปก

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์

คิมม่อน:        ไม่ใช่ไม่ตรงปก แค่ไม่ตรงความชอบของบางคน ด้วยความที่เป็นนิยายดัง คนอ่านเลยมีภาพฝันว่าตัวแสดงคนไหนควรเป็นอย่างไร ตอนนั้นมีคนดังมาแคสต์เยอะ เน็ตไอดอลก็มี แต่พอผ่านกระบวนการออดิชั่น ทดลองบท แล้วประกาศผลออกมามันไม่ใช่คนที่เขาชื่นชอบก็เกิดดราม่า บางคนก็ด่าทอแรงๆ แต่คนที่ชอบเราก็มี

คอปเตอร์:       ตอนนั้นผมยังโนเนม ขณะที่คนมาแคสต์หลายคนมีแฟนคลับมากมาย พอคนของเขาไม่ได้รับเลือกก็ว่า พอคนว่าเราก็ปรับตัวไม่ทัน เรียกว่าแค่ก้าวขาเข้าวงการก็โดนเลย เคว้งนะ รู้สึกว่าเราทำอะไรผิดเหรอ ดีที่มีเพื่อนร่วมงานดี ไม่ว่าพี่คิม พี่เต้ พี่ตี๋ เจ้าบาส พี่ก็อต ทุกคนให้กำลังใจกัน

คิมม่อน:        จริงๆ เราก็โดนด่าแทบทุกคนนะ เหมือนจะมีแค่ก็อตกับตี๋นะที่ไม่โดน บาสนี่โดนมหาศาล บอกว่าเอาคนอ้วนขนาดนี้มาได้ไง ด่าว่าเป็นสล็อต คือมันไม่มีเหตุผลน่ะ ด่าแบบบูลลี่ (บาสที่นั่งใกล้ๆ เสริมว่าด่าไปถึงแม่ด้วย)

คอปเตอร์:      นั่นแหละ เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของผมเหมือนกัน มันก็ทำให้ผมมีทัศนคติต่อวงการบันเทิงเปลี่ยนไปเหมือนกัน ผมเคยมองวงการนี้ว่าสวยงาม แต่พอเข้ามาจริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท้ายที่สุดมันก็คือการทำงานและการแข่งขัน ถ้าอยากมาทำสายงานนี้จริงคุณต้องเตรียมพร้อมเรื่องความรู้สึกของตัวเองต่อสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ผมเลยโฟกัสที่การทำงานอย่างเดียว เรื่องชื่อเสียงก็ให้มันทำงานของมันไป ผมจะไม่สนใจเรื่องกระแส แต่ถ้ามีงานให้ทำผมก็จะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ สิ่งที่ทำให้ผมฮึดสู้เพราะนี่คือสิ่งที่คิดว่าดีกับตัวเอง ทำแล้วมั่นใจ มีความสุขที่ได้ทำ

ความท้อเป็นเรื่องปกติของคนที่ตามล่าฝัน กว่าจะได้มามันไม่ง่าย ยุคนี้มีคนใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ แต่เกิดใหม่เยอะ การแข่งขันก็สูงเช่นกัน ด้วยความที่ทุกคนมีสื่อของตัวเอง ใครก็เป็นเน็ตไอดอลได้ เมื่อการแข่งขันสูงขนาดนี้ผมเลยเลือกที่จะโฟกัสกับงานมากกว่าไปคิดว่าเราต้องทำอย่างไรให้ตัวเองมีกระแส  ผมเลยแทบไม่แอ็คทีพโซเชียวถ้าไม่มีงาน

กว่าจะเป็น SBFIVE

คอปเตอร์:    ก็ต้องปรับตัวพอสมควร ไม่ใช่ว่าผมเต้นเป็นอยู่แล้วแล้วจะไม่ต้องทำอะไร หรือเต้นดีเต้นแรงแต่มวลรวมไม่ไปกับเพื่อนมันก็ดูไม่เป็นเอกภาพ ช่วงปีแรกของการฟอร์มวงคือการปรับตัวเข้าหากันในสายของการเป็นบอยแบนด์ พอเจอทางของเราแล้วทุกอย่างก็ลงตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสไตล์เพลงและวง แต่เราจะไม่พยายามกดดันตัวเองกับการซ้อมจนเกินไปเพราะนอกจากเพลงเรายังมีงานอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบ เช่นงานแสดง อีเวนท์ เราใช้วิธี “ลักเล็ก ขโมยซ้อม” ถ้าไปงานแล้วมีเวลาว่างนิดๆ หน่อยๆ ก็จะชวนกันทบทวนความจำ หรือถ้ามีงานไหนที่ต้อง Full Performance ก็ต้องเสียสละเวลาพักมาซ้อมกัน จะเที่ยงคืนตีหนึ่งก็ต้องซ้อม

คิมม่อน:       แพสชั่นของวงเราไม่ใช่วงดนตรีที่สร้างมาเพื่อทำวงดนตรีอย่างเดียว แต่เป็นนักแสดงจากซีรีส์ที่มาต่อยอดมามีผลงานเพลงและมีวง เพื่อทำให้อีเวนท์ของเรามีคุณภาพมากขึ้น เพราฉะนั้นวิธีการทำงานของพวกเราจะไม่เหมือนไอดอลทั่วไปที่ซ้อมทั้ง 5 วัน เราเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์มากกว่า คือแสดงได้ ร้องได้ เต้นได้ ทำทุกอย่างครบวงจร เหมาะสมสำหรับการเรียกไปใช้งาน ที่เราเต้นเพลง Candy Crush ได้ หรือเต้นเพลง Spark ที่พร้อมเพรียงได้ขนาดนั้นก็ถือว่าดีแล้ว แต่พอเต้นเพลงหลายเพลง คนก็มามองว่าเราคือบอยแบนด์ ในงานใหญ่ๆ ที่มีศิลปินที่มีชื่อเสียงไปร่วมเราก็ถูกเชิญไป รู้สึกภูมิใจมากครับ

คอปเตอร์:       ย้อนกลับไปตอนรู้ว่าตัวเองถูกเลือกให้มาเป็นหนึ่งในสมาชิกของ SBFIVE ผมยังงงๆ คำถามแรกคือจะรอดหรือเปล่า

คิมม่อน:          ส่วนผมโคตรรดีใจ คิดว่าชีวิตเรามันจะประสบความสำเร็จอะไรได้ขนาดนั้น เพราะเพิ่งได้เล่นซีรีส์แล้วยังจะมีเพลงเป็นของตัวเองด้วยหรือ ประเด็นคือได้ทำงานกับไอดอลของเราอย่างพี่บอย โกสิยพงษ์ ด้วย ตอนฟอร์มทีมทำวงเราได้ไปคุยกับพี่บอยที่ค่ายเลิฟอิส แกมานั่งฟังเราร้องเพลงข้างหน้าเพื่อจะแต่งเพลงให้เรา มันคือที่สุดของที่สุดแล้ว ดีใจมากๆ

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์

หากมีโอกาสก็อยากทำธุรกิจของตัวเอง (อีกครั้ง)

คิมม่อน:           ผมเคยเปิดร้านอาหารแล้วเจ๊งไปแล้วรอบหนึ่งจนโดนน้องๆ ล้อว่า “ลุงคิมพัง” กำลังเจ็บกับธุรกิจที่ทำตามใจตัวเองอยู่ ถ้าต่อไปจะทำอีกก็คิดว่าควรดูตลาดและศึกษาให้มากขึ้น

คอปเตอร์:         จะบอกว่าจริงๆ ไอเดียร้านพี่ดีมากเลยนะ แต่ไกลไปหน่อย ผมว่าโคตรคุ้มและโคตรอร่อย ถ้าพี่ยังเปิดอีกให้หาโลเคชั่นใหม่ ผมว่าดีแน่นอน

คิมม่อน:            ตอนนี้ก็ยังพอจำสูตรได้ ถ้า Gen Y The Series ดังขึ้นมาอาจจะมีเงินสักก้อนเพื่อคัมแบ็ค ที่ชอบทำร้านอาหารเพราะผมชอบงานบริการ อยากเปิดโรงแรม อพาร์ทเม้นท์ หรืออะไรที่เกี่ยวกับเซอร์วิส มันเท่ดีเวลาไปคุยกับคนอื่น “ผมเป็นเจ้าของร้านอาหารครับ ผมเป็นเจ้าของรีสอร์ทครับ” (หัวเราะ)

คอปเตอร์:            ตอนนี้ผม คิมม่อน และบาส มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากถั่งเช่า แต่ที่อยากทำที่สุดและกำลังเริ่มคือเป็นโปรดิวเซอร์ ทำงานเบื้องหลัง แต่ก็ต้องสั่งสมประสบการณ์ไปก่อนเพราะไม่ใช่เรื่องง่าย มันการเป็นโปรดิวเซอร์เป็นเรื่องการควบคุมงานและตัดสินใจ ที่สำคัญคืออยากมีสตูดิโอเพื่อทำเพลงของตัวเองครับ

 

Gen Y The Series ซีรีส์ที่จูบกันหนักมาก

คิมม่อน:         ในเรื่องผมผมรับบทมาร์ค เป็นนักศึกษาคณะวิศวะ ปี 1 เป็นเดือนมหาวิทยาลัย ป๊อปปูล่าร์ ไปสะดุดรักรุ่นพี่ชื่อหมอกิจ ตอนแรกเขาไม่ได้ชอบเราหรอก เราไปตามตื๊อตามจีบแบบแผลงๆ เช่น แกล้งเขา กวนเขา จนเขารำคาน แต่นี่คือความสนุกของเรื่องนี้ คุณจะได้เห็นความแสบของรุ่นน้องที่ตามจีบรุ่นพี่ คนจะหมั่นไส้แต่ก็อดอมยิ้มตามไม่ได้ ดูแล้วมีความสุขครับ

คอปเตอร์:        ผมเล่นเป็นหมอกิจ เป็นนักศึกษาแพทย์ปี 2 เป็นคนที่รุ่นน้องให้ความเคารพ และแม้แต่รุ่นพี่ก็ยังเกรงใจ ชอบอยู่เงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อมาร์คเข้ามาในชีวิต

คิมม่อน:        ในนิยายเขาบรรยายถึงหมอกฤติว่าหมาเห่า แต่พอหมอกิจมองหน้า หมายังหยุดเห่า นี่คือความโหดและดุของเขา แต่มาร์คก็ยังกล้าจีบ ผมยังรอดูอยู่ว่าเขาจะเอาหมาที่ไหนมาเล่น (หัวเราะ) ก็ต้องติดตามดูว่าคนที่ดุขนาดนี้โดนจีบแล้วจะยอมใจอ่อนไหม

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์

ฉากจิ้น-ฉากฟินในเรื่อง

คอปเตอร์:     ผมว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะคาดเดากันได้อยู่แล้ว

คิมม่อน:       เพราะมีนิยายมาก่อน จูบตลอด จูบไม่พักเลย

คอปเตอร์:     แต่ทุกจูบมีความหมายโคตรๆ

คิมม่อน:       ไม่ใช่ว่านึกจะจูบก็จูบ ในนิยายเขาจะขมวดตอนท้ายว่าทำไมถึงจูบ อย่างฉากที่ผมวางแผนกับน้องอีกคนไปแกล้งหมอกฤติให้เล่นเกมชื่อเกมพระราชา จะมีการเขียนข้อความไว้ในกระดาษแล้วคนเปิดต้องทำตาม มาร์คนี่เขียนเลยว่าหอมแก้ม จูบปาก กอด แต่หมอกฤติก็ไม่ยอมทำ เพราะเขาเป็นพระราชา คัดทิ้งได้ แต่ด้วยความหัวหมอของมาร์คจากชนแก้วแทนที่จะเขียนตัว ว แหวนก็เขียนเป็นตัว ม เป็นชนแก้ม สุดท้ายหมอกิจก็ต้องยอม นี่แค่ช่วงต้นเรื่อง ยังมีโหดกว่านี้อีกเยอะ

คอปเตอร์:         ฝากซีรีส์เรื่องนี้ด้วยนะครับ ออนแอร์เดือนพฤศจิกายนนี้ทางออนไลน์และทางทีวีปกติ แต่ช่องไหนรอฟังทางสตาร์ฮันเตอร์ประกาศอีกที จะเห็นว่าช่วงนี้สมาชิกวง SBFIVE มาทำงานละครกันหมด แต่วงยังไม่แตกนะครับ

คิมม่อน:        มีคนสงสัยว่าพี่คิมไปเล่นช่อง 7 ส่วนพี่ตี๋ พี่เต้ ไปเล่นช่อง 3 ทะเลาะกันหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ เพราะเราเป็นฟรีแลนซ์อยู่แล้ว ไปช่องไหนก็ได้

คู่จิ้น คิมม่อน-คอปเตอร์ ฝากถึงแฟนคลับทั้งไทยและเทศ

คอปเตอร์:       จริงๆ เราบอกความในใจกับเขาไปบ่อยแล้ว แต่ยังยืนยันว่าขอบคุณทุกคน ถ้าไม่มีทุกคนเราคงไม่อยู่ยืนยาวมาถึง 4 ปี ขอบคุณ High Five ทุกคน อยากให้อยู่กับเราไปนานๆ สัญญาว่าพวกเราจะพัฒนาผลงานและความสามารถของพวกให้ดีขึ้นไปอีก

คิมม่อน:       แม้ในวงการจะมีคนใหม่ๆ เข้ามา แต่เขาก็ยังคอยติดตามเราเสมอ ขอบคุณที่รักและเป็นแรงบันดาลใจให้กันเสมอครับ

Text: สหัสวรรษ ใฝ่เจริญ Photo: Sudsapda

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ 

แกะพฤติกรรม แม็กซ์-ตุลย์ คู่พี่น้อง คู่จิ้น คู่ซี้ หรือคู่รัก???

ทำความรู้จัก ป๊อด-ข้าวตัง คู่จิ้นน้องใหม่ ที่จับมือกันมาขโมยหัวใจสาววาย

 

 

 

 

 

 

 

 

keyboard_arrow_up
error: ห้ามคัดลอกเนื้อหา