เปิดลิ้นชัก ไอดอลยุค 90 กับตำนานเสียงกรี๊ดฉบับคาสเสตต์

เรียกว่าสร้างความคึกคักให้มวลชนคน ’90 เป็นอย่างยิ่งสำหรับโปรเจกต์ล่าสุดของเอ-ไทม์ โชว์บิส ที่พา ไอดอลยุค 90 เบอร์ตองทั้งหลายกลับมาเจอกันอีกครั้งแบบไม่มีค่าย ไม่มีสังกัดในคอนเสิร์ต Cassette Festival รวมรุ่นศิลปินเพลงยุคตลับกว่า 25 ชีวิต แต่ก่อนจะถึงวันนั้น สุดสัปดาห์ขอเปิดแผง เอ๊ย เปิดหน้านิตยสารพูดคุยถึงความสุข ความทรงจำดีๆ กับบรรดา ไอดอลยุค 90 เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนจะไปแดนซ์ยับ กรี๊ดจัดหนักกันวันที่ 24-26 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ ตามมาเลยจ้า

 

เปิดแผงเทป คุยกับ ไอดอลยุค 90

มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ & อ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์

ไอดอลยืนหนึ่งยุค 90 จะขาดทั้ง 2 ชื่อนี้ไปไม่ได้เลย เพราะเป็นทั้งนักร้อง นักแสดง ที่โด่งดังเป็นพลุแตก แถมพ่วงตำแหน่งคู่ขวัญที่แฟนๆ จิ้นกันไปไหนต่อไหนแบบกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว

ไอดอลยุค 90

เส้นทาง ไอดอลยุค 90 ของมอส-อ้อม

มอส:      โห… อาชีพนักร้องไม่เคยคิดเลย ตอนเด็กอยากเป็นวิศวกรครับ

อ้อม:      ตอนเด็กๆ อยากเป็นนางสาวไทย อยากเป็นคนเก็บขยะ อยากเป็นกระเป๋ารถเมล์ และสุดท้ายอยากเป็นที่ปรึกษาต่างๆ ด้านการลงทุน รู้สึกว่ารวยดี (หัวเราะ) ซึ่งการเป็นนักร้องเราก็ไม่คิดนนะว่าจะได้เป็น แต่อ้อมรู้ตัวตั้งแต่เด็กแล้วว่าชอบร้องเพลง ร้องในห้องน้ำ ตอนไหนว่างๆ ก็ร้องตลอด

มอส:      ตอนนั้นไม่กล้าร้องในห้องน้ำ เพราะว่ามีตุ๊กแกเยอะ (หัวเราะ) ของผมจะเป็นประมาณ ตั้งวงกินมาม่ากับเพื่อนๆ แล้วมีกีตาร์ 1 ตัว เล่นไปด้วยร้องไปด้วย ต่อมารู้สึกขัดๆ ก็เลยขอร้องอย่างเดียวแล้วกัน

อ้อม:     เธอมาร้องเพลงตอนโตเลยเหรอ ตอนเด็กไม่มีเลยเหรอ

มอส:      ร้องตอนโตเลย ตอนเด็กๆ ฟังเพลงอย่างเดียว

อ้อม:      โห… นี่ฉันร้องตั้งแต่เด็กเลยนะ ตอนอายุ 10 ขวบแอบไปประกวดเองด้วยนะเว้ย… ร้องเพลง ‘บัวขาว’ รู้จักมั้ย? คือแอบไปประกวดคนเดียวที่หอสมุดแห่งชาติ วันนั้นไปกับที่บ้าน แล้วเขาก็ทิ้งอ้อมไว้ให้อ่านหนังสือ แต่เราแอบไปร้องเพลง แล้วแข่งวันนั้นชนะด้วย เพราะไม่มีใครประกวด (หัวเราะ) นี่คือจุดเริ่มต้นของความชอบร้องเพลง อ้อมรู้สึกว่าความชอบร้องเพลงของเรามันอยู่ข้างใน

ความรู้สึกแรกในวันที่ออกเทป

มอส:      พี่อ้อมเป็นรุ่นพี่ในวงการเพลง (หัวเราะ)

อ้อม:      เราออกเทปก่อนมอส ความรู้สึกมันคือ คือ เฮ้ย!! เรากำลังจะได้ออกเทปอ่ะ จะได้อัดเสียง จะมีเพลงเป็นของเราเอง เพราะเมื่อก่อนเราต้องร้องเพลงที่คนอื่นร้อง เราก็รู้สึกดีใจ ที่ได้ทำอะไรแปลกใหม่

มอส:      ผมคิดไปไม่ถึงว่าเราจะมีเทปที่วางขายเลย แต่แค่รู้ว่าเพลงของเราจะได้ไปเปิดในวิทยุ เราจะได้ฟังเสียงเราในวิทยุ มันตื่นเต้นตรงนี้ ตลอดมาเรารู้สึกว่าการออกเทปมันมีขั้นตอนการทำงานเยอะมาก กว่าจะได้เทปมาหนึ่งม้วน แต่ความรู้สึกมันมาวันที่เซ็นสัญญามากกว่า

อ้อม: เวลาที่คนชวนเรามาออกเทปมันเหมือนจะง่าย การเซ็นสัญญามันเหมือนจะง่าย แต่ที่สุดแล้ว กระบวนการกว่าจะได้ออกมาเพลงเพลงหนึ่ งมันไม่ได้ง่ายเลย แต่แว้บแรกที่รู้จะออกเทปมันดีใจอยู่แล้วล่ะ มันสนุก เออๆ เราชอบคนถามที่พูดคำว่า “ออกเทป” ดูรู้เลยว่ายุคไหน (หัวเราะ)

ความทรงจำของการเป็น ไอดอลยุค 90

 มอส : ก็ได้ทำในสิ่งที่คนไม่ได้ทำกัน มีท่าเต้นแปลกๆ อะไรอย่างนี้ ท่าเต้นที่คิดว่ามันออกมาได้ยังไง อย่างเพลงฮัลโหล เหลวไหล ด้วยรักและปลาทู มันเป็นท่าที่แบบว่า เออ… ท่าแบบนี้ใครจะมาเต้นตาม แต่ปรากฎว่าเต้นตามกันอย่างสนุก เต้นกันเป๊ะเหมือนแดนเซอร์ด้วยนะ

อ้อม: ทรงผม การร้องเพลง การแต่งตัวอะไรอย่างนี้ค่ะ เราไม่นึกหรอกค่ะ ว่าวันหนึ่งจะมีคนร้องเพลงตามเรา เชื่อในเพลงของเรา แล้วเราก็ไม่นึกหรอกว่าคุณจะยอมเสียเงินซื้ออัลบั้มของเรา ที่ทำให้เรามีวันพูดได้ว่า “เราขายเทปได้ล้านตลับนะ” “เพลงเราขึ้นอันดับหนึ่งนะ” “เรามีทัวร์คอนเสิร์ตนะ” ไม่มีใครเคยนึกอะไรทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นมันคือความตื่นเต้นของเด็กคนหนึ่ง และอ้อมว่ามันคือความตื่นเต้นของเด็กทุกๆ คนในยุคนั้นที่ได้ออกเทปค่ะ

เพลงก็ฮิต แฟชั่นก็ปัง

มอส:      เพลงกับแฟชั่นของนักร้องในยุคนั้นจะมาคู่กันนะ อัลบั้มมิสเตอร์มอส จะใส่เสื้อแขนต่อ  แล้วก็ทรงผมที่ชัดเจนมาก เวลาไปร้านตัดผม ช่างมักจะเล่าให้ฟังว่ามีคนมาตัดทรงพี่มอสเยอะมาก แล้วส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้ชาย เป็นทอม (หัวเราะ) อยากหล่อเหมือนพี่มอส เพราะว่าแฟนชอบ (หัวเราะ)

อ้อม:      แล้วรูปของเราก็จะไปอยู่ตามร้านทำผม เพราะเห็นภาพชัด เข้าใจง่าย คนที่อยากตัดตามเรา ก็จะชี้บอกช่างเลยว่าอยากตัดแบบนี้ แฟชั่นของอ้อมยุคนั้น มีตั้งแต่กางเกงตัวใหญ่ แล้วก็เสื้อลายๆ ถึงขั้นมีเสื้อก๊อปปี้ขาย เราใส่เสื้อเล่นคอนเสิร์ตแบบนี้ เสื้อในเอ็มวีแบบนี้ สักพักตลาดก็จะเอาเสื้อที่เราเล่นคอนเสิร์ตไปก๊อป คิดดูว่าเรายังซื้อเสื้อก๊อปปี้ ที่เขาก๊อปปี้เรามาใส่เองเลย (หัวเราะ) ทีมงานก็ไปซื้ออันก๊อปมาให้เรากลับไปใส่ ก็สนุกดี เรื่องทรงผมของอ้อม เมื่อก่อนมันง่ายมาก คือผู้หญิงม.ปลาย หรือมหาลัยเวลารวบผม เขาจะรวบให้เนี๊ยบ แต่เราจะรวบให้เหลือปอยหน้าไว้ ยุ่งนิดๆ เรารู้สึกว่ามันสบายดี นี่ก็คือส่วนหนึ่งในแฟชั่นของอ้อมในการเป็นนักร้องยุคนั้น

คอนเสิร์ตจำไม่ลืม

มอส:      ตอนนั้นเป็นอัลบั้มคู่มอส-ทาทา วันนั้นเราไปเล่นมีคนดูประมาณ 150 คน แล้วสถานที่มันกว้างจุได้ประมาณ 4-5 พัน ผมก็ถามเจ้าภาพที่จ้างเราว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีคนดูแค่ร้อยกว่าคนเอง ทาทากับมอสก็ใจเสีย ตอนนั้นก็เพิ่งปล่อยโปรโมทอัลบั้ม เช็คไปเช็คมาปรากฏว่าเจ้าภาพลงวันผิด จ้างให้เรามาเล่นวันที่ 11 แต่เขียนป้ายเป็นวันที่ 12 (หัวเราะ) คนที่มาดูร้อยกว่าคนในวันนั้น ก็เป็นแฟนคลับที่ตามมาจากสนามบิน แต่เราเล่นเต็มที่เหมือนคน 4-5 พันครับ สนุกไปอีกแบบ ก็เลยประทับใจ

อ้อม:       จริงๆ แล้วของอ้อมมีหลายงานนะ คอนเสิร์ตครั้งแรกของอ้อมใน Campus อ้อมก็ประทับใจนะ ช่อง 5 โลกดนตรี ก็ประทับใจ แต่ที่ประทับใจสุด น่าจะเป็นตอนร้องเพลง “อย่ายอมแพ้” ตอนที่เกิดเหตุน้ำท่วม เพลงมันได้เยียวยา ให้กำลังใจ คนกำลังท้อแท้และเป็นทุกข์จริงๆ อ้อมรู้สึกว่าเวลาร้องเพลง “อย่ายอมแพ้” ช่วงมีเหตุอะไรแบบนี้ มันเหมือนจะหดหู่นะคะ แต่ในขณะเดียวกัน เราได้เป็นผู้ให้กำลังใจเขา แม้จะเพียงนิดเดียวก็ยังดี เราอยากให้เชื่อว่าในความทุกข์มันจะกลายเป็นอีก บทเรียนหนึ่งที่เราจะผ่านมันไปค่ะ

เปิดแผง “Cassette Festival” การกลับมาของ ไอดอลยุค 90

มอส:      สำหรับผมคอนเสิร์ตนี้คือความพิเศษ อย่างมอสกับอ้อมตอนนั้นถือว่า เราอยู่คนละค่ายนะครับ อ้อมอยู่คีตา มอสอยู่แกรมมี่ ซึ่งมันก็ไม่มีโอกาสที่จะได้มาขึ้นคอนเสิร์ตด้วยกัน ตอนนั้นนักร้องที่อยู่ในยุค 90 ทุกคนทำงานกันหมด ต่างคนต่างทัวร์คอนเสิร์ต พอมาถึงยุคนี้ทุกอย่างก็ปล่อยฟรีหมดแล้ว ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรมาก ทุกคนถึงได้มารวมตัวอยู่ด้วยกัน อีกอย่างก็คือน้องๆ แฟนคลับยุค 90 ตอนนี้ก็มีตังค์กันหมดแล้ว (หัวเราะ) ฉะนั้นพอทุกคนรู้ว่าจะมีคอนเสิร์ตก็รีบมาซื้อบัตรจนบัตรขายหมด แล้วมาบ่นกับผมก็มี ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ภาวนาให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับคอนเสิร์ตในครั้งนี้ครับ

อ้อม:      ในส่วนของนักร้องอ้อมรู้สึกว่าแฟนคลับหลายคนโตมาพร้อมกับเรา ใน Cassette Festival อ้อมจะเป็นคนที่ออกเทปคนแรกสุด ไล่ไปจนถึงยุคมิลเลนเนียม อย่าง Project H หรือ ปนัดดา บางคนฟังเพลงของพวกเรามาตั้งแต่เล็กๆ ครั้งนี้คือการที่เราได้ทำงานกับเพื่อนกับน้อง เพราะฉะนั้นคนดูจะได้ดูรุ่นพี่-รุ่นน้อง มาร้องเพลงให้ฟัง มาดูนักร้องที่โตมาพร้อมกับคนดู อยู่บนคอนเสิร์ตเดียว กระทั่งพวกเราเอง เราก็โตมากับเพลงของนักร้องที่อยู่ในคอนเสิร์ตนี้เช่นเดียวกัน ในเมื่อเราโตมาด้วยกันก็อยากจะให้มาสนุกด้วยกันค่ะ

 

ใหญ่-ฝันดี & เล็ก-ฝันเด่น จรรยาธนากร

คู่แฝดขวัญใจวัยรุ่นที่ดังที่สุดจนเป็นหนึ่งใน ไอดอลยุค 90 ทั้งคู่เปิดตัวด้วยการเป็นนักร้อง ในลุคเจแปนนิสคิวท์บอย ใสๆ ตี๋ๆ ดูกวนหน่อย เรื่องเพลงไม่ต้องพูด ปังมาก สมกับมาเป็นแพ็คคู่

เส้นทาง ไอดอลยุค 90 ของฝันดี-ฝันเด่น

เล็ก:      บ้านผมเป็นครอบครัวสายเฮฮา ที่บ้านจะฟังเพลงจีน เพลงงิ้ว ปลูกฝังมาตลอด บ้านเราไม่เคยเงียบ เอาไม้กวาดมาเล่นเป็นกีตาร์ กระโดดโลดเต้น นี่คือความทรงจำในวัยเด็ก

ใหญ่:     โตขึ้นมาก็ชอบฟังเพลง ครอบครัวสุนทรีย์อย่างบ้านเราก็จะเปิดเพลงตลอด เราก็ร้องตามไปด้วย ยุคนั้นพี่สาวจะซื้อเทป เขาก็จะเปิดพี่กุ้ง-กิตติคุณ จากนั้นก็เป็น พี่เบิร์ด-ธงไชย พี่ปุ๊-อัญชลี พี่แจ้-ดนุพล ฟังไปก็ร้องตาม เทปม้วนแรกที่ซื้อเอง คือ เทปของ พี่ปู-พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ เราสองคนหุ้นเงินกันซื้อ ม้วนละ 80 บาท แพงมาก… ตอนนั้นเราได้แต่ฟังวิทยุ อยากฟังซ้ำๆ บ่อยๆ ก็ต้องซื้อเทป เพลงคิดถึง เพราะมาก เสียงคลื่นซัดสาด มองเห็นไกลสุดขอบฟ้า มีทะเลทุกเวลา แต่บางทีไม่มีเธอ” (ร้องให้ฟัง)

เล็ก:        กลายเป็นว่าประกวดอะไรในหมู่บ้าน หรือที่โรงเรียนก็จะมีเล็ก-ใหญ่ เสนอตัวขึ้นเวทีไปร้องเพลง วัตถุประสงค์ไม่ได้อยากแข่งขันนะ เราเน้นบันเทิง เฮฮา เลยร้องยังไงก็ได้

ใหญ่:     เราไม่เคยคิดฝันกับการเป็นนักร้อง ดาราเลย ไม่เคยไขว่คว้าเลยนะ รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีองค์ประกอบมากมาย เราแค่สนุกกับการร้องเพลง สนุกในสิ่งที่ทำประสาเด็กๆ แต่มันก็เหมือนเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตนะ หลังกลับจากญี่ปุ่น จุดพลิกผันมาจากการไปซื้อของที่สยามสแควร์ตอนอายุ 15-16 ปี

เล็ก:      มีโมเดลลิ่งมาคุยด้วย น้องหน้าตาโอเค ขอถ่ายรูปหน่อย มีพี่น้องมั้ย เราบอกว่ามีฝาแฝด งั้นดีเลยช่วยตามมาหน่อยนะ ก็ต้องเป็นเสาร์หน้า เพราะเราจะไปสยามช่วงวันหยุด จุดเริ่มต้นคือถ่ายรูปให้โมเดลลิ่ง เขาก็ไปเสนองานโฆษณาให้

ใหญ่:     ได้โฆษณามอเตอร์ไซค์ ดังกิ้นโดนัท “ทำไมโดนัทต้องมีรู” นั่นแหละ จากนั้นก็จับจับพลัดจับผลู ให้ไปเทสต์เสียงที่ค่ายคีตา หลังจากเทสต์วันนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไปหมด

เล็ก:      มันเปลี่ยนไวมาก ปุ๊บๆ เปลี่ยน ปุ๊บๆ เปลี่ยน เราไม่ได้มีการเตรียมตัวอะไรเลย วันนี้เราย้อนกลับไปมองว่า ถ้าเราเป็นเด็กยุคนี้ เราคงมีการเตรียมตัวที่มากกว่าวันนั้น วันที่เทสต์เสียง เล็กร้องเพลง ‘หมอกจางและควัน’ ของพี่เบิร์ด

ใหญ่:     ผมร้องเพลง ‘อีกหน่อยเธอของเข้าใจ’ ของพี่ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ในห้องในก็มีผู้ใหญ่ในค่าย มีโปรดิวเซอร์ ผลคือเราผ่าน หลังจากนั้นก็ได้เซ็นสัญญา ซ้อมและเรียนร้องเพลง 6-7 เดือน ก็เริ่มเข้าห้องอัดเพื่อทำเพลง ใช้เวลาปีหนึ่ง ถึงได้ออกอัลบั้ม ชุดแรกชื่อว่า “ออกฤทธิ์” มีเพลงฮิตหลายเพลง อย่าง หัวไม่เหน่ง แกล้งโง่ หมื่นคำลา

ความดังที่ต้องแลกของ ไอดอลยุค 90

ใหญ่:     ยุคนั้นเราไม่เคยรับรู้ถึงกระแสความดังอะไรเลย เพราะตอนนั้นไม่มีโซเชียลให้เราเช็คฟีดแบ็ก เรารู้เพียงว่ามีงาน ตอนเย็นมีโชว์ คอนเสิร์ตล้อมรั้วบ้าง ตามผับบ้าง ร้องเสร็จขึ้นรถกลับบ้าน กลับโรงแรม ตื่นแล้วไปทำงานต่อ เราจะรู้ฟีดแบ็คก็ตอนไปรายการวิทยุแล้วคนมารอเยอะมาก เพราะออกไปทัวร์คอนเสิร์ต ไปทีก็ 20 วัน นั่งรถบัสศิลปิน นั่งเครื่องบิน เรียกกันว่าออนทัวร์

เล็ก: วันนี้อยู่เชียงใหม่ พรุ่งนี้อยู่ภูเก็ต กลับมาโคราช เข้ากรุงเทพ ไปนครปฐม วนอยู่อย่างนี้ สิ่งที่ตามมาคือเราไม่ได้เรียนหนังสือ คือเราไม่ได้โทษงานนะ มันก็มีหลายอย่างที่ต้องตัดสินใจ สำคัญที่สุดคือ “โอกาส” มีคนพูดว่า โอกาสไม่ได้มาเสนอ ถ้ามีโอกาสก็ทำให้เต็มที่เลย เราสองคนจึงดร็อปเรียนไว้ก่อน

ใหญ่:     ออกเทปไป 3 อัลบั้ม เราก็มีช่วงหลังออกเทป รู้สึกอยากเรียน ตอนนั้นอายุ 20 กว่า รู้สึกว่าชีวิตวัยรุ่นหายไป ชีวิตการเรียนหายไป เราอยากเจอเพื่อน เราอยากมีสังคมในมหาวิทยาลัย ก็เรียนเข้าเรียนที่ม.รังสิต ตั้งใจเรียนจนบ 3 ปีครึ่ง

เล็ก:      เรารู้สึกว่าต้องเรียนก็เพราะไปงานรับปริญญาเพื่อนหลายครั้งมาก รู้สึกว่าจะจบแค่ กศน. ม.6 เท่านั้นเหรอ เราจะหยุดความรู้ไว้แค่นี้เหรอ ก็เลยไปเรียนเช่นกัน

ฝันดี-ฝันเด่นฟีเวอร์

ใหญ่:     ทรงผม เสื้อผ้า ของฝันดี-ฝันเด่นที่ฮิตๆ เลยคือ ชุดหมี กับเอี๊ยม และก็มีชุดยูนิฟอร์มญี่ปุ่นผู้ชายสีดำ

เล็ก: คนก็ตัดตามเรานะ อัลบั้มแรก ใหญ่จะแสกข้าง เล็กแสกกลาง ส่วนอัลบั้ม 2 เราทำไฮไลท์ 7 สี ใครๆ ก็เรียก “ทรงฝันดีฝันเด่น

ใหญ่:     ฟีดแบ็คอัลบั้มดี งานเยอะ ออนทัวร์เยอะ คือเทปเราขายได้เกินล้านตลับ อัลบั้มแรกประมาณ 1.7-1.8 ล้าน อัลบั้ม 2 ขายได้ 2 ล้านตลับ ยังไม่รวมแผ่นเสียง ซีดีนะ

เสน่ห์เพลงยุค 90

ใหญ่:     มันบอกไม่ถูกนะ ถ้าจะให้เล่าในมุมของตัวเอง อย่างผมเป็นนักร้องเพลงป๊อป แต่ฟังเพลงร็อค เลยชอบพี่หนุ่ย-อำพล กับพี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ เพลงร็อคยุคนั้นมันจะมีความตรงๆ แมนๆ

เล็ก:      ผมชอบพี่เจี๊ยบ-พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร เพลงถึงอารมณ์มาก อย่างเพลง ไม่ต่างกันเธอไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยรู้สึก อย่างเรา เธอก็คงคิดเอา ว่าเราง่ายดาย จิต ใจ” เอาความเจ็บปวดมาเล่าเป็นวลี เลยเป็นที่มาว่าถ้าเราทำเพลง เราจะหากิมมิคเพลง เพื่อจะได้เพลงที่ดูจริง ดังนั้นทีมโปรดิวเซอร์ก็จะมาถามว่า อยากร้องเพลงอะไร รู้สึกอย่างไรตอนนี้ อย่างเพลง “แกล้งโง่” มาจากคนรักกันแล้ววันหนึ่งบอกเลิกกัน แต่เราไม่อยากเลิก ผมก็บอกทีมว่า ขอแกล้งโง่ได้มั้ยทำเป็นไม่รู้ว่าเขามีคนอื่น นักดนตรี นักแต่งเพลงก็เอา คำว่า “แกล้งโง่” เป็นที่ตั้ง แล้วขยายเป็นท่อน A B C เพลง “หมื่นคำลา” ก็เช่นกัน คือวันหนึ่งผู้หญิงอยากเลิก คำว่าเลิกง่ายไปสำหรับความรู้สึก อยากมีประโยคสักหมื่นคำลาออก

 ใหญ่:    กว่าจะได้แต่ละเพลง แต่ละโน้ตมันยากนะ มันมีการคุยงาน มันจะมีสตอรี่ ฉะนั้นเวลาร้องบนเวทีจะอิน เพราะเนื้อหาที่ปรุงแต่งตั้งต้นมาจากเรา แล้วสมัยนั้นเวลาเข้าห้องอัด ร้องผิด อัดใหม่หมดนะ ไม่มีการอีดิทเป็นคำๆ เหมือนสมัยนี้ เพลงแกล้งโง่ ผมอัดเพลงแรกของอัลบั้มแต่เสร็จเพลงสุดท้าย เสียงไม่ได้บ้าง อารมณ์ไม่ได้บ้าง แก้จนกว่าจะดีที่สุด มันเลยเป็นเสน่ห์ของเพลงยุค 90 ซึ่งฟังเท่าไรก็อิน เข้าใจง่าย

เล็ก:        ถ้าคนหูทิพย์ จะรู้ว่าฝันดี-ฝันเด่นไม่ใช่นักร้องเก่ง หรือร้องเพลงดี เราแค่เป็นผู้ชายสองคนในยุคนั้น กับการบันทึกเสียงแนวนั้น แล้วทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้แค่นั้น

เปิดแผง “Cassette Festival” การกลับมาของ ไอดอลยุค 90

ใหญ่:     เพลงยุค 90 คือความทรงจำของคน ที่เคยอยู่ในเวลานั้น ผมว่าคอนเสิร์ต Cassette Festival” บัตรหมดไวเพราะมันคือวัยเราที่โตมาด้วกัน และทุกคนอยากกลับไปยืนจุดนั้นเช่นเดียวกัน

เล็ก:      เคยมีคนบอกว่าเงินซื้อเวลาในอดีตไม่ได้ แต่ครั้งนี้ซื้อได้ครับ ปกติผมไม่ขึ้นคอนเสิร์ตไหนเลย มีชวนฝันดี-ฝันเด่นทุกปีแต่ไม่ไป แต่ครั้งนี้เราไม่ปฏิเสธ เพราะทุกอย่างจะเป็นออริจินัลตามที่เราขอ เราจะไม่ประดิษฐ์ ดนตรีโน้ตแรกที่ขึ้นมาจะเหมือนเดิม ไม่ต้องมีอะไรเลิศเลอ เพราะผมเชื่อว่าคนที่มาอยากฟังสิ่งที่เคยฟังในยุคนั้น คอนเสิร์ตนี้รวมศิลปินเยอะสุดครั้งหนึ่งก็ว่าได้ หวังว่าจะฝากลูกหลานไว้กับคุณตาคุณยาย แล้วมามีความสุขด้วยกันในวันนั้นนะครับ

ใหญ่:      ศิลปินหาตัวจับยากมาก ด้วยปัจจัยหลายอย่าง อายุ วรรณะ สุขะ พละ พี่เอกกี้ก็ 44 แล้ว ผมก็ 42-43 แล้ว (หัวเราะ) รอที่จะเจอกันครับ วันนั้นกับวันนี้อาจจะต่างกันไปบาง แต่ภาษาเพลงยังเหมือนเดิม ใครมีบัตรแล้วเก็บให้ดี มีค่ายิ่งกว่าหวยครูปรีชาอีกนะพูดเลย (หัวเราะ)

 

อมิตา ทาทา ยัง

สาวน้อยมหัศจรรย์ ที่สร้างปรากฎการณ์มากมายทั้ง “สถิติล้านตลับอายุน้อยที่สุด” แฟชั่นทาทา” ที่ฮิตตั้งศีรษะจรดปลายเท้า ภาพยนตร์โกยรายได้สูงสุด พรีเซนเตอร์มากมาย การเป็นนักร้องขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ วันวานของการเป็น ไอดอลยุค 90 ของเธอ ยังคงสวยงามในความทรงจำเสมอ และวันดีๆ เหล่านั้นจะกลับมาอีกครั้ง

 

ฝันเป็นจริงของทาทา ยัง

“ทามีความฝันอยากจะเป็นนักร้องอยู่แล้ว เราประกวดเวทีเดียวก็ชนะ เลยได้โอกาสเข้ามาเป็นนักร้อง ถือว่าทำความฝันของตัวเองได้ค่อนข้างเร็ว ขอยกความดีความชอบให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่สนับสนุนทาเต็มที่มากๆ บวกกับที่บ้านค่อนข้างชอบฟังเพลง คุณพ่อคุณแม่เปิดเพลงตลอดเวลา แล้วก็ถูกปลูกฝังจากคุณป้า ซึ่งท่านอยู่แคนาดา ก็จะส่งพวกวิดีโอของ MTV ที่โน่นมาให้ดู ซึ่งนักร้องดังตอนนั้นเนี่ยก็คือ ไมเคิล แจ็คสัน เราดูแล้วรู้สึกว่า โห…ทำไมคนคนหนึ่งสามารถทำให้ทุกสายตาไปหยุดอยู่ที่เขาได้ ทำไมทุกคนชอบคนคนนี้ แล้วก็เราโตมากับการฟังไดอาน่า รอสส์, ไลโอเนล ริชชี, สตีวี วันเดอร์ ซึ่งเป็นนักร้องผิวสี เรารู้สึกว่าเสียงเขาเพราะมาก อยากร้องเพลงได้แบบนี้ เลยอยากเป็นนักร้อง แต่ก็ไม่คิดว่าวันหนึ่ง ตัวเองจะมาถึงจุดนี้นะคะ

“คุณพ่อเคยพดไว้ครั้งหนึ่งว่า ถ้าเราอยากทำอะไรให้ดี เราก็ต้องเรียนรู้มันอย่างดี อยากเป็นนักร้อง ทาทาก็ต้องเรียนร้องเพลง ถ้าเราอยากแต่งหน้าสวย เราก็ต้องไปเรียนแต่งหน้า คุณพ่อบอกว่า ถ้าอยากเป็นนักร้องก็ต้องร้องให้ดี ต้องเต้นให้ถูกจังหวะ คุณพ่อก็เลยไปปรึกษาคุณพ่อของพี่แอนเดรีย ว่าพี่แอนเดรียเรียนร้องเพลงที่ไหน ซึ่งตอนนั้นเรียนกับครูอ้วน-มณีนุช มันก็เลยทำให้ทาทากับพี่แอนเดรียได้รู้จักกัน”

ความรู้สึกแรกในวันที่ออกเทป

“รู้สึกโชคดีค่ะ ศิลปินสมัยนี้เขาจะไม่ได้มีคำพูดที่ว่า “ออกเทป” แล้วนะ รุ่นเรามีทั้งรุ่นเทป รุ่นซีดี จนตอนนี้เป็นดาวน์โหลด ฉันครบนะคะ รุ่นมินิซีดีดิฉันก็มี มีหมดเลย! ทันทุกยุค! (หัวเราะ) ตอนนั้นทาอายุ 14 มันก็เป็นความฝันของเด็กอายุ 14 อะค่ะ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพิ่งจบประกวดร้องเพลงได้ไม่นาน แล้วก็ได้เล่นมิวสิควิดีโอของพี่มอส มันเหมือนฝันที่ค่อยๆ เป็นจริงไปเรื่อยๆ ทาไม่ได้รู้สึกจริงว่า “This is a real” จนวันที่มีคอนเสิร์ตแรกเป็นของตัวเอง คือเมื่อก่อนมันไม่เหมือนสมัยนี้ ที่โซเชียลทำให้เราเห็นว่ามียอด follower เท่าไหร่ เพราะตอนนั้นทุกอย่างมันเป็นตัวเลขที่มีแต่คนมาบอก วันที่มีคนมาบอกว่าล้านตลับ เรารู้สึกว่า โห! เยอะเนอะ มีคนมาซื้อเราหนึ่งล้านคน แต่เราก็เด็กมากจนไม่สามารถจินตนาการได้ว่า คนล้านคนเนี่ยมันเยอะขนาดไหน

“แต่พอวันที่เราเล่นคอนเสิร์ตแล้วบัตรขายหมดที่ MCC Hall เดอะมอลล์บางกะปิ น่าจะสัก 6-7 พัน หมดภายในสิบนาที เหมือนคอนเสิร์ต Cassette Festival แต่ตอนนั้นมีเราคนเดียว แล้วต้องเพิ่มรอบ เพราะคนอยากดูอีก วันนั้นจำได้ไม่เคยลืมเลย คือพอเราได้ไปยืนบนเวที คอนเสิร์ตเพิ่งเริ่ม เพิ่งเปิดตัวแล้วอยู่ดีๆ ไฟดับพรึ่บ! ทำให้คนต้องรอนานถึง 4 ชั่วโมงในความร้อน ด้วยความเป็นเด็ก กดดันมาก คิดในใจใครจะรอ คือไฟมันดับอะ เป็นเรา เราไม่อยู่ แต่แฟนคลับรอท่ามกลางอากาศร้อน รอจนไฟมา ทาจำได้เลยว่าทาร้องไห้ และเสียสติมาก ไปคุยกับพี่เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ว่า “พี่เล็ก เขาต้องไม่อยู่ ใครจะไปอยู่ ใครจะไปอยู่ดู” ทาเลยขอกระดาษแผ่นใหญ่ๆ เขียนว่า “I love you guys, please wait” แล้วยกให้แฟนคลับดู รู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ทำถูกต้องที่สุด คือสิ่งเดียวที่จะสื่อสารได้ในตอนนั้น และวันนั้นทำให้เรารู้ว่าเราประสบความสำเร็จมากจริงๆ แล้วรู้สึกว่าเราโชคดีมากที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีคนรักเรามากมายเหลือเกิน”

สาวน้อยมหัศจรรย์

“การที่เรามีชื่อเสียงมากตอนอายุแค่ 14 คือด้วยความเด็กเราก็ไม่รู้หรอกว่าจะรับมือกับความดังอย่างไร ทำอย่างไรจะไม่ให้เหลิง ทาขอยกความดีความชอบให้คุณพ่อคุณแม่อีกเช่นกัน เพราะในขณะที่เรามีชื่อเสียงมาก คนที่ทำให้เราติดดินที่สุดคือพ่อกับแม่ แม่จะพูดกับทาทาตลอดเวลาว่า “จำไว้นะ มีขึ้นก็มีลง” แล้วเราก็คิดในใจว่า ทำไมแม่ต้องพูดกับเราแบบนี้ แทนที่จะให้กำลังใจ คือจริงๆ แม่ก็ให้กำลังใจตลอด ทุกครั้งที่ลงจากเวทีแม่ก็จะบอกว่าเก่งมากลูก แต่เวลาที่อยู่กับแม่สองคน คุณพ่อคุณแม่จะสอนให้เรารู้สึกขอบคุณกับสิ่งที่เราได้มาเสมอ คำว่า “มีขึ้นก็ต้องมีลง” ในวันนั้น ทำให้ทารู้สึกว่า ถ้าแม่ไม่เคยพูดกับเราเลย ก็คงมีเซเหมือนกันนะ ถึงแม้ทาจะไม่ได้ลงมาแรง แต่ก็มีบ้างในวงการบันเทิง ที่บางช่วงเราไม่มีอะไร ไม่มีซิงเกิ้ลใหม่ ไม่ได้ออกอัลบั้มใหม่ และมันเป็นช่วงของคนอื่นที่เข้ามาแทนที่

“บางคนอาจไม่เข้าใจก็จะเสียศูนย์ไปบ้าง คือทาว่าสติของเรายังโอเคอยู่ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงทำให้ทาทาติดดินมากๆ และยังสอนเสมอให้เราขอบคุณทั้งคนที่สร้างอมิตา ทาทา ยัง ขอบคุณคนที่สนับสนุนเราเสมอ เพราะถ้าไม่มีคนที่สร้างเรา ก็จะไม่มีคนที่มาดูเรา ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวเราคนเดียว มันเกิดขึ้นเพราะว่าเรามีคนเหล่านี้ ทาไม่ได้ถูกปลูกฝังว่า ฉันสวย เริด เชิด หยิ่ง ฉันเป็นแบบนี้ได้

“อีกอย่างที่ทาชอบ และจะส่งต่อคำสอนนี้ไปให้ลูก ในฐานะที่เราเป็นแม่แล้ว นั่นคือ การไม่ยึดติดกับวัตถุ ทาเอนจอยได้กับทุกสถานการณ์ ทากินได้ตั้งแต่ข้าวกล่องยันร้านอาหารหรู พ่อแม่ไม่ให้ทายึดติดกับสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต คือไม่มีก็ได้ ไม่เป็นไร ลูกเราไม่เห็นว่าจะต้องดีต้องเริดกว่าใคร ทาคิดว่าที่ท่านสอนแบบนี้ เพราะว่าเราจะได้ไม่อยู่กับความทุกข์ ถ้าเราไขว่คว้าหาความเป็นที่สุด เราก็จะไม่มีความสุข แถมเหนื่อยมากด้วย

“สำหรับฉายา “สาวน้อยมหัศจรรย์” คนที่ตั้งให้คือพี่เล็ก-บุษบา ดาวเรือง เพราะพี่เล็กบอกว่า ให้ทำอะไรมันก็ทำ พออาเต๋อ-เรวัติ บอกว่า โอเค ยูได้ออกอัลบั้ม ถามว่าเต้นได้มั้ย “เต้นได้ค่ะ” คืออะไรก็เอาหมด ทาแค่รู้สึกว่า เฮ้ย !เราได้โอกาสนี้แล้วเราไม่อยากให้หลุดมือ เขาบอกให้ร้องให้ดีกว่านี้ “ได้ค่ะ หนูจะร้องให้ดีกว่านี้” คือมันเป็นความทะเยอทะยาน ก็เลยได้ฉายาสาวน้อยมหัศจรรย์ขึ้นมา เพราะร้องก็ได้ เต้นก็ได้ พูดก็มั่นใจ คุณแม่ยังพูดกับอาเต๋อว่า แน่ใจนะคะว่าจะไม่เบรกนางหน่อย (หัวเราะ) แต่อาเต๋อบอกว่าปล่อยให้ทาเป็นตัวเอง ไม่ต้องประดิษฐ์ให้เขาเป็นคนอื่น”

ทาทา ยัง ผู้นำแฟชั่น

“นักร้องกับแฟชั่นเนี่ย… ทาว่ามันคือความสุขของยุค 90 นะ สมัยนั้นเป็นแฟชั่นที่เราไม่เหนื่อยกับมันมาก ทาเพิ่งคุยกับป๋อมแป๋มว่า อัลบั้มหลังๆ พอต้องเซ็กซี่แล้วเหนื่อยมาก เหนื่อยกับชุดที่ต้องปักเยอะๆ หรืออะไรเยอะๆ เข้าใจนะว่ามันก็ต้องมีบ้างเพื่อความหรูหรา แต่แฟชั่นในยุค 90 เราจะสนุกกับการแต่งตัว เพราะว่ามันเป็นชุดที่สนุกและสบาย และเรารู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ช่วงนั้นทรงผมก็เรียกว่าทรงสับปะรด มากับแฟชั่นเสื้อยืดพิมพ์ลาย ศิลปินแต่ละคนก็จะมีลายไม่เหมือนกัน ของทาทาจะเป็นลายโซนิก รองเท้าก็จะสลับสี ไม่ใช่อะไร เลือกไม่ได้ ก็เลยใส่มันคนละข้างเลยแล้วกัน กางเกงทรงทาทาตัวโคร่ง อยากใส่อะไรที่เคลื่อนไหวได้ง่าย ทุกร้านที่มาบุญครองจะมีกางเกงทาทา

“เมื่อไม่นานมานี้ทาเพิ่งได้เจอกับเพื่อนที่เพิ่งมาสนิทกัน แล้วนางก็มาขอบคุณทา ถามว่าทำไม นางบอกว่าบ้านนางเป็นโรงงานผลิตผ้ากางเกงยีนส์ แล้วสมัยที่ทาทาดัง โรงงานนางขายดีมาก เพราะทุกคนต้องมาขอซื้อผ้า เพื่อไปตัดกางเกงทาทา ก็เฟื่องฟูมาก กลายเรื่องขำกันไป ก็เลยทำให้รู้สึกว่ายุคนั้นเป็นอะไรที่ตามง่าย ทุกวันนี้ยังเจออยู่เลยนะเวลามีคอนเสิร์ตยุค 90 ที่คนกลับมาแต่งตัวตามเรา หรืองานเลี้ยงบริษัทที่มีธีม จะมีคนแต่งตัวแบบศิลปินยุค 90 ล่าสุดเจอคนแต่งตัวเป็นทาทาเยอะมาก จนเราต้องไปขอเขาถ่ายรูปรวมเป็นแก๊งอะ เป็นภาพน่ารักมาก”

ความทรงจำของการเป็น ไอดอลยุค 90

“นึกถึงการทัวร์คอนเสิร์ตต่างจังหวัดค่ะ เดี๋ยวนี้จะมีแต่การไปเล่นตามผับ แต่ทัวร์ต่างจังหวัดตอนนั้นคือจริงจัง จัดที่ศาลากลาง หรือสนามกีฬา ต้องมีแห่รอบเมือง อยู่ท้ายรถ แล้วก็มีมอเตอร์ไซค์วิ่งตาม เหมือนไปหาเสียง เป็นนักการเมืองไปเลยแหละ นึกถึงการไปขึ้น 7 สีคอนเสิร์ต และโลกดนตรี ถ้าไม่ได้ขึ้นแสดงว่าไม่ดังพอ ดิฉันได้ขึ้นเดี่ยว 3 รอบ ดิฉันภูมิใจกับเรื่องนี้ (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วอะไรแบบนี้แล้ว นึกถึงการเยี่ยมแผงเทปสมัยก่อน แฟนๆ ไปรอที่ร้านดีเจสยาม น้องท่าพระจันทร์ ต่างจังหวัดต้องไปยืนรอกันว่าวันไหนเทปจะออก บางคนซื้อเอาฤกษ์เลย 9 ตลับ ซื้อมาขอลายเซ็น นึกถึงรูปถ่ายดาราที่ขายกันใบละ 3  บาท 5 บาท เอาไว้พกในกระเป๋าตังค์รูปเล็ก รูปใหญ่ นึกถึงกล้องฟิล์มซึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ยุค 90 นะ เทปเพลงก็ใช่ เทปที่ไปขอร่วมหุ้นซื้อกับพี่สาวคือ เทปพี่ติ๊นา อัลบั้มนินจา อยากได้มาก… แต่ที่จ่ายเต็มซื้อเองคือ เทปของตัวเอง ซื้อ 9 ม้วนเอาฤกษ์เอาชัยจ้า (หัวเราะ) ยุค 90 มีแต่ความทรงจำดีๆ ด้านจิตใจทั้งนั้นเลย”

เปิดแผง Cassette Festival

“เป็นคอนเสิร์ตที่บ้าบอมากเลยค่ะ ศิลปินไม่ปกติกันสักคนเลยค่ะ (หัวเราะ) คือทาว่ามันต้องสนุกมาก เพลงในยุคนั้นไม่มีเพลงไหนที่คนไม่รู้จัก แล้ว 25 คน ก็ต้องเลือกแต่เพลงฮิตมาร้อง ตอนนี้พอเห็นสคริปต์ทุกอย่างแล้วแบบ… มันบ้าบอมากเลย (หัวเราะ) เฟิร์มว่าคอนเสิร์ตนี้เลิศ! ขอให้คุณเตรียมตัวมาให้ดี แฟนคลับยุค 90 ก็คงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับดิฉัน เตรียมลูกอมมาด้วยจ้ะ เผื่อน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือไม่ก็ยาดม ไม่ต้องใส่ส้นสูงมานะ เพราะไม่มีใครมาดูเรียวขาคุณ ใส่ผ้าใบมา แต่งตัวให้สบาย เพราะมันจะร้อนมาก เพราะต้องเต้นกันอย่างบ้าระห่ำแน่นอนค่ะ”

 

แคท-แคทลียา อิงลิช

            ยุค 90 เราต่างรู้จักแคทลียา อิงลิช ในฐานะนักแสดงลูกครึ่งขวัญใจวัยรุ่น พิธีกรคิตตี้แคทขวัญใจเด็กๆ แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็ฉีกทุกกฎของการเป็นนักร้อง สร้างเซอร์ไพร์สให้กับวงการเพลง ไม่ว่าจะเพลงฮิต ท่าเต้น แฟชั่นสุดเซ็กซี่ และผีเสื้อราตรีสุดเซ็กซี่คนนี้ จะกลับมาแดนซ์ให้เวทีลุกเป็นไฟอีกครั้งใน Cassette Festival แน่นอน

ฉีกทุกกฎของการเป็นนักร้อง

“แคทเริ่มจากการเป็นดารา นักแสดงก่อนแล้วถึงค่อยมาเป็นนักร้องตอนนั้นก็จะมีการดูถูกนิดหน่อยว่า นักแสดงจะร้องเพลงเป็นเหรอ  แคทเลยพักจากการเล่นละครไป 2 ปี เพื่อที่จะลบความเป็นนักแสดง ดารา เพื่อเตรียมตัวออกเทป แล้วก็สร้างเซอร์ไพร้ส์ให้แฟนๆ ว่าแคทจะมาแนวไหนเนี่ย การเป็นนักร้องของแคทเลย ดึงอีกมุมที่คุณไม่เคยได้เห็น ทั้งด้านยิมนาสติก การเต้น ร้องเพลง ล้วนเป็นสิ่งที่แคทชอบมาตั้งแต่เด็กๆ  เราก็โชว์สิ่งที่มีอยู่ในตัวออกมา ซึ่งก่อนหน้านี้เราเล่นแต่ละคร ก็สวมบทเป็นคาแร็กเตอร์นั้นนี้ แต่การเป็นนักร้องมันคือตัวตนที่แท้จริงของเรา

“พอออกอัลบั้มปุ๊บ เหมือนได้ลบล้างที่คนดูถูกว่าดารามาเป็นนักร้องจะดี จะเก่งสักแค่ไหน กลายเป็นยอมรับว่าเราเป็นศิลปิน ตอนนั้นแคทลียากับแฟชั่นเสื้อแดงเอวลอย ผมดัดลอนสีอ่อนฮิตมาก มองย้อนกลับไปก็ตลกดีค่ะ ช่วงนั้นจะมีคนมาบอกว่า ไปแถวประตูน้ำ ไปแถวมาบุญครอง เสื้อแดงเอวลอยเต็มไปหมด (หัวเราะ) รู้สึกเป็นปลื้มนะคะที่มีคนพูดถึง มีคนหันมาดูแลรูปร่าง เพราะต้องโชว์เอว (หัวเราะ) จะบอกว่าตอนนั้นเป็นยุคที่คนเพิ่งยอมรับในการโชว์สะดือ เพราะเมื่อก่อนตอนถ่ายละครยังต้องใส่เสื้อสีเนื้อไว้ด้านในเลย ห้ามเห็น ส่วนสมัยนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย ก็มีคนบอกว่าแคทเริ่มแหกกฎทุกอย่าง เป็นดาราห้ามเปิดสะดือ แคทเปิด คนดูถูกว่าเราจะเป็นนักร้องได้ดีแค่ไหน เปิดตัวมา แคทตีลังกาใส่เลย (หัวเราะ)

ความทรงจำของการเป็น ไอดอลยุค 90

แคทคิดถึงการเยี่ยมแผงเทป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีแล้วในยุคนี้ เพราะเดี๋ยวนี้คนมีมือถือ มีโซเชียล ยุคนั้นคนไปต่อคิวซื้อเทป มันเป็นเทรนด์ที่รู้สึกว่าเราได้ไปสัมผัส ได้ไปเจอกับผู้คนถึงที่ มันเรียล รู้สึกได้ถึงความจริงใจ ตอนนั้นแคทไปทั่วประเทศเลย บางที่ถึงขั้นลงจากรถไม่ได้ สมัยนั้นเขาเครซี่เราจริงๆ คือขอให้ได้สัมผัสนิดหน่อยก็ยังดี บางทีเขาก็ไม่ได้ตั้งใจทำให้เราเจ็บ แต่เขาแค่อยากแตะตัว รอยเล็บเต็มตัวแคทไปหมด แต่เป็นความรู้สึกที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันจริงใจ เห็นว่าคนเขารักเราจริง รอคอยที่จะมาเจอเราจริงๆ สมัยนี้การเห็นดารากันเป็นเรื่องปกติแล้ว เปิดโทรศัพท์ก็เจอแล้ว ความรู้สึกมันไม่เหมือนก่อนจริงๆ เสียดายนะคะแคทชอบฟีลลิ่งสมัยก่อนมากกว่า”

คอนเสิร์ตที่ประทับใจ

“จริงๆ ทุกคอนเสิร์ตที่แคทขึ้นมันทำให้เรารู้สึกดีใจ แต่ที่รู้สึกว่าสุดยอด น่าจะเป็นตอนที่แคทโหนผ้า ตอนนั้นจำได้ว่าพี่เล็ก-บุษบา ถามว่า คอนเสิร์ตนี้แคทอยากทำอะไร แคทบอกว่า อยากโหนผ้า ยังไม่มีศิลปินคนไทยเคยทำ แคทไม่เคยเรียนด้วยนะ ตอนนั้นห้ามทุกคนเลยค่ะ พี่เล็กบอก ไม่เอา ไม่ให้ขึ้น อันตราย ไม่มีเซฟตี้ด้วย คือตัวเราคนเดียวเลย ถ้าเราตกก็ไม่มีใครช่วยอะไรได้ แต่แคทมั่นใจมากว่าทำได้ ทุกคนได้แต่เกร็งอยู่ข้างเวที พอแคทรู้ลงมารู้เลยว่าทุกคนไม่หายใจ เห็นทุกคนถอนหายใจแบบ โล่ง (หัวเราะ) แล้วที่แคทประทับใจก็เพราะว่า ตอนที่แคทโหนผ้า แคทอยู่บนนั้นมองไม่เห็นใครเลย แต่พอมาดูดีวีดีทีหลัง คือเห็นว่ายืนปรบมือกันทั้งฮอลล์เลย คนร้องไห้กันเยอะมาก คือเราสามารถทำให้คนดูรู้สึกขนาดนี้เลยเหรอ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีคนพูดถึง

“ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรนอกจากอยากจะให้อะไรใหม่ๆ กับแฟนๆ อยากให้เขาประทับใจในคอนเสิร์ตนี้ เห็นอะไรใหม่ๆ ที่แคทไม่เคยทำ แต่สิ่งที่แคทได้รับกลับมามันเป็นร้อยเท่าเลย ดีใจมากๆ ที่เขาชอบ เรียกว่าเป็นมาสเตอร์พีซของแคท และเป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายที่คุณพ่อยังอยู่ด้วยก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต คอนเสิร์ตนั้นคือ Happy Festival Reunion รวมความประทับใจทุกอย่าง ได้ขึ้นกับศิลปินรุ่นเดียวกัน ทั้งคอนเสิร์ตมันดีมาก สนุกมาก เป็นการรียูเนี่ยนของศิลปินในยุคนั้นด้วย และเราก็มีโชว์พิเศษให้แฟนๆ ดูด้วย

เปิดแผง Cassette Festival

            “ก็ตามชื่อของคอนเสิร์ตเลยค่ะ เป็นยุคของ Cassette แคทก็เป็นยุคสุดท้ายของ Cassette เลย เพราะอัลบั้มที่ 2 ของแคทก็เป็นซีดีแล้ว อย่าลืมไปรวมตัวกันนะคะชาวคณะ Cassette ทั้งหลาย สนุกแน่ๆ เตรียมแรง เตรียมตัว เตรียมใจไว้ ไปเจอกันค่ะ”

 

ไชน่าดอลล์ 

หว่าหวา-ไพลิน รัตนแสงเสถียร & เบลล์-สุภัชญา ลัทธิโสภณกุล

2 สาวหมวยสุดน่ารัก ที่สร้างกระแสนักร้องหมวยดังไกลไปเมืองจีนกับเพลง “หมวยนี่คะ” ที่แปลกใหม่ทั้งเนื้อร้องและดนตรี ตั้งแต่ยุคนั้นจนถึงยุคนี้ จะหาเพลงของนักร้องคนไหนที่จะเหมาะเปิดในช่วงตรุษจีนเท่าไชน่าดอลล์ไม่มีอีกแล้วนะ

เพื่อนรักจับมือกันมาเป็นนักร้อง

เบลล์:     เบลล์เป็นแดนเซอร์อยู่ที่แกรมมี่อยู่แล้วค่ะ เข้ามาตั้งแต่ยุคที่พี่มอสเล่นโรลเลอร์เบลด (หัวเราะ) เป็นแดนเซอร์มาเรื่อยๆ จนมีช่วงหนึ่งที่แกรมมี่เขาเปิดค่ายย่อยออกมา ซึ่งเบลล์กับหว่าหวาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่อยู่ไฮสกูล ตอนอยู่โรงเรียนเราทำกิจกรรมด้วยกันอยู่แล้ว ตอนนั้นหว่าหวาอยากกลับไต้หวัน พอเบลล์รู้ว่าค่ายเพลงกำลังจะเปิด ก็เลยชวนมาทำเพลงด้วยกัน

หว่าหวา:               ตอนนั้นหวาไม่ได้คิดอะไร กำลังจะกลับไปเรียนต่อที่ไต้หวัน แล้วทางไต้หวันบอกให้กลับมาสอบเมืองไทย เพราะเราเป็นนักเรียนไทย มันจะได้คะแนนบวกเพิ่ม ช่วงที่รอสอบหวาก็เบื่อ เลยถามเบลล์ว่ามีอะไรให้ทำมั้ย เพราะเขาทำงานในแกรมมี่ น่าจะรู้จักคนเยอะ แต่ไม่ได้หมายถึงงานเบื้องหน้านะคะ ทำเอกสารโน่นนั่นนี่ก็ได้ เพราะเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่งๆ ทีนี้เบลล์ก็เลยบอกว่า ร้องเพลงมั้ย เราก็ถามเขาว่าร้องเพลงอะไร เบลล์บอกว่าทำอัลบั้ม อ๋อ… เขาชวนกันออกอัลบั้มง่ายๆ อย่างนี้เหรอ (หัวเราะ) แต่เราก็ลองดู

เบลล์:     แค่เห็นว่าหมวยๆ เหมือนกัน ก็เลยอยากทำกับงานเพื่อนเป็นดูโอ้ ไม่คิดว่าเพลงจะดัง หรือเป็นกระแสที่เมืองจีน

หว่าหวา: เพลงสุดท้ายที่อัดในอัลบั้มคือเพลง “หมวยนี่คะ” พี่โปรดิวเซอร์ได้ยินเราคุยกับแม่เป็นภาษาจีน ก็ถามว่าพูดภาษาอะไรอะ เราก็บอกภาษาจีน เขาเลยถามว่า แล้วเขียนเพลงเป็นมั้ย คือด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบปฏิเสธใคร เลยบอกว่า “เป็นค่ะ” เขาเลยบอกว่า งั้นเขียนภาษาจีนอะไรก็ได้ในเพลงนี้ได้มั้ย หวาก็บอกว่า เราก็เขียนตามเซ้นส์ เขียนไปมั่วๆ แล้วโมเม้นท์นั้นด้วยความเด็ก เราคิดว่าไม่เป็นไร ไม่มีใครฟังออก เพราะว่าตอนนั้นเราเด็กมาก

เบลล์: เพลงก็ไปเปิดตามคลื่นวิทยุ แล้วมันขึ้นอันดับหนึ่ง แล้วปรากฏว่าเลยเถิดไปถึงไต้หวัน (หัวเราะ)

หว่าหวา : วันแรกที่รู้ว่าตัวเองดังไปถึงไต้หวันรู้สึกอายมาก เพราะว่า การที่ดังไปถึงไต้หวันแปลว่าทุกคนฟังออกแล้ว (หัวเราะ) เขารู้แล้วว่าฉันเขียนมั่ว (หัวเราะ) ประโยคจีนในอินโทรเพลง “ต้าชั่วเท่อชั่ว ปู๋ย่าวหลาย อูหลูหว่อเตอเหม่ย….” คือเนื้อหามันแปลว่า อย่ามาดูถูกความสวยของเรา ถ้าชอบก็พูดออกมา ถ้าไม่ชอบก็ไปไกลๆ อะไรประมาณนี้ ก็ตามเนื้อเพลงหมวยนี่คะ

หว่าหวา: ดูเหมือนกันเป็นนักร้องของเรามันจะง่ายใช่มั้ย แต่อุปสรรคก็มีเหมือนกัน เพลงน่ะดีนะ แต่ว่าเราสองคนไม่ค่อยสวย (หัวเราะ) ยุคนั้นเป็นยุคของลูกครึ่ง คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าคนหน้าหมวยไม่สวย แล้วนึกภาพตอนไม่มีคิ้ว ไม่มีอายไลเนอร์ ไม่มีขนตา แล้วตอนนั้นซาซ่า พี่ทาทา พี่แอน ทองประสม ทุกคนเป็นลูกครึ่งและสวยหมด ต้องขอบคุณพี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่ช่วยพยายามเอาเพลงของเราไปเปิดที่คลื่น แล้วมันขึ้นอันดับหนึ่งทุกคลื่นเลย แต่ด้วยวัยของเราตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ผู้ใหญ่เชื่อว่าเราทำได้

เบลล์: ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไร เราแค่อยากทำงานที่เรารัก แล้วเราก็ตั้งใจทำมันด้วย เพราะเพลงกว่าจะอัดกันเสร็จก็เป็นปี

หว่าหวา : แล้วมันไม่ใช่เรื่องง่าย สมัยนี้เราเปิดยูทูบ เราหาอะไรมาจากต่างประเทศก็ง่าย แต่ตอนนั้นคือเรานึกอะไรได้ปุ๊บมันเป็นไอเดีย ท่อน “ก็หมวยนี่คะ” เขามีแค่เมโลดี้มา เรานั่งกินข้าว กินผัดผักบุ้งอยู่ เขาก็บอกว่าหรือจะเป็น “ผักบุ้งนี่คะ” (หัวเราะ) คือทุกอย่างมันเป็นไอเดียที่หวารู้สึกว่ามันพิเศษคือ การทำเพลงตอนนั้น ทุกอย่างรอบตัวเรามันเป็นไอเดียทั้งหมด ศิลปินยุคนั้นทุกคน มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มันเจ๋งมากค่ะ

ความฝันที่มาไกลเกินฝัน

เบลล์: การเริ่มต้นของเราไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ง่าย เราไม่คิดว่าจะดัง แต่ก็ตั้งใจทำงาน คิดว่าได้ทำในสิ่งที่เรารัก ได้มอบความสุขให้กับทุกคนผ่านบทเพลง คือเบลล์ชอบความรู้สึกที่ได้ยืนบนเวที ตั้งแต่ตอนเราแดนเซอร์แล้ว ขณะที่กำลังเอนเตอร์เทน แล้วมองคนดูที่อยู่ข้างล่างมีความสุขกับเพลงของเรา มันแฮ็ปปี้ วันหนึ่งถ้ามีโอกาสเราก็อยากทำเพลง แล้วยิ่งถ้าเราไม่ได้ทำคนเดียว แต่ได้ทำกับคนที่สนิท เดินทางไปไหนเราก็มีความสุข สนุกสนาน แล้วเราก็มีวันนี้ วันที่ได้เป็นนักร้อง

หว่าหวา:               เบลล์ตั้งใจมาก เพราะว่าเขาทำงานในวงการมาตลอด แต่สำหรับหวาเอง อาชีพนักร้องไม่เคยคิดฝันจริงๆ (หัวเราะ) พอวันที่ได้ทำเพลง หวายังร้องไห้เลย ฮือ… ตั้งใจจะกลับไปเรียนหนังสือ จนผู้ใหญ่ในค่ายงงว่า คนอื่นเขาร้องไห้อยากทำอัลบั้ม ไอ้นี่ร้องไห้บอกไม่เอาแล้ว (หัวเราะ) คือตอนแรกที่คุยกันไว้จะแค่โปรโมทสามเดือน แต่พี่เขาเล็งเห็นว่า พอ “หมวยนี่คะ” มันดังมาก พี่เขาก็บอกว่ามันต้องไปต่อ ปีนึงไปไหนไม่ได้แล้วละ ต้องอยู่ต่อ หว่าหวาก็ถามพี่เขาว่า แล้วถ้าวันนึงหว่าหวาไม่ดังแล้วอะ ถ้าหว่าหวาไม่ได้เรียนหนังสืออะ ถ้าวันนึงเราไม่มีชื่อเสียงแล้วอะ ใครจะมารับผิดชอบชีวิตเรา พี่เขาก็บอกว่า โอ๊ย! มีปัญหาจริงๆ เลย เรียนที่นี่ก็แล้วกัน พี่เขาก็เลยให้เราเรียนที่นี่ ตอนนั้นก็รู้สึกนะว่า เบลล์ตั้งใจทำ ทีมตั้งใจ แล้วเราคนเดียวจะมาทำให้ทุกอย่างพังมันก็ไม่ใช่ เราจะไปต่อ นี่เป็นโอกาสของเรา

ไอดอลยุค 90 หมวยไทยดังไกลไปถึงจีน

เบลล์:     ตอนนั้นแกรมมี่เปิดค่ายอินเตอร์ ซึ่ง ‘เต๊ะ-ศตวรรษ’ ไปคนแรก แล้วเพลงของไชน่าดอลล์มีภาษาจีน แล้วหว่าหวาพูดจีนได้ด้วย เขาก็บอกว่า เอ้างั้นก็เอาสองคนนี้ไปเลยสิ เพราะคนนึงพูดได้อยู่แล้ว ตอนนั้นเราก็ร้องไห้ เพราะพูดจีนไม่ได้เลย แล้วต้องอัดเพลงทุกเพลงเป็นภาษาจีนเพื่อโปรโมท เวลาจะสัมภาษณ์ อยากช่วยเพื่อนตอบก็ทำไม่ได้ แต่มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ นะคะ

หว่าหวา: งานเยอะจนไม่มีเสียง หวาต้องตอบคำถามให้ทุกคน ไม่ใช่แค่เบลล์คนเดียว รวมทั้งแด๊นเซอร์ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้เลย บางทีเขาเหมือนเกรงใจล่ามเขาก็มาถามเรา เพราะเขาสนิทกับเรามากกว่าหวาก็แบบ ไม่มีเสียงแล้วครัช (หัวเราะ) แต่เราก็อยากจะช่วยทุกคน แต่พอมันผ่านช่วงนั้นมาได้ มันเหมือนเป็นการที่ทำให้เราได้มาต่อยอดทำธุรกิจ ณ ตอนนี้ นั่นคือ โรงเรียนสอนภาษาจีน (หัวเราะ) เพราะดิฉันได้มีประสบการณ์ด้านการสอนแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมดีเสมอ เพราะสิ่งที่เราสั่งสมมามันซัพพอร์ตให้เรามีความน่าเชื่อถือ มีความก้าวหน้าในธุรกิจที่กำลังทำอยู่

ความทรงจำยุค 90

หว่าหวา:               มันมีความทรงจำเยอะมาก รู้สึกว่ามันคลาสสิก ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ หวาว่า ในยุค 90 สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การรอคอย มันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ การที่คนจะต้องรอว่า ซิงเกิ้ลนี้จะออกวันไหน แล้วซิงเกิ้ลต่อไปจะออกตอนไหน แล้วถ้าพลาดตอนนี้ก็จะไม่ได้ดูนะ มิวสิควิดีโอครั้งแรกที่รายการนี้ หรือแฟนคลับจะติดต่อกับเราต้องเขียนจดหมาย มันไม่ได้มาคอมเมนท์ใต้รูปในไอจีเหมือนสมัยนี้นะ ฉะนั้นทุกอย่างจึงมีความหมาย ครั้งหนึ่งมีแฟนคลับพับดาวให้ แล้วเราพลาดปัดมันแตกกลางเวทีเลย เขาก็ทำมาให้ใหม่ พอเขาส่งของ ส่งจดหมาย ทุกอย่างมันมีช่วงเวลาที่เรารอ ไม่ว่าจะเราตอบเขา หรือเขาเขียนมาหาเรา รู้สึกว่าทุกอย่างมันดูมีคุณค่า

เบลล์:     แล้วอย่างตอนสัมภาษณ์มีคำถามว่าชอบกินอะไร พอแฟนๆ รู้เขาก็จะไปหามาให้กิน จนแบบว่า พอก่อน อิ่มแล้ว (หัวเราะ)

หว่าหวา:  ถ่ายรูป ไปล้าง รออัด แล้วมาให้เราเซ็น พอเห็นรูปตัวเองก็ช็อคไปนิดนึง เหวอบ้างอะไรบ้าง เพราะมันลบไม่ได้ไง (หัวเราะ)

เปิดแผง Cassette Festival

หว่าหวา: สำหรับเราสองคนต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมนี่แหละ (หัวเราะ) ทุกครั้งที่เราเล่นคอนเสิร์ตเราก็ต้องเต้น ต้องร้อง ก่อนคอนเสิร์ตเดือนนึงก็จะต้องไปออกกำลังกายทุกวัน เพื่อให้ร่างกายคงที่และมีแรงพอที่จะร้องไปด้วยเต้นไปด้วยได้

เบลล์: ตอนนี้โชคดีที่ทำงานเดี่ยวกับการเต้นอยู่แล้ว สอนเต้นทุกอาทิตย์ ก็เลยเหมือนกับว่าเราได้ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ว่าเรื่องของเสียงมันอาจจะต้องมีการกลับมาวอร์มให้เส้นเสียงแข็งแรง แล้วก็เรื่องของการพักผ่อนด้วย เพราะพวกเราทำงานกันเยอะ พอใกล้ๆ คอนเสิร์ตมันก็ต้องอยู่ดึก ก็อาจจะต้องฟิตเพิ่มขึ้น

หว่าหวา: แล้วก็คอนเสิร์ตนี้มันจะมีเพลงที่เราอาจจะห่างหายไปนาน ก็ต้องเตรียมเนื้อเพลง เพราะว่าบางเพลงเราก็ลืมเนื้อไปแล้ว (หัวเราะ) แต่เห็นทางเพจของเอไทม์ไปลงยูทูบมิวสิควิดีโอเก่าๆ เออ… ทางเราก็ตกใจนิดนึงว่าจะมีเพลงนี้เหรอ ต้องซ้อมนะ (หัวเราะ)

เบลล์: แต่ว่าสนุกแน่นอน เพราะเพลงของทุกคนดังหมดเลย เป็นความทรงจำที่ดีๆ ทุกคนคงอยากจะมาสนุกด้วยกัน ไม่ได้มีแต่เพลงแด๊นซ์ แต่มีเพลงช้าเพราะๆ ด้วย

หว่าหวา : ขอให้มาเจอกันนะคะ ไม่ต้องใส่ส้นสูงมา ขอให้ใส่ผ้าใบมา เอาแบบว่าที่เต้นสะดวก แล้วก็เตรียมเสียงกันมาด้วย เพราะว่าเพลงฮิตเยอะมาก อาจจะต้องร้องตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้าย สำหรับเพื่อนๆ ที่มีบัตรแล้วเตรียมตัวไปสนุกกันวันที่ 24-26 พฤษภาคมนี้ ที่ รอยัลพารากอนฮอลล์ นะคะ

 

Text: AuAi Photo: Sudsapda 

 

ติดตามข่าวบันเทิงอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ค่ะ

มอส เต๋า อ้อม reunion 2012 บนปกสุดสัปดาห์ (มีคลิป)

รวมหนังในจักรวาลมาร์เวล 18 เรื่อง ที่ควรตามเก็บก่อนดู Avengers : Infinity War

ซินเดอเรลล่าแห่งสเปน ราชินีเลติเซีย จากนักข่าวสู่บัลลังก์ราชินี

 

 

อัพเดทข่าวเม้าท์ไทยเทศทุกวงการ & คลิปฮา ดารามาเต็ม ...คลิกติดตามที่
keyboard_arrow_up