Le Manoir Botanica จุดหมายแห่งใหม่ เปิดประสบการณ์อาหารฝรั่งเศสในคฤหาสน์ล้านนาร้อยปี

account_circle
event

ท่ามกลางหุบเขาสูงของอำเภอแม่ริมที่ซึ่งสายหมอกยามเช้าโอบล้อมทิวไม้ก่อนจะจางหายไปเมื่อแสงตะวันสาดส่อง คฤหาสน์ล้านนาโบราณอายุกว่าร้อยปีพร้อมเปิดตัว Le Manoir Botanica (เลอ มานัวร์ โบทานิกา) จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ที่หลอมรวมอาหารฝรั่งเศส มรดกวัฒนธรรมล้านนา ทัศนียภาพธรรมชาติ และงานศิลปะระดับพิพิธภัณฑ์ไว้ภายใต้หลังคาไม้สักอันสง่างาม โดยจะเริ่มเปิดให้บริการในส่วนแรก เริ่มต้นด้วย Le Bistro at LMB บิสสโทรสไตล์ฝรั่งเศส ที่สะท้อนถึงบรรยากาศ ที่ผ่อนคลายที่สุดของคฤหาสน์แห่งนี้ โดยเริ่มเปิดให้บริการแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา และมื้อกลางวันจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 สิงหาคม

การเปิดตัวในครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบง่ายซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาความสวยงามของคฤหาสน์แห่งนี้ โดย Le Bistro at LMB พร้อมต้อนรับแขกกลุ่มแรกด้วยกลิ่นอายอันอบอุ่นของวัฒนธรรมการทานอาหารสไตล์บิสโทรฝรั่งเศส ผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นอันอุดมสมบูรณ์จากแหล่งเพาะปลูกบนพื้นที่สูงของภาคเหนือ สำหรับประสบการณ์ดินเนอร์หรูแบบไฟน์ไดนิ่ง (Fine-dining) ในรูปแบบคอร์สเมนูสุดพิเศษ ภายใต้การดูแลของ Culinary Director อย่าง เชฟโอลิวิเยร์ เอลเซอร์ (Chef Olivier Elzer) จะเปิดให้บริการตามมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คฤหาสน์แห่งนี้มีทั้งแกลเลอรีสำหรับดื่มด่ำและสัมผัสความสดชื่นของไอหินและกลิ่นดิน

คฤหาสน์: การคืนชีพของมรดกทางวัฒนธรรม

คฤหาสน์ตั้งอยู่ภายในบ้านไม้สักโบราณสไตล์ล้านนาที่มีอายุยาวนานกว่าศตวรรษและได้การบูรณะอย่างพิถีพิถัน แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณของศตวรรษที่ 19 เอาไว้ผ่านเพดานสูงตระหง่าน คานไม้สักเก่าแก่และชานเรือนเปิดโล่งที่สอดรับกับจังหวะของผืนป่าโดยรอบ ทุกวัสดุได้รับการคัดสรรมาเพื่อให้งดงามตามกาลเวลาไม่ว่าจะเป็นหินแกะที่สลักด้วยมือ เครื่องเซรามิกศิลาดลแบบดั้งเดิม และไม้สัก โดยแนวคิดการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากวิวทิวเขาที่ทีโทนสีเป็นเอกลักษณ์อย่าง “สีเหลืองพฤกษศาสตร์” (Botanical Yellow) ซึ่งมาจากภาพจำแรกเริ่มของคฤหาสน์ นั่นคือ “สวนลอยฟ้า” (Garden in the Clouds) ที่ลอยอยู่เหนือสายหมอกยามเช้า ผลลัพธ์ที่ได้คือบรรยากาศที่ทั้งมีชีวิตชีวาและเงียบสงบ ที่ซึ่งมรดกตกทอด งานฝีมือ และธรรมชาติถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว

แกลเลอรีที่มีชีวิต

ภายในคฤหาสน์แห่งนี้ ศิลปะไม่ได้หมายถึงแค่การตกแต่ง แต่คือโครงสร้างของความรู้สึก ภาพวาดระดับมาสเตอร์พีซที่หาชมยากกว่า 20 ภาพโดย อาจารย์จรูญ บุญสวน หนึ่งในศิลปินผู้บุกเบิกศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) ของประเทศไทย ได้ถูกคัดสรรและจัดแสดงไว้ทั่วคฤหาสน์ โดยมีการจัดวางแสง สี และพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อให้สอดคล้องกับแต่ละผืนผ้าใบ

อาจารย์จรูญ ไม่ได้วาดเพียงแค่สิ่งที่ตาเห็น แต่รวมถึงสิ่งที่เขารู้สึก ไม่ว่าจะเป็นแสง บรรยากาศ และอารมณ์อันเงียบสงบที่ทัศนียภาพนั้นทิ้งไว้ในใจ ผลงานเหล่านี้ได้เปลี่ยน Le Manoir Botanica ให้กลายเป็นแกลเลอรีที่มีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง ซึ่งหลอมรมศิลปะและวิถีชีวิตเข้าด้วยกันในพื้นที่แห่งนี้ 

อาหาร: จากผืนดินสู่โต๊ะอาหาร (Terroir to Table)

หัวใจสำคัญของ Le Manoir Botanica คือปรัชญา “Terroir to Table” หรือวิสัยทัศน์แห่งระบบนิเวศการกินดื่มที่พึ่งพาตนเอง วัตถุดิบต่าง ๆ ถูกส่งตรงจากฟาร์มพันธมิตร ผู้ผลิตบนพื้นที่สูง และนักหาของป่าในภาคเหนือของไทย ด้วยความเชื่อที่ว่ารสชาติที่ยอดเยี่ยมเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องระดับความสูง สภาพภูมิอากาศ และฤดูกาล สมุนไพรพื้นเมือง พืชพรรณป่า ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกบนความสูงกว่า 1,600 เมตร ถูกนำมาตีความและรังสรรค์ผ่านหลักไวยากรณ์อันเข้มงวดของอาหารฝรั่งเศส

เชฟเอลเซอร์ ได้นำประสบการณ์การทำงานในระดับสูงสุดของวงการอาหารฝรั่งเศสมาถ่ายทอดผ่านความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นซอสที่เคี่ยวนานหลายวัน เทคนิคคลาสสิกที่นำมาใช้อย่างพอเหมาะ หรือความเชื่อที่ว่าความหรูหราที่แท้จริงคือความแม่นยำอย่างไร้ที่ติ

“อาหารฝรั่งเศสให้ระเบียบวินัยและความแม่นยำแก่เรา ในขณะที่ภาคเหนือของไทยมอบจิตวิญญาณและแรงบันดาลใจ เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อเผยแพร่อาหารฝรั่งเศสในเชียงใหม่เฉย ๆ แต่เรามาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่สะท้อนถึงสถานที่แห่งนี้อย่างแท้จริง โดยนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาตีความผ่านฝีมือและความประณีตของอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง เพื่อให้ทุกจานได้เล่าเรื่องราวของผืนดิน ผู้คน และวัฒนธรรมของที่นี่” เชฟโอลิวิเยร์ เอลเซอร์ กล่าว

Tomato Salad มะเขือเทศแฮร์ลูมหลากสี เสิร์ฟพร้อมโฟมชีส Comté อุ่น ๆ เนื้อนุ่ม ละมุน รสชาติกลมกล่อม ท็อปด้วยครูตองซ์กรุบกรอบ
Tiger Prawn Risotto กุ้งลายเสือย่างเนื้อเด้งหอมกลิ่นถ่าน วางบนรีซอตโตสีเขียวสวยเคลือบน้ำมันสมุนไพร ผสานความหวานจากมะเขือเทศ
Crème Brûlée น้ำตาลไหม้ด้านบนที่กรอบกำลังดี เมื่อเคาะเปิดออกจะพบกับเนื้อคัสตาร์ดเนียนนุ่มและกลิ่นหอมจากฝักวานิลลาแท้

โปรแกรมไวน์และเครื่องดื่มสุดพิเศษ

โปรแกรมไวน์ได้รับการดูแลโดย เบอร์ทรานด์ ลูโตด์ (Bertrand Lutaud) มาสเตอร์ซอมเมอลิเยร์ (Master Sommelier) ผู้ยึดมั่นในปรัชญาการเล่าเรื่องผ่านอัตลักษณ์ของผืนดิน (Terroir) ไวน์ฉลากหายากและจาก
โรงกลั่นขนาดเล็กจากทั่วทุกมุมโลกถูกคัดสรรมาเพื่อสร้างบทสนทนาอันซับซ้อนระหว่างวัฒนธรรมไวน์คลาสสิกและความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาของภาคเหนือ

สำหรับโปรแกรมบาร์ ได้นำเรื่องราวของพฤกษศาสตร์มาถ่ายทอดลงในแก้ว ค็อกเทลซิกเนเจอร์สร้างสรรค์ขึ้นจากผลผลิตในท้องถิ่น เช่น โหระพาไทยและบีทรูทจากฟาร์ม Mollisol และดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ในเมนู LMB Essence รวมถึงคราฟต์เบียร์เชียงใหม่, ฉลองเบย์รำกลิ่นมะกรูด, ล้านนาวอดก้า และสยามิสโทนิค นอกจากนี้ ข้าง ๆ บาร์ยังมีห้องเก็บเครื่องดื่มคลาสสิกของฝรั่งเศส ทั้ง Calvados, Armagnac และ Cognac วินเทจ เพื่อให้ค่ำคืนที่คฤหาสน์จบลงอย่างงดงาม ราวกับได้เดินทางอยู่ระหว่างสวนผลไม้ในนอร์มังดีและทิวเขาแห่งภาคเหนือ

Le Bistro at LMB รองรับแขกได้ประมาณ 30 ที่นั่ง ขณะที่ส่วนของไฟน์ไดนิ่งที่กำลังจะเปิดให้บริการจะรองรับได้ 18 ที่นั่งเท่านั้น การจำกัดจำนวนเช่นนี้ทำให้มั่นใจได้ถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างทั่วถึง

  • เวลาทำการ: วันพุธ – วันจันทร์ | มื้อกลางวัน: 11:30 น. – 13:45 น. | มื้อค่ำ: 17:30 น. – 20:30 น.
    (ปิดวันอังคาร)
  • สำรองที่นั่ง: โทร +66 98 941 4149 หรือผ่านช่องทาง OpenTable

สุดสัปดาห์

keyboard_arrow_up