เมื่อ RECO Young Designer Competition เริ่มต้นขึ้นในปี 2011 คำว่า Circular Economy ยังคงเป็นเรื่องไกลตัว และการเปลี่ยนขวดพลาสติก PET ใช้แล้วให้กลายเป็นเส้นใยเสื้อผ้าก็เป็นสิ่งใหม่ที่หลายคนคาดไม่ถึง
ตลอดช่วงเวลาทศวรรษที่ผ่านมา โครงการโดย อินโดรามา เวนเจอร์ส ได้พิสูจน์แล้วว่าวัสดุรีไซเคิลสามารถก้าวข้ามขอบเขตจินตนาการไปได้ไกลเพียงใด ทว่าในวันนี้ โจทย์ของโลกแฟชั่นและความยั่งยืนได้หมุนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ วันที่โจทย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “วัสดุเหล่านี้กลายเป็นอะไรได้บ้าง” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ท้าทายกว่าเดิมว่า “ทำอย่างไรให้สิ่งที่สร้างขึ้น เป็นสิ่งที่ผู้คนอยากใส่ อยากใช้ และอยากซื้อในชีวิตประจำวันจริง ๆ”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของ RECO Collective 2026 กับแนวคิด “The Next Original” การหมุนเข็มทิศครั้งใหญ่จากเวทีประกวด (Competition) สู่แพลตฟอร์มการสร้างสรรค์ร่วม (Collective) ที่พางานออกแบบเชิงความคิดออกจากพื้นที่การทดลอง สู่ตลาดแฟชั่น Ready-to-Wear และ Ready-to-Use ผ่านมุมมองของ 3 แบรนด์ไทยยุคใหม่ เพื่อทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง
กว่าทศวรรษที่ผ่านมา RECO ชวนให้เรามองวัสดุที่หลายคนคิดว่าหมดประโยชน์แล้วต่างออกไป และค้นพบว่าสิ่งเหล่านั้นยังสามารถกลับมามีคุณค่า ผ่านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ
ย้อนกลับไปในปี 2011 เมื่อ อินโดรามา เวนเจอร์ส เริ่มต้น RECO Young Designer Competition เรื่อง circular economy ยังไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ แม้แต่การนำขวด PET ใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นเส้นใยและสร้างเป็นเสื้อผ้า ก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนจำนวนมาก
สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต คือ RECO ไม่ได้เริ่มต้นจากบริษัทรีไซเคิลเล็ก ๆ แต่เกิดจาก อินโดรามา เวนเจอร์ส ผู้เล่นที่อยู่แทบทุกจุดของห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่สารตั้งต้นปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก เส้นใยและเส้นด้าย ไปจนถึงเม็ดรีไซเคิลจากขวด PET ที่ส่งต่อให้แบรนด์ระดับโลกใช้จริงมาหลายปี พูดอีกแบบคือ ก่อนที่ RECO จะชวนดีไซเนอร์ไทยคิดใหม่เรื่องขยะ บริษัทเบื้องหลังโครงการนี้ก็หมุนวัสดุแบบเดียวกันอยู่ในระบบแฟชั่นโลกมาตลอด
แต่วันนี้ เรารู้แล้วว่ามันเป็นไปได้
คำถามของ RECO จึงเปลี่ยนไป จาก วัสดุเหล่านี้สามารถกลายเป็นอะไรได้บ้าง สู่คำถามที่ใกล้ตัวกว่าเดิมว่า เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่สร้างขึ้น เป็นสิ่งที่คนอยากใส่ อยากใช้ และอยากซื้อจริง ๆ
นี่คือจุดเริ่มต้นของ RECO Collective 2026 และแนวคิด The Next Original
จากความเป็นไปได้ สู่สิ่งที่เป็นไปได้จริง
RECO เติบโตขึ้นพร้อมกับความเข้าใจเรื่อง sustainability ของสังคม จากเวทีที่เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่ทดลองกับวัสดุรีไซเคิล สู่แพลตฟอร์มที่พยายามพาความคิดเหล่านั้นออกจากพื้นที่ของการทดลองและเข้าใกล้ชีวิตจริงมากขึ้น
สำหรับ คุณอาราธนา โลเฮีย ชาร์มา รองประธานฝ่ายการเงินและธุรกิจขนสัตว์ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า RECO เดินทางมาไกลแค่ไหน แต่คือคำถามที่โครงการเลือกจะถามในแต่ละช่วงเวลา และวันนี้ คำถามนั้นใหญ่กว่าเรื่องของการนำวัสดุกลับมาใช้เพียงอย่างเดียว
“สิ่งที่มีความหมายสำหรับเราไม่ใช่เพียงการได้เห็น RECO เดินทางมาไกล แต่คือการได้เห็นแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังโครงการเติบโตขึ้นพร้อมกับผู้คนและอุตสาหกรรม วันนี้เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อีกแล้วว่า circularity เป็นไปได้ สิ่งที่เราอยากเห็นต่อจากนี้ คือการที่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่นักออกแบบสร้างสรรค์ วิธีที่ธุรกิจเติบโต และท้ายที่สุดคือวิถีที่ผู้คนเลือกใช้ชีวิต”
ความท้าทายในวันนี้จึงไม่ใช่การทำให้ผู้บริโภคยอมเลือกสิ่งที่ยั่งยืนแทนสิ่งที่พวกเขาปรารถนา แต่คือการทำให้ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งเดียวกัน

เมื่อความคิดสร้างสรรค์ต้องไปไกลกว่าเวทีประกวด
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ RECO ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโมเดลเดิมไม่ประสบความสำเร็จ ตรงกันข้าม มันเกิดขึ้นเพราะโจทย์ของโครงการเดินทางมาไกลกว่าเดิม
คุณนวีนสุดา กระบวนรัตน์ รองประธานร่วมฝ่ายสื่อสารองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) อยู่กับ RECO มาตั้งแต่วันที่โครงการยังต้องเริ่มต้นจากการอธิบายว่า PET หลังการใช้งานสามารถกลับมามีคุณค่าได้อีกครั้ง
ตลอดหลายปีของการประกวด RECO สร้างผลงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการ หลายชิ้นมีความเป็น couture และ conceptual สูง แสดงให้เห็นว่า recycled material สามารถนำไปต่อยอดงานดีไซน์ได้ไกลเพียงใด
แต่เมื่อความเข้าใจของผู้คนเปลี่ยนไป คำถามของ RECO ก็เปลี่ยนตาม
“เรากลับมาถามตัวเองว่า ถ้าความตั้งใจของเราคือการให้ความรู้เรื่อง upcycling และสนับสนุนให้เกิดการใช้วัสดุจาก rPET มากขึ้น เราจะทำอย่างไรให้สิ่งนี้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนได้จริง นั่นเป็นหนึ่งในที่มาของ RECO Collective เราอยากให้สิ่งที่เกิดจากโครงการสามารถผลิตได้ สวมใส่ได้ ใช้งานได้ และที่สำคัญขายได้จริง”
ตรงนี้เองที่ตำแหน่ง Head of Global CSR ของคุณนวีนสุดามีความหมายมากกว่าแค่ชื่อตำแหน่ง เพราะในตลาดต่างประเทศที่ อินโดรามา เวนเจอร์ส ขายวัสดุอยู่เป็นปกติ เรื่องเส้นใยรีไซเคิลไม่ใช่สิ่งที่ต้องอธิบายอีกต่อไปแล้ว มันคือมาตรฐานที่ลูกค้าคาดหวังไว้ตั้งแต่ต้น สิ่งที่ยังตามหลังอยู่บ้าง กลับกลายเป็นตลาดในประเทศไทยเอง ความรู้ความคุ้นชินที่โลกมีอยู่แล้วจึงยังไม่ได้ถูกส่งต่อมาถึงผู้บริโภคไทยมากเท่าที่ควร และนี่อาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไม RECO ถึงให้น้ำหนักกับการให้ความรู้พอ ๆ กับการออกแบบ มันคือการเอาสิ่งที่โลกรู้อยู่แล้ว มาปลูกในบ้านตัวเอง
RECO จึงขยับจาก Competition มาเป็น Collective จาก showpiece สู่ ready-to-wear และ ready-to-use พร้อมกับเครือข่ายที่กว้างขึ้น เพื่อช่วยให้นักออกแบบไม่ได้จบโครงการด้วยผลงานสำหรับการจัดแสดงเพียงครั้งเดียว แต่มีโอกาสพัฒนา collection ให้ออกสู่ตลาดและผู้บริโภค
มันเป็นการเปลี่ยนโจทย์จาก ใครออกแบบได้ดีที่สุด ไปสู่คำถามที่ยากกว่า:
สิ่งที่เราออกแบบขึ้นมา จะเป็นที่ต้องการในตลาดหรือไม่

คิดให้ไกลกว่าดีไซน์
เมื่อเป้าหมายของ RECO Collective ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างผลงานสำหรับจัดแสดง โจทย์ของนักออกแบบก็ยากขึ้นตามไปด้วย เพราะครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากผืนผ้าที่คุ้นเคย แต่ต้องทำความเข้าใจวัสดุจาก rPET ทั้งคุณสมบัติ ข้อจำกัด และความเป็นไปได้ ก่อนจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นงานออกแบบที่สวยพอ น่าสนใจพอ และที่สำคัญ น่าใช้พอที่คนจะอยากเป็นเจ้าของ
นี่คือบทบาทของ คุณกมลนาถ องค์วรรณดี (อ.อุ้ง) นักออกแบบสิ่งทอและวิทยากรด้านการออกแบบเพื่อความยั่งยืน ในฐานะ RECO Incubation Lab Lead ที่ทำงานร่วมกับทั้งสามแบรนด์เพื่อพาความคิดไปให้ไกลกว่าตัวผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การค้นหาว่าวัสดุจะถูกตีความผ่านภาษาของแต่ละแบรนด์อย่างไร ใครคือคนที่กำลังออกแบบให้ เรื่องราวแบบไหนที่จะทำให้คนเห็นคุณค่าของมัน ไปจนถึงการวาง product range, collection และโครงสร้างราคาที่เหมาะสม
“ความท้าทายไม่ใช่แค่การนำ rPET มาออกแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์ แต่คือการทำอย่างไรให้คนเห็นแล้วอยากได้ โดยที่ความสวยงาม ฟังก์ชัน และตัวตนของแบรนด์ยังต้องมาก่อน เราจึงต้องคิดตั้งแต่วัสดุว่าจะใช้มันอย่างไร ไปจนถึงว่าเรากำลังออกแบบให้ใคร คอลเล็กชั่นควรมีอะไร และควรอยู่ในระดับราคาแบบไหน เพราะถ้าเราอยากให้วัสดุเหล่านี้ถูกใช้มากขึ้นจริง ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องสามารถแข่งขันด้วยตัวมันเองได้”
ทิศทางที่อ.อุ้งพูดถึง เรื่องคอลเล็กชั่นและระดับราคาที่ต้องคิดให้รอบด้าน ก็สอดคล้องกับมาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำลังผลักดันเช่นกัน ซึ่งไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเสื้อผ้าต้องผลิตด้วยวิธีไหน แต่กำหนดเป็นสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำที่ต่างกันไปตามประเภทสินค้า พร้อมเริ่มคุมเข้มไม่ให้แบรนด์กล่าวอ้างเรื่องความยั่งยืนแบบที่พิสูจน์ไม่ได้อีกต่อไป นั่นแปลว่าโจทย์เรื่องคุณภาพและราคาที่ต้องแข่งขันได้จริง กำลังไม่ใช่แค่เรื่องของแต่ละแบรนด์ แต่กำลังกลายเป็นทิศทางที่ตลาดทั้งระบบเคลื่อนไปด้วยกัน
ตรงนี้ทำให้ Incubation Lab มีความหมายมากกว่าการเป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้เรื่อง sustainability เพราะสิ่งที่ทั้งสามแบรนด์กำลังทดลอง ไม่ใช่เพียงว่าจะ ทำอะไรจาก rPET ได้บ้าง แต่คือจะทำอย่างไรให้ที่มาของวัสดุไม่กลายเป็นข้อจำกัดของความคิดสร้างสรรค์ และในทางกลับกัน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่พวกเขาไม่เคยออกแบบมาก่อน
ผลลัพธ์จึงไม่ควรออกมาเหมือนกัน เพราะ CHANA, KH EDITIONS และ APPEAL Summerwear ต่างมีภาษา ลูกค้า และโลกของแบรนด์เป็นของตัวเอง สิ่งที่น่าจับตาคือ เมื่อวัสดุเดียวกันผ่านสายตาของนักออกแบบที่ต่างกัน เราจะได้เห็นมันกลายเป็นอะไร

Three Designers, Three Originals
CHANA, KH EDITIONS และ APPEAL Summerwear เริ่มต้นจากโจทย์เดียวกัน แต่มีโลกของแบรนด์ต่างกันอย่างชัดเจน และนั่นทำให้คำตอบของพวกเขาน่าจับตา
สำหรับ คุณชนะจิตร หนูเดช (เเมก) แห่ง CHANA นี่ไม่ใช่การพบ RECO ครั้งแรก การกลับมาในปี 2026 จึงเปิดคำถามที่น่าสนใจกว่าเดิมว่า หลังจากเคยทดลองกับ recycled PET มาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งตัวนักออกแบบและแบรนด์มองวัสดุนี้ต่างไปอย่างไร และครั้งนี้ CHANA อยากพามันไปไกลแค่ไหน
“การกลับมาร่วมโครงการปีนี้ ทำให้แมกนึกถึง RECO 2018 ซึ่งเป็นก้าวแรกของแมกสู่วงการแฟชั่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในด้านการใช้วัสดุและการออกแบบ หวังว่าในครั้งนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น เพราะแมกเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด”
บางทีบทพิสูจน์ที่น่าสนใจที่สุดอาจง่ายกว่านั้น: หากลูกค้าไม่รู้ว่าเสื้อผ้าชิ้นนี้ทำจาก recycled PET พวกเขายังอยากได้มันอยู่หรือไม่

ขณะที่ คุณนภัต ตันสุวรรณ (หนึ่ง) และ คุณปาณิสรา มณีรัตน์ (ป๊อป) แห่ง KH EDITIONS นำภาษาของแบรนด์ที่หยิบวัฒนธรรมและภาพจำความเป็นไทยมาตีความผ่านสายตาร่วมสมัยเข้ามาพบกับวัสดุใหม่ สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า KH EDITIONS จะใช้ rPET อย่างไร แต่คือการพบกันครั้งนี้จะพาแบรนด์ไปสู่พื้นที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนได้หรือไม่
“KH EDITIONS แบรนด์ดีไซเนอร์สตรีทแวร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากความเป็นไทยและความคิดสร้างสรรค์ ที่มาจาก “KICK IT TO THE HIGHWAY” การปลดแอกสู่ความโดดเด่นและกล้าหาญอย่างไม่มีขีดจำกัด เราอยากต่อยอดและตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้น ให้โดดเด่นขึ้น ให้ประหลาดขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างในกลุ่มสตรีทแวร์ด้วยอัตลักษณ์ไทยที่ไม่เหมือนใคร เราอยากนำเสน่ห์ของงานศิลปะไทยและหัตถกรรมไทยมาปะทะกับ วัสดุยั่งยืน (Sustainable Materials) มาแปลงร่างใหม่ ให้กลายเป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเชิงทดลอง ที่ยกระดับความเป็นไทยให้สวยงาม สมบูรณ์แบบ และ ล้ำสมัยในรูปแบบใหม่”
และสำหรับแบรนด์ที่สนุกกับการตีความสิ่งคุ้นเคยใหม่ คำถามหนึ่งจึงน่าสนใจเป็นพิเศษ: sustainable fashion จำเป็นต้อง “ดู sustainable” หรือไม่

ส่วน คุณธนวรรณ ฉันทสหวัฒน์ (เปีย) เเละ คุณกานต์สิรี ฉันทสหวัฒน์ (ภัค) แห่ง APPEAL Summerwear เข้าร่วม RECO Collective เป็นครั้งแรก พร้อมโจทย์ที่ practical อย่างยิ่ง เพราะ summerwear ไม่มีพื้นที่มากนักให้วัสดุหลบอยู่หลัง concept เนื้อผ้าต้องสวย เบา สัมผัสดี เคลื่อนไหวสะดวกและสวมใส่สบาย
หาก recycled textile สามารถเข้าไปอยู่ในโลกของ APPEAL Summerwear ได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนผู้บริโภคเลือกมันเพราะอยากใส่ ก่อนจะรู้ด้วยซ้ำว่ามัน sustainable นั่นอาจเป็นบททดสอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดว่า rPET เข้าใกล้ชีวิตจริงได้แค่ไหน
“อยากให้เสื้อผ้าหน้าร้อนเป็นอะไรที่ใส่แล้วสนุก สบาย และรู้สึกเป็นตัวเอง สำหรับ Collection 2026 การได้ร่วมงานกับ RECO เลยเป็นโอกาสให้สองมุมมองมาเจอกัน ทั้งเรื่องการออกแบบและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของ recycled textile ความท้าทายคือทำยังไงให้วัสดุ ดีไซน์ และความรู้สึกเวลาใส่ไปด้วยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ครั้งนี้เลยอยากพิสูจน์ว่า sustainability สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าที่คนอยากหยิบมาใส่ในชีวิตจริงได้ โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือพยายามมากเกินไป”

แล้วคำตอบจะปรากฏขึ้นในเดือนตุลาคม
ก่อนที่ทั้งสามแบรนด์จะเผยคอลเล็กชั่นของตัวเองพร้อมกัน RECO Collective ยังมีอีกหนึ่งบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นบนเวทีแฟชั่นร่วมกับ PAINKILLER นำผ้า rPET จาก อินโดรามา เวนเจอร์ส มาตีความผ่านการออกแบบที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับงาน Bangkok International Fashion Week (BIFW) พร้อมจัดแสดงนิทรรศการที่จะเปิดให้ผู้ชมได้เข้าไปสัมผัสและตีความในนิยามของ The Next Original ระหว่างวันที่ 8-11 ตุลาคมนี้
ส่วนคำตอบของโจทย์ที่ CHANA, KH EDITIONS และ APPEAL Summerwear กำลังทำงานกันมาตลอดโครงการ จะถูกเปิดเผยพร้อมกันใน RECO Collective 2026 Final Show วันที่ 21 ตุลาคม ณ NEXTOPIA, Siam Paragon
สิ่งที่น่ารอดูจึงไม่ใช่เพียงว่าแต่ละแบรนด์จะสร้างอะไรขึ้นมา แต่คือ เมื่อวัสดุเดียวกันผ่านสามมุมมองที่ต่างกัน เราจะยังมองเห็นที่มาของมันอยู่หรือไม่ หรือสิ่งที่เห็นตรงหน้าจะทำให้เราลืมคำว่า “recycled” ไปชั่วขณะ และมองมันในฐานะงานออกแบบที่เราอยากได้สักชิ้น
The Next Original
เมื่อ RECO เริ่มต้นขึ้นในปี 2011 การเปลี่ยนขวด PET ให้กลายเป็นแฟชั่นยังสามารถสร้างความประหลาดใจได้
วันนี้เราไม่จำเป็นต้องประหลาดใจกับมันอีกแล้ว และนั่นอาจเป็นสัญญาณของความก้าวหน้า
โจทย์ต่อไปไม่ใช่การทำให้ recycled material ดูพิเศษเพราะมันเคยเป็นขยะ แต่คือการทำให้มันกลายเป็นวัสดุอีกชนิดหนึ่งที่นักออกแบบเลือกใช้ เพราะคุณภาพ ความเป็นไปได้ และสิ่งที่มันสามารถกลายเป็นได้
ความสำเร็จของ RECO จึงอาจไม่ใช่วันที่คำว่า recycled fashion กลายเป็น category ที่ใหญ่ขึ้น แต่อาจเป็นวันที่เราไม่จำเป็นต้องเรียกมันว่า recycled fashion อีกต่อไป
วันที่เสื้อหนึ่งตัวถูกเลือกเพราะมันสวย ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นถูกเลือกเพราะมันน่าใช้ และที่มาของวัสดุกลายเป็นคุณค่าอีกชั้นหนึ่ง ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้เราต้องการมัน
บางที นี่อาจเป็นความหมายของ The Next Original
และถ้ามองให้กว้างกว่าเวทีนี้ RECO Collective 2026 ก็ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของนักออกแบบไทยสามคน แต่เป็นบทหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอยู่แล้วในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะผ่านกฎระเบียบที่เข้มขึ้นเรื่อย ๆ หรือผ่านสายตาของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป สิ่งที่ อินโดรามา เวนเจอร์ส ทำผ่าน RECO จึงอาจไม่ใช่แค่การส่งต่อความรู้ให้วงการแฟชั่นไทย แต่คือการพาสิ่งที่โลกรู้อยู่แล้ว กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่บ้านของเรา