ต่อ-สกาย กับภาระกิจ คนหล่อขอทำดี ปี 10 (คนหล่อฯ พอเพียง)

“ต่อ-สกาย” คนรุ่นใหม่หัวใจพอเพียง กับความสุขที่แท้จริง ณ ตำบลควนรู

สองพี่น้องคนหล่อฯ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร กับ สกาย - วงศ์รวี นทีธร ขอวางไม้แบดจาก Project S The Series ตอน Side by Side ชั่วคราว แพ็คกระเป๋าคนละใบเดินทางมาถึงสงขลาเพื่อทำดี สัมผัส ความพอเพียงในอีกบริบท และพบคำตอบของคำถามที่สงสัยมานานแล้วว่า…ความสุขที่แท้จริงมันเป็นยังไง

 

ครั้งนี้เป็นการเดินทางมาทำภารกิจที่สงขลาครั้งแรกของโครงการคนหล่อ ขอทำดีก็ว่าได้ สุดฯ เองก็ตื่นเต้นเบา ๆ ว่า เวลาสั้น ๆ 2 วัน 1 คืนนี้จะแพลน กิจกรรมอะไรให้ต่อกับสกายได้สัมผัสความพอเพียงได้อย่างเต็มที่และเหนื่อย กันให้สะใจ ณ จุดนี้ไม่ได้จะแกล้งกันแต่อย่างใด หากเป็นการรีเควสต์ของ น้องสกายที่ยื่นข้อเสนอมาเองตั้งแต่จบกิจกรรมของปี 9 ว่า “ปีหน้าผมมาอีก นะครับ…ขอหนัก ๆ เหนื่อย ๆ ลุยน้ำ ลุยป่า ลุยโคลน จัดเต็มให้ผมได้เลย” อู้หู…เรียกร้องมาขนาดนี้ พี่จัดให้ด้วยความเอ็นดูเลยจ้า… (ว่าแต่ถาม “ต่อ” ยัง??)

ชาวนาหน้าใสหัวใจมุ้งมิ้ง

สายการบินไทยสมายล์พาคนหล่อและทีมงานเดินทาง มาถึงสงขลาตรงเวลาเป๊ะ ทุกคนแข็งขันพร้อมทำดีสุด ๆ เราเริ่มงานทันที โดยมุ่งตรงสู่ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ที่เรารู้มาว่าทุกหมู่บ้านในตำบลควนรูเป็น ชุมชนเข้มแข็ง เพราะมีการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมอย่าง น่าชื่นชม

พี่น้องในตำบลควนรูมีอาชีพหลักคือทำนา อาชีพเสริม คือทำสวนยางพารา เลี้ยงสัตว์ หากใครไม่มีพื้นที่ทำการ เกษตรก็จะหันมาประกอบอาชีพประมงหรือค้าขาย ต้อง บอกว่าชาวบ้านที่นี่ทำนากันจริงจังมาก นาข้าวกว่า 4 พันไร่ ณ ตำบลควนรูแห่งนี้คือแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของจังหวัด เลยทีเดียว

คุณถัน จุลนวล นายก อบต. ควนรู

ต่อ - สกาย มาปักหมุดจุดแรกที่ “ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ต้นแบบ บ้านหนองเสาธง” เปรียบเหมือนศูนย์การเรียนรู้ของคนในชุมชนรวมถึง หน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่นี่มีกิจกรรมให้ศึกษาหลายอย่าง เช่น แปลงข้าว ธนาคารข้าว ธนาคารต้นไม้ ธนาคารน้ำ ฯลฯ มองไปรอบ ๆ ศูนย์ เราจะเห็นที่นากว้างสุดลูกหูลูกตาชวนให้ปลอดโปร่งใจ กำลังมองทุ่งนาสีเขียวสบายตาหันมาอีกที สองคนหล่อฯของเราก็เดินมาด้วยความมุ่งมั่นกับคอสตูม พร้อมเปื้อนพร้อมเหนื่อย!!!

เพราะเกรงว่าเด็กเมืองกรุงจะทำนาไม่เสร็จก่อนพระอาทิตย์ตก งานนี้เลยต้องมีพี่นุสร รุ่งพรหม เกษตรกรตัวจริงมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงประกบ เริ่มจากถอนต้นกล้าแล้วสลัดดินโคลนที่รากออกด้วยการตีเบา ๆ ที่ข้อเท้าก่อนจะมัดรวมกัน เป็นมัด ๆ จังหวะดีไปนิดหนึ่งทั้งคู่เลยมีการสะบัดโคลนใส่หน้าตัวเองเบา ๆ เอาน่ะ คิดซะว่าพอกหน้าใสด้วยโคลนธรรมชาติแล้วกันเนอะ หลังจากได้ต้นกล้ามากพอแล้ว ขั้นต่อไปก็จะนำต้นกล้าไปปักดำในพื้นที่นา ให้เป็นแนวเป็นแถว ใช้ต้นกล้า 3 - 5 ต้นในการปัก และทิ้งระยะห่างประมาณ 1 ฟุต ถ้าปักชิดไปต้นข้าวจะเบียดเสียดแย่งอาหารกันและแตกกอได้น้อย ช่วงแรกต่อ - สกายอาจจะดูงก ๆ เงิ่น ๆ ไปบ้าง แต่หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ดูจะอินสุด ๆ ปักอย่างขะมักเขม้นจนต้นกล้าหมด สกายหันมาบอกพี่ ๆ “ใครว่าดำนาง่ายครับ ทำนาน ๆ เหมือนหลังจะยอกนะเนี่ย…” (หัวเราะ)

ต้นกล้าพร้อมแล้ว คนก็พร้อมด้วยเช่นกัน
เรียนรู้ ก่อนลงมือจริง
ดำนานานๆ หลังก็จะยอกหน่อยๆ แต่สู้ครับ
จังหวะการดำนาของต่อเป๊ะมาก
ปลูกเองสีเองกินเองขายเอง

ชาวบ้านควนรูไม่เพียงแต่จะปลูกข้าวเองเท่านั้น แต่ที่ชุมชนบ้านหนองโอนตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ยังมีการรวมตัวกันตั้งโรงสีข้าวชุมชนบ้านหนองโอนขึ้นมาเองด้วย คุณลุงไพบูลย์ หนูราช เล่าว่า “โรงสีที่นี่รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในพื้นที่กิโลกรัมละ 15 - 20 บาท (ถ้าขายให้พ่อค้าคนกลางหรือช่วงราคาข้าวตกต่ำราคาจะอยู่ที่ประมาณ 8 บาทเท่านั้น) จากนั้นก็จะกำจัดความชื้น เก็บเข้าโกดัง แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการสีข้าว แพ็คถุงระบบสุญญากาศทำให้ได้ราคาสูงถึง 60 - 80 บาท ถ้าใครอยากจะสีเอง ขายเอง ก็สามารถเข้ามา ใช้บริการได้ทุกวัน ซึ่งค่าบริการสีข้าวสำหรับสมาชิกกระสอบละ 5 บาท และ คนทั่วไป 10 บาทเท่านั้น ชาวบ้านที่นี่จึงได้กินข้าวคุณภาพ ขายก็ได้กำไรมาก เพราะต้นทุนการผลิตไม่สูง และมีรายได้จากการขายข้าวที่แน่นอน”

ด้วยวิธีนี้แม้จะมีช่วงราคาข้าวตกต่ำพี่น้องที่นี่ก็ยังไม่เดือดร้อน เพราะพึ่งพา ตนเองได้ เมื่อชุมชนแข็งแรงก็เริ่มมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวสารตามมา เช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ จนข้าวสารของชุมชน บ้านหนองโอนได้รับการยกระดับให้เป็นสินค้าโอทอปแห่งแรกของจังหวัดสงขลา ได้รับมาตรฐาน อย. และเครื่องหมายฮาลาลอย่างถูกต้อง คนหล่อฯฟังแล้ว ปรบมือให้รัว ๆ เลยทีเดียว

คุณลุงไพบูลย์ หนูราช ให้ความรู้เรื่องสีข้าว

ดำนาจนเหงื่อหยดไปหลายแหมะแล้ว สองคนหล่อฯได้รับอนุญาตให้ไปพักช่วย น้า ๆ ป้า ๆ สีข้าว จากนั้นก็ตวงข้าวใส่ถุงละ 1 กิโลกรัมและแพ็คด้วยระบบ สุญญากาศ น้องสกายตวง พี่ต่อแพ็ค เป็นภาพที่น่าเอ็นดูมาก ๆ

สกายตั้งอกตั้งใจในการตวงข้าวเป็นอย่างมาก

มาถึงสงขลาอีกสิ่งที่ต้องมาทำความรู้จักก็คือ “ขนมดู” ซึ่งคนหล่อฯขอบุกครัวบ้าน คุณป้าจันทนา ศีวิโรจน์ ประธานกลุ่มขนมไทยบ้านหนองโอน เพื่อไปชิมขนมดูซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านของชาวสงขลา เดี๋ยวนี้หากินยากมาก แต่วิธีทำคุณป้าบอกว่า “ไม่ยาก” โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่น นั่นก็คือ “ข้าว” เป็นหลักว่าแล้วคุณป้าก็ค่อย ๆ สอนต่อ - สกายทีละขั้น ขนมดูป้าจันทนาจะหอมข้าวไรซ์เบอร์รี่ หวานมันกำลังดี เห็นเอวพลิ้ว ๆ ของต่อตอนกวนแป้งและมือที่ทำไป ชิมไปของสกายแล้ว เชื่อเถอะว่าอร่อยจริง คอนเฟิร์ม!!!

“ขนมดู” ไม่ได้ดูอย่างเดียว ต้องกินด้วยถึงจะอร่อย …ต่อได้กล่าวไว้

ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่คนหล่อฯมุ่งมั่นมาจาก กทม.ก็คือการทำบ้านปลา ณ ฟาร์มทะเลบ้านโคกเมือง แต่ก่อนไปใช้แรงงานกลางทะเล พี่ ๆ ใจดีเลี้ยง มื้อกลางวันสุดพิเศษต่อและสกายด้วย “ปิ่นโตร้อยสาย อาหารร้อยอย่าง” ประเพณีน่ารักของสงขลาที่แต่ละบ้านจะนำปิ่นโตกับข้าวมาคนละเถาเพื่อมาแบ่ง กันกิน มักจะมีตอนเทศกาลหรือรับรองแขกพิเศษที่มาเยือน

สองหนุ่ม ต่อ-สกาย กับการลองลิ้มชิมรสบุฟเฟ่ต์ “ปิ่นโตร้อยสาย อาหารร้อยอย่าง”

 

ตามติดภาระกิจของสองหนุ่ม ต่อ-สกาย ได้ที่หน้า 2

 

 

ฟื้นวิถีประมงพอเพียงด้วยบ้านปลาในฟาร์มทะเล

ระหว่างกินกลางวัน ต่อ - สกายก็ตั้งใจฟัง พี่ธานินนท์ แก้วรัตน์ ประธานชมรมอนุรักษ์ป่าชายเลนและฟาร์มทะเลเล่าว่า “เมื่อ 10 ปีก่อนทะเลสาบสงขลาฝั่งตะวันออกแถบนี้สัตว์น้ำแทบไม่เหลือเลยครับ เพราะการทำประมงที่ผิดวิธีและมรสุม พอชาวบ้านทำอาชีพประมงต่อไม่ได้ก็หันไปทำอาชีพก่อสร้าง เข้าเมืองไปทำงานโรงงาน ผมจึงรวมตัวกับชาวบ้านค่อย ๆ เริ่มโครงการฟาร์มทะเล ซึ่งประกอบไปด้วยการฟื้นฟูป่าชายเลน ทำแนวกันคลื่น สร้างบ้านปลา และทำข้อตกลงร่วมกับชาวประมงทุกกลุ่มว่าห้ามเข้ามาจับสัตว์ในเขตเพาะพันธุ์

“คนยังมีบ้าน ปลาก็ต้องการบ้านครับ เราจึงทำบ้านให้สัตว์น้ำเป็นที่หลบภัยมรสุม หลบมาวางไข่ได้ และไม่ได้กั้นตาข่าย พอมันโตก็ออกไปที่อื่น ชาวบ้านก็สามารถวางอวนนอกเขตได้ เรียกว่าเป็นการทำประมงพื้นบ้านอย่างถูกหลัก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เศรษฐกิจของคนในชุมชนดีขึ้น มีทรัพยากรพอเพียงต่อการดำรงชีพของเราจากรุ่นสู่รุ่น ธรรมชาติในท้องทะเลก็ยั่งยืนด้วย”

สองหนุ่ม ต่อ-สกาย ชมวิถีประมงพอเพียง

หลังจากฟังพี่ธานินทร์อธิบายจนเข้าใจแล้วสองคนหล่อฯยังกระตือรือร้นลงเรือหางยาวออกไปกลางทะเล ระดับน้ำประมาณช่วงเอว แต่…!!! ยังไม่ทันก้าวขาลงเรือ หัวเข่าของต่อก็พลาดไปกระแทกกับขอบแพ ได้เลือดได้แผลจนเนื้อเปิดทีมงานรีบห้ามเลือดแปะพลาสเตอร์ยากันน้ำให้ ทุกคนดูตื่นตระหนก ตัดภาพไปที่คนหล่อฯของเราดูชิลมาก แถมบอกว่า “ไม่เป็นไรครับพี่…ลูกผู้ชายต้องเสียเลือดบ้าง” แล้วก็ยิ้มหวานใส่ (โถ…ต่อ….เอาใจพวกพี่ไปเลย)

โดนห้ามไม่ให้ลงน้ำ เพราะเพิ่งได้แผลมา

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังห้ามต่อไม่ให้ลงทะเลเพราะกลัวแผลอักเสบ งานนี้สกายจึงเป็นผู้รับศึกหนักลงน้ำแต่เพียงผู้เดียว “สบายมากครับ…พี่ต่ออยู่บนเรือส่งกิ่งไม้มาเลย เดี๋ยวผมจัดการปักเอง”

คนพี่โดนห้าม แต่คนน้องสนุกเต็มที่

สองพี่น้องดูขะมักเขม้นแข็งขัน พี่ชายส่งกิ่งไม้ น้องรับไปปัก แต่หันไปอีกทีต่อหย่อนตัวลงน้ำเช้ย ทุกคนตาค้าง ต่อรีบบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ น้ำเค็มถือว่าได้ล้างแผล” พี่ธานินทร์ตอบทันทีว่า “ล้างที่นี่คงเอาไม่อยู่ ช่วงนี้น้ำขึ้นฝนตกบ่อย น้ำเลยไม่ค่อยเค็ม” ?!?!! จบคำพี่ธานินทร์ทำเอาทุกคนพร้อมใจกันรีบปิดจ๊อบภารกิจอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะรีบพาต่อไปให้คุณหมอล้างแผล ฉีดยากันบาดทะยักรัว ๆ

ถึงจะถูกห้าม แต่ต่อก็ยังหย่อนตัวลงน้ำตามมาเรียบร้อย

ปิดจ๊อบด้วยความประทับใจ

สกาย : ดี! สนุก! เหนื่อยตามคำเรียกร้องเลยครับ (ยิ้ม) ในความเหนื่อยและฟินนั้น หลายอย่าง ๆ ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความพอเพียงของชาวบ้านในตำบลควนรู ใครจะรู้ตำบลเล็ก ๆ นี้ไม่ได้ทำประมงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของจังหวัดเลยทีเดียว เพราะเขาทำนากันเป็นอาชีพหลัก ชุมชนมีการวางแผนพึ่งพาตนเองกันแทบจะทุกจุด แถมข้าวที่ได้นั้นยังสามารถต่อยอดสร้างรายได้ไปอีกหลายรูปแบบด้วย อีกอย่างที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่าต้องกินข้าวให้หมด ชาวนาลำบากมากกว่าจะได้ข้าวแต่ละเม็ด วันนี้ผมเข้าใจหัวอกชาวนาแล้วว่าอาชีพนี้เหนื่อยจริง ๆ ขนาดดำนาแค่ชั่วโมงเดียวรู้เลยว่าเหนื่อยมาก แต่ชาวนาเขาทำอาชีพนี้กันทุกวัน แทบจะทั้งวัน ฉะนั้นผมจะกินข้าวอย่างรู้คุณค่า ไม่กินข้าวเหลือทิ้งอีกต่อไปแล้วครับ

ต่อ : ผมชอบธีมปีนี้มากครับ เพราะส่วนตัวผมยึดหลักความพอเพียงนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว การได้มาเรียนรู้ความพอเพียงอีกบริบทได้มาอยู่ในสถานที่จริง ได้เห็นชาวบ้านที่แม้ไม่ได้มีความสะดวกสบายสวยหรูแต่เขายิ้มอย่างมีความสุขกว่าพวกเราที่อยู่กรุงเทพฯ ความสุขที่ผมได้ค้นพบจากชาวบ้านที่ตำบลควนรูคือการที่ชาวบ้านรู้จักพึ่งพาตนเองให้เข้ากับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ด้วยความสามัคคีแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน ช่วยกันพัฒนา ช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ทิ้งให้เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง เลยส่งผลให้ที่นี่เป็นชุมชนเข้มแข็งตำบลน่าอยู่ครับ

ถึงจะเหนื่อย ถึงจะหนัก แต่ก็ฟินนนนน

 

Text: AuAi / Photo: Tae

keyboard_arrow_up