ภาพจำ 9 เรื่องในชีวิตที่ไม่เคยลืมของ ป๊อบ ปองกูล

ป๊อบ ปองกูล สืบซึ้ง นักร้องคุณภาพที่กลับมาพร้อมกับเพลงเพราะๆ และน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดกับซิงเกิ้ล “ภาพจำ” ที่ทำเอาภาพจำในอดีตของคนเคยมีความรักกลับมาอีกครั้ง ต้องบอกว่าเพลงนี้ได้ใจคนฟังจนยอดวิวทะยานขึ้นสู่ 40 กว่าล้านวิวแล้ว สุดฯ ขอตอกย้ำความสำเร็จของเพลงนี้ด้วยการชวนป๊อบ มาฟื้นอดีตภาพจำในชีวิต ว่าเขามีเรื่องไหนบ้างที่ยังจำไม่ลืม

ภาพจำในวัยเด็ก

1. ไจแอ๊นท์ป๊อป ในวัยเด็ก

“ผมเป็นคนปราจีนบุรี คุณพ่อรับราชการทหาร  ส่วนแม่เป็นคุณครูมีคนเคารพนับถือมากมาย ถ้าอยู่ในละแวกบ้านเรา ผมจะเหมือนไฮโซเบาๆ เวลานึกถึงตัวเองตอนเด็กจะรู้สึก อืม… มึงเป็นคนน่่ารังเกียจจัง คือผมเหมือนไจแอนท์ เกเร ชอบแกล้งคนอื่น เวลาไปโรงเรียนแม่  อยู่ในโรงเรียนที่แม่สอน เข้าไปในห้อง เราก็จะ “ไหน… วันนี้ใครจะมานวดให้ฉัน” โห… มึงน่ารังเกียจมาก ซึ่งแม่ไม่เคยรู้เลยว่าเราไปทำอะไรแบบนี้กับคนอื่น แต่พอเราอยู่มราโรงเรียนของตัวเอง ผมจะกลายเป็นตัวกระจอกของโรงเรียน เพราะว่าเราไม่มีอำนาจ ไม่มีใครมานวดให้ เราโดนไถตังค์ เพราะฉะนั้นเราก็จะถวิลหาอำนาจ ก็เลยต้องไปโรงเรียนแม่ เพื่อไปใช้อำนาจ”

ภาพจำ

2. เฉียดตาย

“ตอนเด็กๆ แม่ผมเคยไปดูดวง หมอดูทักว่า ลูกคนนี้จะประสบอุบัติเหตุ 3 ครั้ง ครั้งแรกก็จะเจ็บตัวประมาณหนึ่ง ครั้งที่สองก็จะอีกประมาณหนึ่ง แต่ครั้งที่สามถึงตายเลยนะ

ครั้งแรก ตอนนั้นก็น่าประมาณขวบกว่าๆ แม่ผมขับรถออกจะออกไปตลาด  โดยพาผมไปด้วยตอนนั้นผมหลับอยู่ พี่เลี้ยงก็อุ้มผมขึ้นรถ และปิดประตูเบาๆ เพราะกลัวเสียงดังแล้วผมจะตื่น ขณะที่แม่ขับรถมุ่งหน้าไปตลาด แล้วต้องขับขึ้นเนิน  ประตูรถก็เปิดออก แล้วผมก็กลิ้งตกลงมาจากรถ คนก็โวยวายกันใหญ่ว่า มีเด็กตกจากรถ บีบแตรกันวุ่นวาย โชคดีที่ตอนนั้นเป็นเวลา 8 โมงเช้า เคารพธงชาติพอดี รถจะหยุดวิ่ง ผมเลยไม่เป็นอะไร แม่ผมยืนตัวสั่นร้องไห้ ส่วนผมคลานไปเกาะขาแม่ ซึ่งแม่ยังไม่รู้เลยว่าผมมาเกาะขา จนตำรวจวิ่งมาเตือนแม่ ว่าขับรถยังไง กระทั่งเคลียร์ทุกอย่างเสร็จ แม่ก็โทรไปบอกพ่อว่าลูกตกรถนะ แต่ไม่เป็นอะไร

กลับบ้านมาพี่เลี้ยงคนเดิม เขาก็อยากปลอบใจเรา เลยพาผมไปปั่นจักรยาน โดยจับผมใส่ที่นั่งเด็กด้านหน้าจักรยาน แล้วผมก็ตกจากที่นั่ง หน้าตาถลอกปอกเปิก ปากเจ่อ พอพ่อกลับบ้านมาเห็นสภาพลูกก็ช็อค อ้าว! ไหนว่าไม่เป็นอะไร? เขาคิดว่าแผลนั้นมาจากรถยนต์ แต่จริงๆ แผลนั้นได้จากการตกจักรยาน

ครั้งที่สอง ผมอยู่ ป.2 จำได้เลยว่าตอนนั้น เราเป็นเด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ วันนั้นผมไปโรงเรียนแม่ แล้วก็นั่งซ้อนมอเตอร์ไซต์แม่กลับบ้าน ระหว่างทางหมวกที่ผมใส่ ซึ่งเป็นหมวกที่รุ่นพี่คนหนึ่งให้มา เกิดปลิว ผมก็เลยกระโดดออกจากรถแม่ เพื่อไปคว้าหมวกนั้น แล้วผมก็คว้ามาได้ด้วยนะ แต่ตกมอเตอร์ไซต์ แล้วตอนนั้นมีรถยนต์วิ่งมาพอดี รถก็เบรกเอี๊ยด คือแม่ก็ช็อคมาก วันนั้นคือหัวแตกกลับบ้าน ทุกวันนี้นึกก็งงว่า จะโดดออกไปเก็บหมวกทำไม

พอครั้งที่สาม แม่ก็กลัวมาก เพราะแม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วมันก็เกิดอุบัติเหตุโหดๆ มา 2 ครั้งแล้ว ซึ่งมันก็ไม่น่าจะมีใครเจอบ่อยๆ แม่ก็เลยทำบายศรีเพื่อเป็นการขอขมา แก้เคล็ด ครั้งที่สามก็เลยไม่เกิดขึ้น

3.  หนีออกจากบ้าน” (เพื่อ!?)

“เป็นเหตุการณ์ที่ผมทำตลับเกมเพื่อนหาย ราคา 300 บาท ตอนนั้นก็รู้สึกว่าไม่มีปัญญาหามาคืนเพื่อนแน่นอน รู้สึกเครียดมาก เครียดว่าเราต้องทำชื่อสียงครอบครัวแปดเปื้อนแน่เลยว่ะ ก็เลยหนีออกจากบ้าน แต่หนีออกจากบ้านไปซักพัก ประมาณทุ่มนึงก็กลับบ้าน แล้วไม่มีใครรู้ด้วยนะว่าเราหนีออกจากบ้าน แม่ก็ถาม กินข้าวยัง? ผมก็ เมื่อกี้หนีออกจากบ้านนี่ยังไม่รู้เหรอ  (อุตส่าห์บอกนิดนึง) เลยสารภาพไปว่าเราทำตลับเกมเพื่อนหาย ราคา 300 บาท แม่ก็หยิบเงินให้ เพื่อให้ไปคืนเพื่อน แล้วเรื่องก็จบไปแบบนั้น ทุกวันนี้ผมนั่งคิดว่า แค่ทำตลับเกมเพื่อหาย จะหนีออกจากบ้านเพื่อ?!

ภาพจำ ความรัก

4. แฟนคนแรก

“ตอนนั้นเรียนมหา’ลัย อยู่ปี 2 แล้วก็เป็นรุ่นน้อง เราเป็นคนทำงานให้คณะ แล้วก็เห็นน้องคนนี้น่ารัก ดูเป็นคนใจดี ยิ้มแย้มเจ๋มใส จากนั้นเราเริ่มก็พูดคุยกัน เริ่มมีการแซว ไปกินข้าวกัน แล้วพัฒนาจนกลายเป็นแฟน สุดท้ายก็เลิกรากัน แต่ผมก็ไม่ได้เฮิร์ทมาก เป็นลักษณะป๊อปปี้เลิฟมากกว่า และคนนี้ก็เลิกiาแบบเด็กๆ  เป็นการอกหักแบบโง่ๆ ตอนนั้นความรักผมรู้สึกว่าคนรักกันต้องคลิกกันทุกอย่าง แต่ความจริงเป็นแบบนั้นไม่ได้ พอไม่ได้เป็นแบบนั้น เราก็รู้สึกว่า เธอไม่ใช่สำหรับเรา เราจึงเลิกรากันไป

5. เลิกรา

“เป็นการเลิกราแบบเจ็บปวดจริงจัง เป็นช่วงที่น่าจะจบมหาลัยแล้ว เราคบกันจริงจัง ใช้ชีวิตตอยู่ด้วยกัน คนเราพออยู่ด้วยกันทุกวัน เราจะเริ่มเห็นอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มรู้สึกอันนี้ก็ไม่ใช่ อันนั้นก็ไม่ใช่ มีปัญหาเข้ามา เริ่มรู้สึกไม่อยากเห็นหน้ากัน ตื่นเช้ามาก็จะรู้สึกเหม็นหน้า ซึ่งจริงๆ เราก็หยุดความสัมพันธ์กันแล้ว แต่ว่าก็ยังอยู่ห้องเดียวกัน อยู่กันแบบเพื่อน จนความสัมพันธ์มันเริ่มเฟดลงเรื่อยๆ สุดท้ายเราก็ต้องแยกทางกัน ในวันที่แยกทางกัน ระหว่างที่ขนของออก เราได้เห็นตะกอนความรักที่เคยมีให้กัน มันทำให้เราเห็นว่าจริงๆเราก็รักกันนะ เราไม่ได้เกลียดกันหรอก แต่แค่เราไม่อยากเดินหน้าความรักกันอีกต่อไปแล้ว ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เราไม่ประสีประสากับความรัก ประสบการณ์ครั้งนี้ มันสอนให้เรารู้ว่าความรักต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่มีใครถูกใจเราทุกอย่าง แม้กระทั่งตัวเราเอง ครั้งนั้นเป็นการเลิกราที่ร้องไห้หนักมาก วันที่ต้องไปจริงๆ มันเจ็บปวดนะ รู้สึกว่าต้องขาดออกจากกัน แต่ก็เข้าใจว่ามันจะดีกับเราทั้งสองฝ่าย

ภาพจำในวงการ

6.  ก้าวแรกในเส้นทางนักร้อง 

“เรามองว่ามันมี 2 สเต็ป สเต็ปแรกคือตอนที่เข้าไปประกวดรายการ First Stage Show เราได้เห็นเบื้องหลังการทำงานว่า ที่มันสนุกสนานเฮฮา จริงๆ เบื้องหลังมีขั้นตอนการทำงานที่ยาก และไม่ได้สวยงามเหมือนเบื้องหน้า

สเต็ปที่สองคือ ตอนเริ่มเป็นศิลปิน จำได้ว่าตอนนั้นเราปล่อยซิงเกิ้ล ยังเหมือนเดิม ของเฟิร์ส สเตจ โปรเจคท์ ผมก็เปิดวิทยุ จูนทุกคลื่นรายการเพื่อฟังเพลงของตัวเอง จูนไปจูนมา ในใจก็ เมื่อไรจะมีวะ  จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ยินจะเป็นช่วงตี 1 ของอีเอฟเอ็ม เรดิโอโหวตอะไรสักอย่าง ก็รู้สึกดีใจ

ภาพของเราในตอนนั้นคือ เราไม่คิดว่าจะยึดอาชีพนักร้องเป็นอาชีพหลัก เพราะว่าในยุคนั้นนักร้องต้องหน้าตาดีประมาณหนึ่ง แล้วเราไม่ใช่แบบนั้นไง คิดว่าคงเป็นนักร้องไม่ได้หรอก จนเคลลอรี่ บลา บลา ทำเพลง คนไม่เข้าตา ออกมา ตอนนั้นก็พลิกชีวิตเลย เพราะว่าหลังจากเราเล่นดนตรีกลางคืนไปเรื่อยๆ คนเริ่มขอเพลงเรา อยากฟังเพลงเรา แล้วเราก็เริ่มรู้สึกว่า ถ้าเป็นไปได้ เราอยากทำงานในวงการบันเทิง ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดเลย

7. วันที่ไม่มีแคลลอรี่ บลา บลา 

“เป็นช่วงที่ผมจบแคลลอรี่ บลา บลา แล้วก็รู้สึกว่าจะทำอะไรยังไงดี เมื่อก่อนเราตอนเราทำก็มีคนช่วยคิด พอเป็นคนเดียวแล้วมันก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรยังไง เราเองก็คิดเหมือนกันว่า ถ้าไม่ได้ทำอันนี้แล้วจะออกไปทำอะไร จริงๆถ้าคุยกับทางทีมงาน ผมก็จะคุยเสมอว่า ปีนี้ผมเตรียมตัวจะแลนดิ้งแล้ว ขอสัก 1 ซิงเกิ้ลสุดท้าย แล้วก็ไปแบบสวยๆ แต่พอถึงเวลาจริง เมื่อเราเริ่มทำแล้วมันทำได้ ไปต่อเรื่อยๆ เรื่องแลนดิ้งก็เลยไม่เกิดขึ้น

 8. เพื่อนในวงการ

“จริงๆ ผมมีเพื่อนในวงการน้อยมาก เพื่อนที่ส่วนใหญ่ก็อยู่ไวท์มิวสิคกันแทบหมดแล้ว ก็จะมีลุลา แพรว-คณิตกุล อ๊อฟ-ปองศักดิ์ โอ๊ต-ปราโมทย์ ว่าน-ธนกฤต

 

แต่เพื่อนคนแรกในวงการของผมคือ เป๊ก ผลิตโชค เป็นคนที่ร่วมทำงานกันมาตลอดในช่วงแรกของการเป็นนักร้อง ไปออกทัวร์ด้วยกันบ่อยๆ แล้วด้วยความที่ตอนนั้นย้อนไปสัก 10 กว่าปี เป็นวัยที่เป๊กกำลังดีดเลย เป็นคนอเลิร์ท มีเอเนจีเยอะมาก น้องก็จะคอยชวนเราทำโน่นทำนี่ ซึ่งผมก็จะเหนื่อยกับมันมาก แต่ก็มีความสุขที่ได้เป็นเพื่อนกับเป๊ก ผลิตโชคนะ

ตอนเปิดอัลบัมครั้งแรกผมเปิดพร้อมเป๊กเลย เปิดอัลบัมป็อป เปิดอัลบัมเป๊กอยู่ในงานเดียวกัน ตอนเล่นเพลง คนไม่เข้าตา ก็มีคนดูเต็มไปหมดเลย แล้วก็ร้องเพลงตามกันได้ เราก็น้ำตาไหลเลย นึกว่าเขามาซัพพอร์ตเรา แต่เปล่าหรอก แฟนคลับเป๊ก เราก็เลยคิดว่า อ๋อ จนถึงปัจจุบันนี้ กูก็ยังใช้แฟนคลับร่วมกับมึงถึงป่านนี้เลยเหรอ (หัวเราะ) แล้วก็ตั้งแต่รู้จักมันมา 14-15 ปี มันไม่เคยนินทาใครให้เราได้ยิน เลยทำให้ผมไว้ใจที่จะทำงานกับมัน มีเรื่องอะไรก็เล่าให้มันฟังได้หมด

แพรวเป็นผู้หญิงที่ร้องเพลงด้วยคนแรก ตอนนั้นผมยังโนเนมอยู่ แต่แพรวตอนนั้นก็พอมีชื่อเสียงบ้างแล้ว แต่น้องมันก็ยังอุตส่าห์มาช่วยทำงานให้จนปัจจุบันนี้ก็ยังทำอยู่

ลุลาเป็นคนที่เงียบมาก ถ้าใครไม่รู้จักก็จะรู้สึกกลัว เพราะว่าเจ๊เป็นคนตาดุ แต่เราไม่สนใจหรอก พอบนเวทีก็จะแกล้งมันแบบจัดเต็ม มันก็ตกใจนะ ทำไมแกล้งฉันแรง เพราะเวลาใครแกล้งลุลา ส่วนใหญ่จะแกล้งหลังเวที พอแกล้งเสร็จลุลาก็สามารถตอบโต้ได้ แต่ถ้าไปแกล้งบนเวที มันก็จะไม่กล้าทำอะไรเรา จนตอนนี้มันบอกว่า “ทุกวันนี้ที่ฉันกักขฬะ เพราะแกเป็นคนทำให้ฉันเป็นแบบนี้” (หัวเราะ)

ได้ยินมาว่าลุลาจะมีคอนเสิร์ต ถึงไม่ให้ผมเป็นแขกรับเชิญ และจะไม่ให้ผมไปดู แต่ผมจะไป เดี๋ยวจะไปจัดเต็มให้แน่นอน 555

8. ภาพสุดท้ายกับคุณพ่อ

“ด้วยความที่พ่อเป็นทหาร เขาก็เลยเป็นคนประเภทไม่เรียกร้องอะไร เข้มแข็งหนักแน่นสไตล์ทหาร ช่วงพ่อป่วย ช่วงนั้นผมเองก็ทำงานหนัก แต่พ่อก็บอกเราว่าไม่ต้องมาๆ ทำงานเถอะ แต่พอเราได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับเขา เรากลับมีความสุข พ่ออยากกินอะไร เราก็ขับรถไปซื้อให้ ตอนที่เข็นรถคนป่วยให้พ่อ ผมก็พูดคุยเรื่องชีวิตที่ผ่านมากัน มันเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่เราทำได้ ตอนนั้นก็รู้สึกว่า ทำไมก่อนหน้านี้กูไม่ทำ

ผมเพิ่งจะรู้วันเกิดพ่อจริงๆ ก็คือปีสุดท้ายที่ท่านจะตาย ผมจำวันเกิดท่านผิดมาตลอด เพราะเรารู้สึกว่าพ่อเกิดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ แต่เราเพิ่งมารู้ว่าจริงๆ พ่อเกิดวันที่ 28 มกราคม ผมจำวันเกิดผิดมาตลอด แล้วไม่มีใครบอกผมเลย พ่อก็ไม่บอก พอได้รู้วันเกิดพ่อปีนั้น เราก็ยกเค้กไปให้ แล้วพยาบาลก็ร่วมร้องเพลง แกก็ร้องไห้ ผมรู้สึกว่า นี่กูทำได้ปีสุดท้ายเลยเหรอวะ ก็เป็นโมเม้นท์ที่ทำให้เกิดเพลง ยิ่งไม่รู้ ยิ่งต้องทำ จากนั้นไม่เกินเดือนนึง ท่านก็เสียไป

 

9. “ซิงเกิ้ลภาพจำ” 

“เนื่องจากว่าเราเป็นคนจมอยู่กับความรัก ความทรงจำที่ผ่านมา เราก็เลยคิดว่าถ้าเพลงมันเป็นมู้ดแอนด์โทนนี้ เราจะถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างสบายๆ ก็เลยโทรไปคุยกับแอ้ม อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ คนที่เขียนเพลงนี้ว่า เราอยากมีเพลงในมู้ดประมาณนี้นะ แล้วก็อธิบายภาพให้เห็นว่าเป็นภาพคุก ที่มีคนติดคุก แล้วก็มีความรัก ส่วนนางเอกก็อยู่ข้างนอก คนที่อยู่ด้านนอกความทรงจำของเขาจะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ มีคนเข้ามา มีอะไรหลายๆ อย่างเข้ามา แต่คนที่อยู่ในคุกจะไม่มีใครเข้ามาเลย จะมีแต่ภาพทรงจำเดิม แอ้มก็น่าจะเอาคำนี้ไปตีความกลายเป็นคำว่า “ภาพจำ”

เพลงภาพจำ ไม่ได้ทำมาเพื่อให้คนรักจมปักอยู่กับความรัก หรือว่าจะต้องหลุดพ้น แต่อยากบอกว่า ในโมเม้นท์ที่เป็นอยู่ บางทีมันก็สวยงาม บางทีมีความรักผสมอยู่ ไม่ว่าจะเจ็บปวด หรืออะไรก็แล้วแต่ หากมองในแง่ดีมันสวยงามเสมอ ซึ่งน่าจะตรงใจกับคนดูไม่ยาก มันต้องมีบ้างที่เราอยากรู้ว่า คนรักเก่าที่เลิกรากันไป เขาเคยคิดถึงเราบางมั้ย หรือลืมเราไปหมดแล้ว

ในส่วนของเอ็มวี ภาพจำ พอถึงเวลาที่ต้องทำจริง มันยากนะ ยิ่งทำให้โรแมนติกก็ยิ่งยาก ก็เลยเปลี่ยนเป็นเรื่องวิญญาณ เพราะว่าเรานึกคิดถึงธีมที่ว่าด้วยเรื่อง การถูกจองจำด้วยความรัก และในความเชื่อของคนไทย คนที่ตายจากไป เขาจะไปอยู่กับสิ่งที่รัก เราก็มองว่านี่ก็คือการถูกจองจำด้วยความรัก ก็เลยเอาภาพนี้ไปเล่าให้พี่จิม โสภณฟัง ผู้กำกับฟัง พี่จิมก็ถามนะว่า อยากได้ความสยองขวัญระดับไหน เราก็เลยสรุปกับพี่จิมว่า ผมแค่อยากได้เรื่องราวโรแมนติกที่อยู่บนสถานการณ์ของวิญญาณเท่านั้นเอง ซึ่งพี่จิมถ่ายเรื่องภาพจำของคนรักกัน แต่อยู่กันต่างสถานะ ออกมาได้อย่างสวยงามมาก

 

ตอนนี้ก็ 40 กว่าล้านวิวแล้ว เราก็ดีใจมาก เพราะเราไม่เคยทำเพลงแล้วได้รับการตอบรับเร็วขนาดนี้มานานแล้ว โดยเพลงที่ผ่านมา มันต้องผ่านมาแล้ว 2 เดือนถึงจะมา แต่ว่าเพลงนี้มันมาอย่างรวดเร็วมากในเดือนแรกที่ปล่อยยูทูป แล้วก็สามารถทำให้คนร้องตามได้

สุดท้ายนี้ เราก็มีผมยังมีคอนเสิร์ตนู่นนี่นั่นอยู่เสมอ แล้วก็ตั้งใจทำเพลงอยู่เหมือนเดิม ฝากติดตามกันไปเรื่อยๆ นะครับ

Text: namtan_cat Photo: sudsapda

 

keyboard_arrow_up