ซอคังจุน – อันอึนจิน เปิดหัวใจถึงความจริงอันเจ็บปวดในซีรีส์ “A Love Other Than Yours” พร้อมฝากบทเรียนรักที่คนมีคู่ต้องอ่าน!

account_circle
event


เมื่อความสัมพันธ์เดินทางมาถึงจุดที่ความตื่นเต้นโรยรา เหลือเพียงความผูกพัน ความเคยชิน และความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย… ซีรีส์ A Love Other Than Yours ได้พาเราไปสำรวจรอยแตกร้าวและมิติความรักอันสมจริงที่สุด ผ่านการสะท้อนมุมมองชีวิตคู่ของสองนักแสดงฝีมือคุณภาพ ซอคังจุน (รับบท นัมกุงโฮ) และ อันอึนจิน (รับบท อีมีโด)

ในโอกาสพิเศษที่ทั้งคู่ได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมงาน Fan Event พบปะแฟนๆ ชาวไทยอย่างใกล้ชิด เราได้พูดคุยกับพวกเขาอย่างเป็นกันเอง ถึงความผูกพันกับเมืองไทย เบื้องหลังการละลายพฤติกรรมเพื่อถ่ายทอดบทบาทคู่รักที่คบกันนาน 10 ปี การเข้าถึงอารมณ์อันซับซ้อนของตัวละคร ไปจนถึงบทเรียนการสื่อสารและข้อคิดฮีลใจที่จะทำให้ทุกคนกลับมาทบทวนความหมายของ “ความรัก” อีกครั้ง…

ตอนที่ทราบว่าซีรีส์เรื่องนี้จะได้มาเปิดตัวพร้อมกับงาน Fan Event ที่ประเทศไทย ทั้งสองคนรู้สึกอย่างไรกันบ้าง

ซอคังจุน: ก่อนอื่นเลยรู้สึกดีใจมากๆ ครับ เพราะว่าเมื่อก่อนช่วงที่จัดงานแฟนมีตติ้ง ผมเคยมาเมืองไทยประมาณ 3 ครั้ง ทำให้รู้สึกว่าคุ้นเคยมากครับ แล้วก็เวลาที่พูดคุยกับแฟนๆ ในแฟนคาเฟ่ ก็มีแฟนๆ ชาวไทยเยอะมากเลยครับ แฟนๆ จะคอยแปลเป็นภาษาเกาหลีแล้วโพสต์ให้ผมอ่าน เลยทำให้เมืองไทยเป็นประเทศที่ผมรู้สึกคุ้นเคยและผูกพันมากๆ ครับ เคยมาเที่ยวบ่อยมากๆ ด้วย ก็เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสได้มาเมืองไทย มาพบกับแฟนๆ ก็คงจะดีมากเลย และการได้มาเจอกันผ่านโอกาสนี้ น่าจะทำให้ทุกคนได้รู้จักตัวผมและพี่อึนจินมากขึ้น และทำให้รักซีรีส์ของเรามากขึ้นด้วย เลยรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดีมากครับ

อันอึนจิน: ตอนฉันได้ยินว่าจะได้มาเมืองไทย สิ่งแรกที่คิดขึ้นมาเลยคือฉันเคยมาเมืองไทยเมื่อ 8 ปีที่แล้วค่ะ ได้ไปกรุงเทพฯ และกระบี่ ตอนนั้นมีความทรงจำที่ดีมากๆ ได้ยินปุ๊บก็คิดเลยว่า ดีจังเลย ต้องดีมากแน่ๆ ตั้งตารอมากว่าต้องไปกินผัดไทย แกงเขียวหวาน แล้วก็ทอดมันกุ้ง ส้มตำให้ได้เลย แต่ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานทุกคนให้การต้อนรับอย่างดีมาก ทำให้มีแต่ความรู้สึกขอบคุณและความสุขกลับไป เลยอยากจะขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งจริงๆ ค่ะ

อะไรคือจุดเด่นที่ทำให้คุณซอคังจุนและอันอึนจินตอบตกลงรับบทในซีรีส์เรื่องนี้

ซอคังจุน: ตอนที่ผมได้อ่านบทเรื่องนี้ครั้งแรก สิ่งที่ผมชอบมากคือ ความเงียบที่ซ่อนอยู่ระหว่างฉากต่างๆ พูดถึงทั้งความรักและความขัดแย้งครับ ความเงียบนั้นหมายถึง การที่ไม่แสดงทุกอย่างออกมาทั้งหมด ไม่ใช้คำพูดอธิบายทุกความรู้สึกของตัวเอง ผมคิดว่าความรู้สึกของตัวละครแฝงอยู่ในสายตาที่เราส่งให้กัน จังหวะเคมีรับส่ง และในความเงียบที่ซ่อนอยู่ในคำพูดต่างๆ ผมชอบจุดเหล่านี้มากๆ เลยรู้สึกว่า ถ้าผมสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี ผลงานชิ้นนี้จะเป็นผลงานที่อยู่ในใจผมไปอีกนานมากครับ

อันอึนจิน: ฉันรู้สึกว่าผลงานชิ้นนี้ไม่ได้กำลังพูดถึงความรักที่สวยงามมากๆ แต่กำลังพูดถึงความรู้สึกบางอย่างที่เวลาเราใช้ชีวิต เราไม่อยากให้ใครได้รู้ถึงมัน เพราะฉะนั้นเลยเป็นผลงานที่ทุกคนสามารถมีความรู้สึกร่วมได้ ลองคิดได้ว่า ถ้าเป็นเรา เราจะทำยังไงนะ เป็นจุดที่ทำให้ฉันเลือกผลงานเรื่องนี้ และตอนที่ฉันตัดสินใจรับเรื่องนี้ รู้ว่าคุณคังจุนตกลงรับเรื่องนี้ เลยคิดว่าน่าจะสามารถพึ่งพาคุณคังจุนได้มากเลยระหว่างถ่ายทำเรื่องนี้ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลสำคัญมากที่ทำให้ตัดสินใจเล่นเรื่องนี้ค่ะ

ซอคังจุน: ขอบคุณครับ

สำหรับบทบาท “นัมกุงโฮ” คุณเข้าถึงตัวละครอย่างไรในวันที่ต้องเผชิญว่าหัวใจของคนรักเริ่มเปลี่ยนไป

ซอคังจุน: ตอนที่ผมมองมีโด ผมรู้สึกได้ว่าความรู้สึกของมีโดกำลังเปลี่ยนไปครับ แต่ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้หมายความว่า เธอกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่รักผมแล้ว แค่ว่าความรู้สึกใจเต้นมันหายไปเท่านั้น ผมรู้ว่าเธอคิดว่าผมเป็นคนสำคัญ เป็นคนที่เธอรักและผูกพัน เป็นคนที่มีค่าที่สุดในโลกสำหรับเธอครับ เพราะฉะนั้นการที่ความรู้สึกใจเต้นมันหายไป มันจึงไม่สำคัญสำหรับผม

แต่สำหรับมีโด เธอก็มีชีวิตส่วนตัวของเธอเอง และมีเหตุผลหลายอย่าง ซึ่งเดี๋ยวมีโดก็จะเล่าให้ฟังในภายหลัง ทำให้เธอต้องการความรู้สึกใจเต้น หรือแรงดึงดูดบางอย่างระหว่างเราสองคน มันมีความแตกต่างในมุมมองของเราสองคนครับ เพราะฉะนั้นถึงมีโดจะคิดว่า ความสัมพันธ์ของเราเป็นแบบนี้ถูกต้องเหรอ เราต้องใจเต้นสิ เธอรักฉันไหม แต่สำหรับผม ผมคิดว่า ใช่ ฉันรักเธอ ความรักไม่ได้จำเป็นต้องใจเต้นอย่างเดียวนะ ความรักของเราเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนเป็นความสบายใจและความอบอุ่น และนั่นก็คือความรักเหมือนกันนะ ผมคิดว่านัมกุงโฮน่าจะรู้สึกแบบนั้นครับ

บท “อีมีโด” การสวมบทบาทคนที่หวั่นไหวกับรัก มีความท้าทายอย่างไรในการทำให้ผู้ชมเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของเธอ

อันอึนจิน: ค่ะ… เป็นคำถามที่ยากมากๆ เลยนะคะเนี่ย เป็นความรู้สึกที่ไม่อยากให้ใครรู้เลย ตอนที่ฉันได้อ่านบทครั้งแรก แน่นอนว่าในความสัมพันธ์สองคนนี้ไม่เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงต่อกัน ขนาดในสายตาของเพื่อนๆ พวกเขาก็เป็นคู่รักที่ดูไม่มีปัญหาอะไร และนัมกุงก็ทุ่มเทพลังและทำสิ่งต่างๆ เพื่อมีโดทุกวัน เลยจะมีหลายฉากที่ทำให้คนดูคิดได้อย่างง่ายดายว่า แล้วทำไมมีโดถึงเป็นแบบนั้นล่ะ

แต่ถ้าลองมองลึกลงไปในฉากเหล่านั้นแล้ว จะเห็นว่ามีสิ่งที่มีโดต้องการจริงๆ ทำไมเธอถึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจเต้นกับใครอีกคน ส่วนตัวฉันคิดว่ามันคือปัญหาของการสื่อสารค่ะ มันมีจุดที่ต้องเผชิญหน้ากันค่ะ มีคำที่เธอต้องพูดกับนัมกุงอย่างตรงไปตรงมา คือคำว่า “จริงๆ แล้วฉันต้องการสิ่งนี้มากๆ” แต่เธอเก็บซ่อนมันเอาไว้จากนัมกุง เพราะว่านัมกุงคอยสนับสนุนและเสียสละตัวเองเพื่อมีโด

แต่พอมีใครอีกคนเข้ามาบอกกับเธอว่า “ลึกๆ ในใจเธอ มีสิ่งนี้อยู่ไม่ใช่เหรอ” มีโดจึงไม่มีทางที่จะไม่หวั่นไหวได้เลยค่ะ และคำตอบที่ฉันพบจากตรงนั้นก็คือ ในชีวิตเราทุกคน เราต่างอยากแสดงด้านที่ดีของตัวเองให้คนอื่นเห็น เรามีความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่กับคนที่ใกล้ชิดที่สุด เราก็ไม่อยากพูดออกไป ไม่อยากให้เขารู้ แล้วถ้ามีใครสักคนมองเห็นความรู้สึกนั้นขึ้นมา มันก็มีสิทธิ์ที่ใจเราจะหวั่นไหวได้ชั่วขณะ ต่อให้มันจะไม่ใช่ความหวั่นไหวในเชิงชู้สาว แต่อาจเป็นความรู้สึกว่า โดนจับได้ มีคนรู้ คือไม่ได้อยากพูดสิ่งที่ฉันต้องการออกมา แต่มันกลับถูกเปิดเผยออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว

ฉันพยายามถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาให้ดีค่ะ จะมีฉากหนึ่งที่ฉันพยายามมากเพื่อที่จะให้เห็นว่า มีโดไม่ได้หวั่นไหวในเชิงชู้สาว แต่เป็นหัวใจของมีโดเองที่กำลังหวั่นไหว มันเป็นฉากที่สำคัญมากๆ ค่ะ เลยให้ความสำคัญกับฉากนั้นมากๆ ตอนถ่ายทำค่ะ เพราะเป็นจุดที่ต้องทำให้ทุกคนเชื่อ ถึงจะถ่ายทอดให้เห็นได้ว่า ความรู้สึกที่มีให้นัมกุงกำลังสั่นคลอน และชีวิตของมีโดเองก็กำลังสั่นคลอนเช่นกัน ก็เลยรู้สึกว่าเป็นจุดที่สำคัญมากๆ ค่ะ

คุณได้เรียนรู้อะไรจากอีกฝ่ายในการร่วมงานกันใน A Love Other Than Yours ครั้งนี้

ซอคังจุน: มีเยอะมากเลยครับ ถ้าจะให้เลือกมาหนึ่งอย่าง… หนึ่งอย่างน่าจะยากไปครับ ขอเป็นสองอย่างแทนนะครับ ขอโทษครับ อย่างแรกคือผมเป็นคนที่… ถ้าจะพูดให้ดูดีหน่อย น่าจะเรียกว่าค่อนข้างอ่อนไหวได้ไหมนะครับ เวลาที่ผมใช้สมาธิผมจะค่อนข้างเซนซิทิฟมากครับ แน่นอนว่าพี่อึนจินเองก็คงจะมีด้านแบบนั้นเหมือนกัน แต่ถึงจะอย่างนั้น พี่เขาก็พยายามดูแลภาพรวมของกองถ่ายทั้งหมด คอยสร้างบรรยากาศดีๆ ในกอง คอยดูแลใส่ใจคนจำนวนมากในกอง เป็นภาพที่เห็นแล้วรู้สึกว่าพี่เขาเป็นคนที่น่าทึ่งมากจริงๆ ทั้งในแง่ของการเข้าสังคมหรือจิตใจเอื้อเฟื้อต่อคนอื่น ทำให้ผมรู้สึกว่าพี่อึนจินเป็นคนที่เปล่งประกายมากจริงๆ นี่คือสิ่งแรกที่ผมรู้สึกครับ

ส่วนสิ่งที่สองก็คือด้านการแสดง ซึ่งเป็นจุดที่ผมไม่มี เลยอยากจะขโมยมันมาจากพี่อึนจิน แต่ตอนนี้ยังขโมยมาไม่ได้ จะเรียกว่ายังไงดี พี่เขามีเซนส์ในการดำดิ่งเข้าไปในตัวละครได้อย่างลึกซึ้งมากๆ ครับ มีจุดที่ดำดิ่งไปจนรู้สึกได้ว่าตัวละครนี้ตอนนี้น่าจะคิดแบบนี้ รู้สึกแบบนี้ พอผมได้เห็นก็เลยคิดว่า ว้าว อารมณ์พวกนี้มันพรั่งพรูออกมาได้เองเลยสินะ ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องเอาความสามารถนี้มาให้ได้ ผมจะแย่งมาให้ได้ นี่เป็นสองจุดที่ผมอยากจะพูดถึงครับ

อันอึนจิน: ฉันรู้สึกว่าถ้าตอบคำถามข้อนี้ น่าจะต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดของการสัมภาษณ์ เลยรู้สึกว่าเดี๋ยวจะอันตรายไปหน่อย ฉันเลยขอสรุปสั้นๆ มาแค่สองอย่างเหมือนกันนะคะ อย่างแรกเลย ช่วงแรกๆ ฉันเรียกคุณคังจุนว่า “รุ่นพี่” ค่ะ รุ่นพี่ซอ เวลาแบบนี้ต้องทำยังไงเหรอ จะถามคำถามหลายอย่างเลยค่ะ เพราะว่าคุณคังจุนเป็นคนที่มองเห็นและรับรู้ได้ถึงทุกอย่างเลยค่ะ เขารับรู้ได้ถึงบรรยากาศและความเป็นไปของทุกๆ คนเลย อย่างตัวฉันจะมีนิสัยที่แสดงออกมา พูดคุย เรียก “ทุกคนคะ” แต่คุณคังจุนจะถามว่า ตอนนี้พี่อยากได้สิ่งนี้ใช่ไหม อยากทำแบบไหนดี เป็นคนที่ดูแลพาร์ทเนอร์ได้อย่างละเอียดมากๆ ค่ะ เพราะฉะนั้นฉันเลยรู้สึกว่า รุ่นพี่คนนี้ทำให้รู้สึกปลอดภัยจริงๆ สามารถเชื่อใจและตามเขาไปได้เลยเวลาอยู่ในกอง เป็นมุมที่รู้สึกอุ่นใจมากๆ

พอได้ความรู้สึกอุ่นใจแบบนั้นแล้ว เลยทำให้ฉันสามารถถ่ายทำได้อย่างเป็นอิสระและมีความสุขมากขึ้นค่ะ ส่วนอีกอย่างคือในด้านการแสดง จุดที่ฉันค่อนข้างตรงข้ามกับคุณคังจุน ก็คือความละเอียดในสิ่งที่เขาเตรียมมา เขาจะคิดและเตรียมมาหลายๆ แบบ อย่างฉันอาจจะคิดว่า ฉากนี้ อารมณ์แบบนี้ น่าจะต้องใช้โทนนี้ แล้วก็แสดงในทิศทางนั้นไปเลยยาวๆ แต่คุณคังจุนจะถามว่า พี่อึนจิน แบบนี้เป็นยังไง แล้วแบบนี้ล่ะ ไปทิศทางนี้ก็น่าจะโอเคเหมือนกันนะ หรือถ้าท่าทางแบบนี้จะเป็นยังไงนะ เขาจะละเอียดมากๆ ทำให้ฉากนั้นออกมาได้สมบูรณ์ ในครั้งนี้ฉันก็พยายามจะขโมยสิ่งนี้มาจากเขาเหมือนกัน แต่ยังรู้สึกว่ายากอยู่เลยค่ะ หวังว่าในผลงานชิ้นต่อไปฉันจะสามารถทำมันให้สำเร็จได้ คิดว่าถ้าสามารถนำสิ่งเหล่านี้มารวมกันหมดได้ก็คงจะดีมากค่ะ

ความรัก มักมาพร้อมกับ “การสื่อสาร” หลายคู่เปิดใจแต่กลายเป็นทะเลาะกัน จากประสบการณ์การเล่นเรื่องนี้ คิดว่าประโยคไหนที่ไม่ควรพูดที่สุดเวลาที่คนสองคนกำลังทะเลาะกันอยู่?

อันอึนจิน: ฉันรู้สึกว่าการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ค่ะ ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหยิบเอาความรู้สึกออกมาพูดและเผชิญหน้ากัน ส่วนคำที่ไม่ควรพูดที่สุดเวลาทะเลาะกัน และถ้าให้ลองคิดดูว่าควรจะทะเลาะกันแบบไหนถึงจะดี ฉันคิดว่าห้ามพูดคำว่า “เลิกกันเถอะ” เด็ดขาดเลยค่ะ และก่อนที่จะพูดอะไรแบบนี้ ถ้าเราสองคนต่างรู้สึกเหมือนกันว่าอยากให้ความสัมพันธ์ของเราไปได้ดีกว่านี้ ก็น่าจะพูดและแสดงความรู้สึกนั้นให้อีกฝ่ายรับรู้ด้วย น่าจะดีกว่าไหม ฉันคิดแบบนี้จากการได้เห็นมีโดและนัมกุงทะเลาะกันค่ะ

ซอคังจุน: สำหรับผมคำที่ไม่ควรพูดกับคนรักเด็ดขาดคือ… ผมคิดว่ายิ่งเป็นคนรักกัน ก็ยิ่งต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาครับ ผมคิดว่าเราต้องพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาทั้งหมด ถึงจะทำให้ทะเลาะกัน แต่ผมคิดว่าเป็นวิธีที่จะพัฒนาความสัมพันธ์และเป็นการทำเพื่ออนาคต แต่จะต้องไม่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด ต้องมีความเอาใจใส่อีกฝ่ายว่า ถ้าพูดออกไปแบบนี้ อีกฝ่ายต้องเจ็บปวดแน่เลย ถ้าไม่มีความใส่ใจนั้น มันจะกลายเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้ามีความใส่ใจอีกฝ่ายอยู่ ผมคิดว่านั่นคือการพูดอย่างตรงไปตรงมาครับ ผมเลยคิดว่าการพูดทุกอย่างแบบตรงไปตรงมาโดยที่เอาใจใส่อีกฝ่าย น่าจะดีต่อความสัมพันธ์มากกว่าไหมครับ และการทะเลาะกันก็เหมือนกัน ผมคิดว่าการทะเลาะกันระหว่างคนรัก เป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์แข็งแรงขึ้นเพื่อเดินต่อไปสู่อนาคตด้วยกันครับ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์หนึ่งยังคงมีความหมาย แม้ความรู้สึกของคนสองคนจะเปลี่ยนไปตามเวลา?

ซอคังจุน: ผมคิดว่าต่อให้รูปแบบของความรักของเราจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็มีบางสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจนถึงวันตายครับ สิ่งนั้นก็คือความรู้สึกที่เห็นอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญและความรู้สึกที่หวังดีกับอีกฝ่าย อยากให้เขามีความสุข อยากให้วันนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเขา อยากให้วันนี้เขาได้กินของอร่อยๆ อยากให้วันนี้ได้ยิ้มเยอะๆ อยากให้เขาไม่เจ็บป่วย ความรู้สึกที่หวังดีกับอีกฝ่ายและเห็นเขาเป็นคนสำคัญแบบนี้ ถ้ายังมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ ต่อให้รูปแบบของความรักจะเปลี่ยนไป ผมคิดว่าความรักนั้นก็สามารถดำเนินต่อไปได้จนถึงวันตายครับ

อันอึนจิน: ส่วนตัวฉันคิดว่ามันอาจจะกลายเป็นความรู้สึกสงสารอีกฝ่าย

ซอคังจุน: ความเห็นอกเห็นใจใช่ไหม

อันอึนจิน: ใช่

ซอคังจุน: มันก็คือความรักเหมือนกันครับ

อันอึนจิน: ใช่ค่ะ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มาก พอมองดูคู่รักรอบๆ ตัวแล้ว รู้สึกว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ ค่ะ ช่วงของความรักที่ทำให้ใจเต้นแรงก็คงผ่านพ้นไปแล้ว เป็นความรักที่ทำให้รู้สึกมั่นคงสบายใจ แล้วพอได้ดูในละครก็รู้สึกว่า จริงด้วย เคยมีความรักแบบนั้นนะ เชื่อว่ายังไงในช่วงหลังของความสัมพันธ์ก็จะรู้สึกแบบนั้น ถ้าได้มองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่กำลังจะออกไปทำงาน แล้วรู้สึกสงสาร ฉันคิดว่าความรักนั้นก็น่าจะอยู่ต่อไปได้ นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญค่ะ

ซอคังจุน: ดูเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับความหวังดีต่ออีกฝ่าย

อันอึนจิน: ใช่ค่ะ ใช่เลยค่ะ ถ้าลองมองลึกลงไป ก็เหมือนกับที่คุณคังจุนพูด คือความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญ ความรู้สึกรักและผูกพัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทุกวันพอเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่าย แล้วรู้สึกว่า เหนื่อยแย่เลยนะ คิดว่าน่าจะกลายเป็นความรู้สึกแบบนั้นค่ะ

ในระหว่างการถ่ายทำ มีฉากไหนหรือบทพูดไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ‘นี่คือความจริงอันเจ็บปวดและสมจริงที่สุดของคู่รักในชีวิตจริง’ จนอินไปกับบทมากเป็นพิเศษ?

อันอึนจิน: ฉันประทับใจตอนที่ถ่ายทำฉากจบของตอน 1 ค่ะ ตอนนั้นเป็นฉากที่พวกเราต้องเถียงกันหนักมากๆ ค่ะ ในมุมของมีโด ฉันเข้าใจมีโดได้อย่างเต็มที่เลย เข้าใจว่าทำไมมีโดถึงพูดแบบนี้ อินกับความรู้สึกมากจนตอนแสดงแทบจะเหมือนแค่กดปุ่มแล้วความรู้สึกก็พรั่งพรูออกมาเลย

พอได้ฟังความเห็นของคนอื่น รวมถึงทีมงานของพวกเราด้วย พวกเขาพูดว่า พูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง และในกองถ่ายของเราก็มีการพูดคุยเยอะมากเกี่ยวกับมุมมองของชายหญิง เรื่องต่างๆที่เรามีความรู้สึกร่วมกัน และสิ่งที่คนรู้สึกเหมือนกันคือ ในประสบการณ์ความรักของทุกคน ก็น่าเคยจะมีฉากนี้อยู่เหมือนกัน ก็เลยเป็นฉากที่ถ่ายทำโดยรู้สึกอิน รู้สึกร่วมไปกับมันมากๆ ค่ะ

ซอคังจุน: ผมรู้สึกว่าเป็นตอนที่ได้ดูฉากในอดีตที่พวกเรามีความสุขมากที่สุดครับ ตอนดูฉากในอดีตผมรู้สึกแบบนั้นครับ ผมตั้งใจเลยว่าฉากในอดีต มีโดกับนัมกุงจะต้องรักกันมากๆ จนในสายตาที่มองกันต้องหวานเหมือนมีน้ำผึ้งหยดติ๋งๆ ออกมา

ส่วนฉากในปัจจุบัน ความรักเปลี่ยนไปเป็นความสบายใจและความอบอุ่น เลยไม่อยากให้เห็นความรู้สึกใจเต้นครับ ต่อให้เราจะจับมือกัน กอดกัน ผมก็คิดว่าไม่อยากให้เห็นความใจสั่น ใจเต้น แล้วก็ตั้งใจทำการแสดงออกมาแบบนั้นครับ และพอผมได้ดูตอนที่ 1 และ 2 ก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตั้งใจทำได้ถูกถ่ายทอดออกมา มันคือความเปลี่ยนแปลงที่คนเราได้สัมผัสจากความสัมพันธ์จริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่บอกผ่านคำพูด แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จากสายตาที่มองกันและกัน ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สมจริงมาก ถ้าผู้ชมได้ดูแค่ตอนที่ 1 และ 2 ก็น่าจะรู้สึกร่วมไปด้วยได้ ผมรู้สึกแบบนั้นครับ

ปรับตัวหรือละลายพฤติกรรมอย่างไรให้ดูสนิทกันเหมือนคบมา 10 ปี

อันอึนจิน: ก่อนเริ่มถ่ายทำผลงานนี้พวกเราใช้เวลาด้วยกันเยอะมากค่ะ ได้อ่านบทร่วมกับผู้กำกับและนักแสดงท่านอื่นๆ เยอะมากด้วย และได้แบ่งปันความคิดเห็นกันว่าแต่ละคนคิดเห็นอย่างไรกับผลงานชิ้นนี้ เพราะฉะนั้นต่อให้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ก็พอจะได้รู้ว่า แต่ละคนเป็นคนประมาณไหน แล้วทุกคนก็เปิดใจให้กัน ทำให้สนิทกันได้เร็วมากตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ถ่ายทำกันได้อย่างสบายใจตั้งแต่แรกเลยค่ะ

ซอคังจุน: และในการเจอกันครั้งแรก เราได้ถ่ายฉากจูบกันครับ ซึ่งเป็นจุดที่ช่วยได้มากเลยครับ ตอนที่ถ่ายฉากนั้นครั้งแรก เราระมัดระวังกันมาก เพราะยังไม่รู้จักกันดี ก็เลยจะระมัดระวังมาก ก็เลยจะคิดว่า ทำแบบนี้ได้ไหมนะ ทำแบบนี้เพิ่มได้ไหมนะ จะมีความเกรงใจ ระมัดระวังกันแบบนี้ แต่พอได้ถ่ายฉากนั้นแล้ว รู้สึกสบายใจกันขึ้นมาก หลังจากนั้นก็เลยเหมือนกับคนที่คบกันมา 10 ปีจริงๆ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่สามารถทำการแสดงได้อย่างเป็นอิสระครับ

และส่วนตัว ผมเคยลองเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของผมกับมีโดครับ ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่พิเศษ แต่เลือกวันธรรมดามาหนึ่งวันจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ลองจินตนาการว่าวันนั้นทำอะไร ที่ไหน เช่น นอนกลิ้งเล่นอยู่ที่บ้าน ดู Prime Video อะไรแบบนี้ มุมที่เป็นชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ผมลองจินตนาการและเขียนออกมาหลายๆ วัน เขียนเป็นไดอารี่ครับ สิ่งนี้ช่วยผมได้เยอะมากๆ เลยครับ

อยากให้ทั้งคู่ฝากประโยคฮีลใจ สักหนึ่งประโยค ถึงหลายคนที่กำลังเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน หรือกำลังหาทางออกให้หัวใจตัวเองอยู่ตอนนี้

อันอึนจิน: คำตอบมันมีอยู่แล้ว ทำตามที่ใจตัวเองบอก อย่างน้อยก็น่าจะเสียใจทีหลังน้อยกว่านะคะ

ซอคังจุน: ถ้ากำลังหาคำตอบอยู่… ในโลกใบนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคำตอบหรอกครับ ชีวิตที่เราใช้อยู่คือคำตอบ อันนี้มันจะมีประโยชน์ไหมครับเนี่ย

สุดท้ายแล้ว ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับความสัมพันธ์ เพราะชีวิตที่เรากำลังใช้อยู่ในทุกๆ วัน… นั่นแหละคือคำตอบที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับบทสรุปความรักของ ซอคังจุน และ อันอึนจิน ที่เตือนให้เราแคร์คนที่อยู่ข้างๆ ร่วมออกเดินทางสำรวจมิติของความรักอันสมจริงไปกับ “นัมกุงโฮ” และ “อีมีโด” ในซีรีส์ A Love Other Than Yours ไปพร้อมๆ กัน ที่ Prime Video ความยาว 14 ตอน และรับชมตอนใหม่ได้ทุกวันเสาร์และอาทิตย์

เรื่องย่อ A Love Other Than Yours

บอกเล่าเรื่องของ นัมกุงโฮ และ อีมีโด คู่รักที่คบหากันมายาวนานกว่า 10 ปี จากความรักที่เคยเร่าร้อน ค่อยๆ เติบโตกลายเป็นความผูกพันไว้ใจที่เรียบง่าย นัมกุงโฮ เป็นชายหนุ่มอัธยาศัยดีและมีอารมณ์ขัน พร้อมเสน่ห์ตามธรรมชาติที่เอาชนะใจคนได้ภายในไม่กี่นาที เขาคิดว่าการแต่งงานคือก้าวต่อไปของชีวิตคู่ ส่วนอีมีโด เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ผู้ทุ่มเทให้กับงาน เธอกำลังเผชิญช่วงเวลาตกต่ำในเส้นทางอาชีพ และได้พบกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ค่อยๆ เข้ามาทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอน พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับคำถามสำคัญ ว่าควรเดินหน้าสู่ชีวิตแต่งงานด้วยกัน หรือเลือกเปิดใจให้กับความรักครั้งใหม่

Text: AuAi
Interview: ญาณภานันทน์ เศรษฐกูลวิชัย

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

รักแท้ 10 ปี หรือแค่ความเคยชิน หาคำตอบได้ใน A Love Other Than Yours นำแสดงโดย ซอคังจุน และ อันอึนจิน

สุดสัปดาห์

keyboard_arrow_up