รีวิวโฮมสเตย์ ทะเลจันท์ กินปูดูเหยี่ยว จ่าย 1,500 ซีฟู้ดไม่อั้น

งบน้อยแถมวันหยุดไม่ค่อยมี แต่เปรี้ยวอยากเที่ยว แบบฟูลออปชั่น กินดี อยู่ดี กิจกรรมแน่น แล้วจะทําไงดี หาข้อมูลไปมาก็เจอะเข้ากับ รีวิวโฮมสเตย์ จันทบุรี มีทุกสิ่งที่คุณต้องการ แล้วจะรออะไร ไปกันสิคะ

รีวิวโฮมสเตย์

จริงๆ แล้วโฮมสเตย์เมืองจันท์มีเยอะมาก แต่เราเลือกที่ “มุมทะเลจันท์” ในหมู่บ้าน ไร้แผ่นดิน หรือปากน้ำเวฬุ ตําบลบางชัน อําเภอขลุง เพราะแหล่งข้อมูลหลายๆ แห่งบอกว่าดีงาม แถมยังเป็นที่พักสไตล์เกาหลี ผสมญี่ปุ่น ให้อารมณ์นั่งรถไปเมืองจันท์ แต่ดันไปโผล่โตเกียวงี้ สาวคาวาอี้อย่างเราจึงรีบโทรไปจอง แล้ววางแผนการเดินทางคร่าวๆ ไว้ ประมาณนี้

ทริปเร่งด่วน 2 วัน 1 คืน

วันเสาร์

8.00 น.—ล้อหมุนออกจากกรุงเทพฯ

12.00 น.—ถึงท่าเรือขลุง แล้วลงเรือไปยังที่พัก

12.30 น.—ถึงโฮมสเตย์ปุ๊บ กินข้าวเที่ยงปั๊บ แล้วก็พักผ่อนตามอัธยาศัย

15.00 น.—ลงแพเปียกไปดูเหยี่ยว และเที่ยวเล่นที่ทะเลแหวก

18.00 น.—กลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า รอจัดเต็มซีฟู้ดมื้อเย็นแบบเน้นๆ

วันอาทิตย์

7.00 น.—ตื่นเช้ามากินข้าวต้มทะเล มีเวลาเดินเล่นลั้นลาอีกนิดหน่อย

10.00 น.—เช็กเอ๊าต์แล้วนั่งเรือออกจากที่พัก

10.30 น.—เรือเทียบท่าที่ท่าเรือขลุง ขับรถกลับกรุงเทพฯ แบบสบายๆ ไม่ต้องรีบ

15.00 น.—ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ เตรียมตัวรับวันจันทร์แบบชิลๆ

 

รีวิวโฮมสเตย์ ทะเลจันท์ จ่าย 1,500 กิน เที่ยว กิจกรรมเพียบ!

 

บรรยากาศบริเวณท่าเรือ

เช้าวันเสาร์ เรานัดเดอะแก๊ง ขับรถออกจากกรุงเทพฯ เกือบๆ แปดโมง ไปถึงท่าเรือขลุงตอนใกล้เที่ยง ณ จุดนี้ต้องสละรถ แล้วนั่งเรือ ซึ่งค่าเรือไม่ได้รวมอยู่ในค่าที่พัก ต้องจ่ายเพิ่มเอง หากไปกันเยอะก็เหมาเรือใหญ่ไป-กลับ ราคา 2,400 บาท นั่งได้สูงสุด 30 คน ส่วนเราไปกันแค่ 5 คน จ่าย 1,000 บาท แล้วนั่งเรือหางยาวลําเล็ก (นั่งได้ 6 คน) ไปกันชิลๆ

ใช้เวลา 25 นาที ก็ไปโผล่ที่มุมทะเลจันท์โฮมสเตย์

สิ่งแรกที่เราวิ่งตรงไปหา คืออาหารกลางวันซึ่งจัดเต็มมาก แต่เพราะหิว โซ้ยกันแป๊บเดียว อาหารบนโต๊ะก็หายวับเลยจ้า

บางส่วนของอาหารกลางวันที่เราถ่ายรูปทัน ที่เหลือเรียบร้อยไปแล้วเพราะความหิว

อิ่มแล้วเปิดประตูเข้าห้องปุ๊บ ก็เหมือนหลุดเข้าไปในเรียวกังญี่ปุ่นปั๊บ งานนี้ใครใคร่นอน นอน แต่ไปเที่ยวทั้งทีจะมานอนเฉยๆ ได้ไง เราจึงลากเพื่อนไปเดินดูวิถีชีวิตผู้คนของหมู่บ้านไร้แผ่นดินกัน

ห้องนอนรวมของพวกเรา

การเดินเล่นในหมู่บ้านจบลงที่วัดบางชัน ที่ไม่ได้เป็นแค่วัด แต่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าที่มาที่ไป และประวัติของหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย การได้นั่งสนทนากับหลวงพ่อ เจ้าอาวาส ทําให้รู้ที่มาของหมู่บ้านไร้แผ่นดินว่า เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีผู้คนอยู่อาศัยมาร้อยกว่าปีแล้ว ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าสําคัญ ทั้งยังเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ในยุคที่ฝรั่งเศสล่าอาณานิคม ช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตัวพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ภายในวัด บอกเล่าเรื่องราวแต่หนหลังได้ดีทีเดียว

บรรยากาศรอบๆ หมู่บ้าน
เอกสารที่ดินตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ของเก่าบางส่วนในพิพิธภัณฑ์

บ่ายแก่ๆ ทางที่พักตามให้ไปลงแพเปียก กิจกรรมที่หลายคนรอคอย แพของที่นี่เป็นแพขนาดใหญ่ ลากด้วยเรือ มีแคร่ให้นั่งจิบเครื่องดื่มเพลินๆ ก่อนจะไปถึงจุดดูเหยี่ยวแดงไฮไลต์ของทริป พอได้พิกัดเราก็เริ่มเห็นเหยี่ยวออกมาบินวนเพื่อโฉบอาหารที่พนักงานของโฮมสเตย์เตรียมมาให้ ขอบอกว่ามากันไม่ใช่น้อยๆ บินวนอยู่เหนือแพเป็นฝูงใหญ่ ถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ชิลๆ แบบไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทัน

นั่งแพเปียกสุดชิล
ที่เห็นในรูปนั่นฝูงเหยี่ยวนะจ๊ะ ไม่ใช้ใบไม้ปลิวกลางทะเล… เยอะเวอร์
ซูมให้เห็นตัวเหยี่ยวกันใกล้ๆ

จากนั้นก็ตรงต่อไปยังทะเลแหวกแห่งบางชัน เสียดายวันที่พวกเราไปน้ำทะเลยังสูง จึงไม่เห็นเป็นเนินทรายแต่สามารถลงเล่นน้ำได้ ส่วนใครอยากจะพายคายัค ทางโฮมสเตย์ก็มีให้บริการ

แพจอดให้เล่นน้ำตรงทะเลแหวกพักใหญ่ๆ จนเริ่มเย็นย่ำ พระอาทิตย์ใกล้จะตก ก็ยกขบวนกลับไปมุมทะเลจันท์โฮมสเตย์ แต่ก่อนถึงที่พัก เราแวะสักการะศาลเจ้าพ่อปากน้ำเวฬุกันก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล

ศาลเจ้าพ่อปากน้ำเวฬุ

พอกลับมาถึงที่พัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะพากันไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อรออาหารค่ำ แต่พวกเรายังซ่า เลยขอเผาผลาญพลังงานต่อด้วยการบังคับจักรยานน้ำ (บางคนก็เรียกจิงโจ้น้ำ) แข่งกับน้องๆ พนักงานที่นั่น พิจารณาจากสภาพแล้ว คงไม่ต้องเดาเนอะว่าใครจะชนะ -_-“

มื้อค่ำคือช่วงเวลาสุดฟิน เพราะจัดเต็มกุ้งเน้นๆ ปูแน่นๆ เติมได้ไม่อั้น จนกว่าจะพอใจ เอาจริงๆ กินแค่สองอย่างนี้ก็ไม่มีกระเพาะไปใส่อย่างอื่นแล้วละ แต่กับข้าวอย่างอื่นก็อร่อยอะ จะทําไงได้ นอกจากจัดการให้หมด ปรากฏว่าอืดกันถ้วนหน้าจ้า

นั่งกินข้าวริมน้ำ มันก็จะฟินๆ หน่อย
บางเมนูในมื้อเย็น จริงๆ มีเกือบ 10 เมนูได้

พุงตึงจนทําอย่างอื่นไม่ได้แล้วจริงๆ นอกจากนั่งนิ่งๆ มองน้ำ มองดาว อยู่ตรงระเบียงริมน้ำ ถึงจะอึดอัดช่วงกลางลําตัวไปนิด แต่ด้วยความดีงามของบรรยากาศ กิจกรรมนั่งๆ นอนๆ ที่ว่าเลยเป็นอะไรที่โอเคมาก

วิวยามเย็น หน้ามุมทะเลจันท์โฮมสเตย์

หลังนอนหลับเป็นตาย เพราะใช้แรงไปเยอะจากสารพัดกิจกรรม เช้าวันอาทิตย์เราก็ตื่นแต่ไก่โห่ ออกไปสูดอากาศสดชื่น และเก็บภาพสวยๆ กัน ก่อนกลับมาจัดการมื้อเช้า ซึ่งเป็นข้าวต้มทะเลเครื่องอู้ฟู่ที่เติมได้แบบไม่ยั้งเช่นกัน กินเสร็จก็เช็กเอ๊าต์ตรงเวลา 10.00 น. เป๊ะ โบกมือลาพนักงานที่น่ารักของมุมทะเลจันท์โฮมสเตย์แล้วลงเรือหางยาวลําเดิมที่มาส่งเมื่อวาน นั่งหน้าตึงรับลมไปแป๊บหนึ่ง ก็ถึงท่าเรือขลุง เป็นอันปิดทริปประหยัดงบ ประหยัดเวลา ได้แบบสวยงาม

 

ทริปนี้ดีงามที่…

  1. ใช้เวลาน้อย แค่ 2 วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ต้องรบกวนวันลาอันน้อยนิด
  2. ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก อยู่ในเรตที่พนักงานประจําชั้นผู้น้อยจ่ายได้แบบยังเหลือเงินไว้กินมาม่าจนถึงสิ้นเดือน
  3. ไม่ลําบากลําบน แถมยังสนุก และกินดีอยู่ดีมาก-ก-ก

 

ข้อมูลที่พัก

มุมทะเลจันท์โฮมสเตย์ เพิ่งเปิดมาได้ประมาณ 3-4 ปี มีห้องพักรวมตั้งแต่ 4-12 คน ส่วนใครที่อยากจะไปเป็นคู่ ก็มีห้องวีไอพีสําหรับ 2 คนให้บริการด้วย ทุกห้องเป็นห้องแอร์ ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นและเกาหลี ราคาต่อ 1 คืนอยู่ที่คนละ 1,800 บาท หากไปเป็นกลุ่ม 5 คนขึ้นไป คิดคนละ 1,500 บาท รวมอาหารทะเล 3 มื้อ (กลางวัน-เย็น-เช้า)แบบเติมได้ไม่อั้น จนกว่าจะจุก และเครื่องดื่ม (ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) จากที่ประสบมาด้วยตัวเอง แนะนําว่าถ้าอยากจะไปควรโทร.จองนานๆ หน่อย เพราะเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดยาวที่นี่เต็มยาวไปหลายเดือนเลย สามารถติดต่อสอบถามและสำรองที่พักได้ที่ โทร 081-236-3914, 096-269-6424, 095-494-2924

 

การเดินทาง

➤ถ้าขับรถไปเอง จากกรุงเทพฯแบบเรา ให้ขับรถไปตามถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าสู่จังหวัดจันทบุรี พอถึงแยกอําเภอแกลงให้เลี้ยวซ้ายไปทางจันทบุรี แต่ไม่เข้าตัวเมือง ขับตรงไปเรื่อยๆ จนถึงสามแยกปากแซงแล้วเลี้ยวขวาตามทางที่จะไปจังหวัดตราดหรืออําเภอขลุง จากนั้นเมื่อถึงสี่แยกไฟแดงขลุงให้เลี้ยวขวา พอเจอเทศบาลเมืองขลุงให้เลี้ยวขวาเข้าซอยเทศบาล 2  แล้วตรงไปอีกประมาณ 200 เมตร ก็จะเจอท่าเรือขลุง (ทางที่ดีใช้กูเกิลแม็พ ถึงชัวร์)

➤สามารถนั่งรถตู้ กรุงเทพฯ-ตราด จากสถานีขนส่งเอกมัยไปลงที่ตลาดขลุง จากนั้นเหมารถสองแถวต่อไปยังท่าเรือ

 

ค่าใช้จ่าย

– ค่าจอดรถที่ท่าเรือ คันละ 100 บาท

– ค่าเรือหางยาวลําเล็ก 1,000 บาท

– ค่าที่พักพร้อมอาหาร 3 มื้อและกิจกรรมต่างๆ คนละ 1,500 บาท (ถ้าไปต่ำกว่า 5 คน คิดคนละ 1,800บาท)

เฉลี่ยเดินทาง 5 คน ตกคนละ 1,775 บาท (ไม่รวมค่าน้ำมันที่เจ้าของรถออกเอง อิๆ)

ทริปนี้ถือเป็นการชาร์จแบตเพิ่มพลังให้กับตัวเองได้ดี๊ๆ นะ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ทำกิจกรรมสนุกๆ แถมยังกินอาหารทะเลแบบจัดหนักจัดเต็ม ใครอยากพักกายพักสมอง แนะนำเลย

 

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ที่ : www.facebook.com/sudsapdafanclub และ www.instagram.com/sudsapda

 

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง :

ร้านน่าแวะ 8 พิกัดในจังหวัดลำปาง เชียงใหม่ พะเยา

ตลาดทรัพย์สินฯ เพชรบุรี มีดีที่ขนมหวาน

อัพเดทข่าวเม้าท์ไทยเทศทุกวงการ & คลิปฮา ดารามาเต็ม ...คลิกติดตามที่
keyboard_arrow_up