“ดียยยย์อะ อิจฉาๆๆๆ” ….
คือประโยคที่ทุกคนรอบตัวกระหน่ำคอมเมนต์มาเมื่อรู้ว่าเราจะเปิดซิงการเดินทางไปเมืองจีนครั้งแรกด้วย จางเจียเจี้ย อุทยานแห่งชาติที่เต็มไปด้วยมวลหมู่ภูผาสุดตระการตา จนทีมสร้างภาพยนตร์เรื่อง Avatar ต้องมาขอยืมไปเป็นฉากในหนัง เท่านั้นไม่พอ ยังต่อด้วย “ประตูสวรรค์เทียนเหมินซาน” ที่พี่น้องชาวจีนเองยังบอกว่าต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต รวมถึง “สะพานแก้วที่ยาวที่สุดในโลก” ที่แค่เห็นภาพจากกูเกิ้ลก็ทำให้เรารีบแพ็คกระเป๋ารัวๆแบบไม่ต้องคิดซ้ำสอง
ส่วนเรื่องสยองของห้องน้ำจีนในตำนานน่ะเหรอ ลืมไปก่อน ในเมื่อเส้นทางนี้ทุกคนว่าดี มันก็ต้องดีสิน่า!
ทุกอย่างดูจะเริ่มต้นได้สวย ตั้งแต่การบินด้วยสายการบินไทยสมายล์ ไฟลท์ WE616 จากสุวรรณภูมิ ไปลงที่เมือง “ฉางซา” ศูนย์กลางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของมณฑลหูหนาน ประเทศจีน ความดีของไฟลท์นี้คือ ออกจากกทม.ช่วงบ่ายแก่ๆ ไปถึงฉางซาตอนหัวค่ำ จากนั้นนั่งรถไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อเข้าที่พักหรูหราห้าดาวของเราคือ Zeyun Hotel ณ เมือง “ฉางเต๋อ”
หลายคนคงงงว่า ลงเครื่องแล้วต่อรถไปอีกตั้ง 2 ชั่วโมงเนี่ยนะดี?!?!? เอาจริงๆมันดีค่ะ เหตุผลง่ายๆคือเป้าหมายของเราคือ อุทยานมรดกโลก จางเจียเจี้ย นั้นต้องนั่งรถจากสนามบินฉางซาไปอีกราวๆ 300 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง
ขอให้นึกภาพเราสะโหลสะเหลลงจากเครื่องตอนเช้า กว่าจะรับกระเป๋าตรวจคนเข้าเมือง แล้วนั่งรถต่อไปถึงเมืองปลายทางก็เย็นย่ำ เสียไปหนึ่งวันฟรีๆแบบระโหยโรยแรง ในขณะที่ไฟลท์นี้มาถึงตอนค่ำๆ นั่งรถต่อไปอีกราว 2ชั่วโมงไปค้างคืนที่ฉางเต๋อ ซึ่งเท่ากับร่นระยะไปแล้วครึ่งทาง พอตื่นเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยกำลังวังชา นั่งรถไปอีกครึ่งทางที่เหลือราว 2 ชั่วโมง ก็เริ่มต้นเที่ยวได้อย่างเต็มที่หนึ่งวันสวยๆ วางแผนดีมีชัยไปทั้งทริปนะเออ
แต่ก็อย่างที่ชาวจีนเขามีสำนวนว่าไว้ “คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต” จัดโปรแกรมอย่างดี ดูพยากรณ์อากาศเรียบร้อยว่าช่วงเดือนตุลาคมที่เรามาเยือนจางเจียเจี้ยนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง นอกจากจะอากาศเย็นกำลังดี ใบไม้เปลี่ยนสีก็น่าจะมีให้ชมกันเป็นบุญตา ปรากฎว่าฝนตกแบบไม่แคร์กรมอุตุฯเลยจ้า ตั้งแต่ขึ้นรถจนกระทั่งเราถึงจุดเช็คพอยท์แรก “ภูเขาเทียนเหมินซาน” ในเขตอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย ฝนก็ยังโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง
ต่อให้เราจะไม่กลัวเปียก แต่สิ่งที่มาพร้อมฝนก็คือหมอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปชมภูเขา ยิ่งสูง หมอกก็ยิ่งหนาทึบขึ้นตามลำดับ พวกเราพากันลุ้นไปตลอด 40 นาที บนเส้นทางกระเช้ายาว 7.5 กิโลเมตรนี้ว่า จะมีช่วงไหนบ้างไหมนะที่ฟ้าจะเปิดให้เราได้เห็นแนวเขาที่ทอดตัวสลับซับซ้อนกันนับร้อยๆลูก โดยมีเส้นทาง 99 โค้ง หรือ “ถนน 99 โค้ง” ฝีมือมนุษย์พาดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา
คำตอบคือไม่มีค่ะ เราอดเห็นทิวทัศน์นี้กับตา (แต่เราแอบขอรูปจากคุณเอก ไกด์ใจดีผู้มาบ่อยจนถ่ายรูปเก็บไว้เพียบมาให้คุณผู้อ่านเห็นว่ามันสวยจริงๆนะคะ) อย่างไรก็ดีความพีคของที่นี่ไม่ได้อยู่ทิวทัศน์ในมุมกว้างเท่านั้นค่ะ
ความน่าประทับใจอีกอย่างหนึ่งของการมาเยือนภูเขาเทียนเหมินซาน คือการได้เดินลัดเลาะริมผาบนระเบียงกระจก ความกว้างของกระจกวัดจากขอบผาได้ 3 ฟุต มีความหนา 2.5 นิ้ว ข่าวดีสำหรับคนใจหวิวง่ายคือมันมีระยะแค่ 60 เมตรเท่านั้น นอกจากนั้นยังมี “ถ้ำประตูสวรรค์” หรือถ้ำเทียนเหมินต้ง เป็นภูเขาเกิดระเบิดขึ้นเองโดยธรรมชาติจนกลายเป็นถ้ำ สูง 131.5 เมตร กว้าง 57 เมตร ลึก 60 เมตร ในแต่ละปีจะมีกิจกรรมไฮไลท์ซึ่งดึงดูดนักกีฬาเอกซ์ตรีมจากทั่วโลกมาที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการขับเครื่องบินเล็กผาดโผนลอดช่องประตู วิงสูทฟลายอิ้ง ฯลฯ
หลังจากชมประตูสวรรค์แล้ว ขาลงใครกำลังขาดีจะเลือกลงบันได 999 ขั้นอันเลื่องชื่อ หรือจะเลือกลง “บันไดเลื่อนในร่มที่ยาวที่สุดในโลก” เรียกว่าลงกันไม่รู้กี่ทอดต่อกี่ทอด แต่ก็เพลินดี เพราะเขาเข้าใจติดภาพที่สวยที่สุดของเทียนเหมินซานในฤดูต่างๆของปี รวมถึงสุดยอดกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมที่เราคงไม่มีโอกาสมาเห็นเองจนครบทุกอันให้ดู แต่ละภาพสวยจนลืมความยาวของบันไดไปเลย
ตกกลางคืน ฟ้าฝนก็ยังดูไม่เป็นใจ เรามีคิวไปชมโชว์นางพญาจิ้งจอกขาว ตำนานรักอันยิ่งใหญ่ระหว่างนางพญาจิ้งจอกขาวกับมนุษย์ เป็นโชว์กลางแจ้งที่ใช้ฉากธรรมชาติแท้ๆของภูเขาเทียนเหมินซาน มีนักแสดงกว่า 600 ชีวิต อลังการตื่นตาแค่ไหนก็คงไม่ต้องพูด (แต่เนื่องจากมีระเบียบข้อบังคับไว้เราจึงบันทึกภาพมาฝากคุณผู้อ่านได้แค่ตอนก่อนโชว์เริ่มเท่านั้นค่ะ)
จบคืนแรกไปแบบฝนพรำฉ่ำแฉะ แต่ก็น่าประทับใจ ไปลุ้นกันต่อหน้าถัดไปนะคะว่า พรุ่งนี้ฝนจะตกอีกหรือไม่ และเราจะได้เห็นภูเขา Avartar สมความตั้งใจหรือเปล่า