เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับซีรีส์ฟีลกู๊ดชวนใจฟู “ต้นส้มอยู่บ้านเขา แต่ผลส้มหล่นมาบ้านเราตลอดเลย (When Oranges Fall)” ผลงานชิ้นแรกในรั้ว GMMTV ของสองหนุ่มนักแสดงเจนใหม่มากเสน่ห์ “แอลม่อน – ภูมิสุวรรณ สุวรรณสถิตย์” และ “โปรเกรส – ภาสวิชญ์ ธรรมสังคีติ” คู่ซี้เคมีต่างขั้วที่พกพาแพสชันมาเต็มเปี่ยม
สุดสัปดาห์ ชวนทั้งคู่มานั่งคุยกันในบรรยากาศชิลๆ เผยเบื้องหลังกองถ่ายสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ความสัมพันธ์ที่รู้ใจกันมากขึ้น และเป้าหมายในวงการบันเทิง พร้อมจูงมือหนุ่มๆ มาสาดความน่ารักบน Digital Cover ฉบับนี้ให้แฟนๆ ได้ยิ้มตามกันค่ะ
เริ่มแรกเลย อยากชวนสองหนุ่มทักทายแฟนๆ “สุดสัปดาห์” และแนะนำตัวละครของตัวเองให้ฟังหน่อยค่ะ
แอลม่อน: สวัสดีครับแฟนๆ สุดสัปดาห์ ทุกคน ผม แอลม่อน ครับ ในซีรีส์เรื่อง “ต้นส้มอยู่บ้านเขา แต่ผลส้มหล่นมาบ้านเราตลอดเลย” ผมรับบทเป็น “โก๋สอง” ครับ
โปรเกรส: สวัสดีครับ ผม โปรเกรส ครับ ในเรื่องรับบทเป็น “โก๋หนึ่ง” ครับ

ตอนที่รู้ตัวว่าจะได้มารับบทนำในเรื่อง “ต้นส้มอยู่บ้านเขาฯ” วินาทีนั้นรู้สึกอย่างไรกันบ้าง
โปรเกรส: ตื่นเต้นมากครับ! เพราะนี่ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากๆ ของเราในบ้าน GMMTV เลย พอรู้ตัวปุ๊บก็ตั้งใจกับตัวเองเลยว่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งพอได้เริ่มถ่ายทำจริง บอกเลยว่าโลเคชันเรื่องนี้ ‘หนักหนาสาหัส’ เอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ (ยิ้ม) เพราะโลเคชันหลักของเรื่องที่เป็นตัวบ้านจะถ่ายทำที่กรุงเทพฯ แต่โลเคชันบรรยากาศอื่นๆ จะอยู่ต่างจังหวัดทั้งหมดเลย ทำให้ต้องเดินทางกันเยอะมาก แต่สุดท้ายพวกเราทุกคน ก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ
แอลม่อน: ตื่นเต้นครับ พอเรารู้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มาจากนิยายที่มีคนติดตามเยอะก็ยิ่งตื่นเต้นครับ พอได้ลองไปอ่านนิยาย อ่านคาแรกเตอร์ในเรื่องก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีเสน่ห์มาก เป็นเรื่องราว Coming-of-age ที่มีความคอมเมดี้เบาๆ มีการดำเนินเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป มวลรวมมันดีมาก แล้วก็อบอุ่นมากครับ
โปรเกรส: พวกเราสองคนตั้งใจและพยายามกันอย่างเต็มที่เพื่อที่จะ “เคารพตัวบทนิยาย” ให้ได้มากที่สุดครับ เพราะเราหวังว่าอย่างน้อยที่สุด ถ้าแฟนๆ ที่รักนิยายเรื่องนี้เปิดมาเจอเวอร์ชันซีรีส์ พวกเขาจะรู้สึกประทับใจและมีความสุขไปกับสิ่งที่เราถ่ายทอดออกมา และไม่แน่ว่าอาจจะเอ็นดูจนก้าวเข้ามาเป็นแฟนคลับใหม่ที่คอยซัพพอร์ตพวกเราต่อไปด้วยครับ
คาแรกเตอร์ของ “โก๋หนึ่ง” มีส่วนไหนที่เหมือนหรือต่างจากตัวตนจริงๆ ของ “โปรเกรส” บ้างไหม
โปรเกรส: “โก๋หนึ่ง” จะเป็นเด็กซนๆ ครับ เป็นเด็กหลังห้องกวนๆ เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำอะไรหลายๆ อย่าง แต่บางทีก็ไม่กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองพูดออกไป คนอื่นอาจจะคิดก่อนทำ แต่โก๋หนึ่งจะทำก่อนคิด ถ้าถามว่าเหมือนโปรเกรสอย่างไร ผมว่าเหมือน 80 เปอร์เซ็นต์ละกัน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เหมือนคือโปรเกรสไม่กินส้มเยอะขนาดนั้น (หัวเราะ) แล้วก็ผมเป็นคนคิดก่อนทำนะ ถ้าเป็นเรื่องงาน ผมจะคิดก่อนทำ แต่ถ้าเป็นเวลาอยู่กับเพื่อนก็ทำไปเลย จอยๆ ไม่ได้คิดเท่าเรื่องงาน
ตอนที่อ่านบทพาร์ตแรกๆ แอบรู้สึกหมั่นไส้ในความแสบ ความกวนของโก๋หนึ่งบ้างหรือเปล่า
โปรเกรส: ตอนแรกที่อ่านบทผมตลกตัวเองมากครับ ผมไม่เห็นภาพเลยว่า “โปรเกรส” จะกลายไปเป็น “โก๋หนึ่ง” ได้ยังไง แต่พอได้ผ่านการเวิร์กช็อปและได้ไปอยู่หน้าเซตจริง ผมเริ่มเห็นภาพตัวเองในตัวละครนี้ เริ่มรู้สึกว่าความเป็นโก๋หนึ่งมันซึมเข้ามาอยู่ในตัวผมจริงๆ จนบางทีก็แอบมีคาแรกเตอร์ของเขาหลุดติดออกมาในชีวิตจริงเหมือนกันนะ
มีความอินกับบทจนมีบางอย่างหลุดติดออกมาใช้ในชีวิตจริงด้วย สิ่งนั้นคืออะไร และต้องจูนตัวเองกลับมาอย่างไร
โปรเกรส: จะเป็นคาแรกเตอร์และจังหวะการพูดบางอย่างครับ แล้วก็พักหลังๆ มานี้ผมเริ่มกลายเป็นคนไม่ค่อยคิดก่อนทำ คือคิดปุ๊บทำเลย (หัวเราะ) จนตอนหลังต้องเริ่มเตือนตัวเองและจูนกลับมาเป็นคนเดิมครับ ย้ำก่อนว่าอันนี้ไม่ใช่ Method Acting อะไรขนาดนั้นนะ แต่เป็นเพราะเราออกกองถ่ายทำกันต่อเนื่องจนมันเกิดความเคยชินมากกว่า อีกอย่างคือเรื่องนี้เป็นกองที่ต้องใช้สมาธิสูงมาก บางทีอากาศร้อนจนสมาธิเราหลุด ผมเลยต้องโฟกัสและฟิตร่างกายตัวเองมากๆ เพราะยอมรับเลยว่า “โอ้โห มันเหนื่อยมากเลยครับพี่” ไม่เคยคิดว่าการทำงานจะเหนื่อยขนาดนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่โหดและท้าทายมากครับ

ตัดภาพมาที่ฝั่งเด็กเรียนกันบ้าง คาแรกเตอร์นิ่งๆ พูดเพราะของ “โก๋สอง” แตกต่างจากตัวจริงของ “แอลม่อน” ขนาดไหน แล้วมีมุมไหนที่แอบเหมือนกันบ้างไหม
แอลม่อน: “โก๋สอง” จะเป็นคนที่เรียนเก่งมาก เป็นเด็กสมองดีเลยแหละ แต่ผมอาจจะไม่ได้เรียนเก่งขนาดนั้น โก๋สองจะเป็นคนเงียบๆ นิ่งๆ เรียบร้อย พูดน้อย พูดเพราะ ถ้าถามว่าเหมือนผมไหม ก็มีบ้างครับ ตรงที่เราจะเรียบร้อยกับคนที่ไม่ได้สนิทมาก ถ้าเกิดสนิทมากก็เป็นตัวเองครับ ความเหมือนเอาไปสัก 75 เปอร์เซ็นต์ละกัน อีก 25 อาจจะยังครับ
สำหรับแอลม่อน อะไรคือจุดที่ยากหรือท้าทายที่สุดในการเป็น “โก๋สอง”
แอลม่อน: จริงๆ ไม่ยากครับ ติดเรื่องเดียวเลยคือโก๋สองเป็นคนตั้งใจเรียนและก็ชอบอ่านหนังสือ แต่พอผมไปเล่นซีนที่ต้องนั่งอ่านหนังสือ ผมอ่านแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย (หัวเราะ) แต่ก็ต้องพยายามอ่านให้เข้าใจ ให้รู้สึกเหมือนตัวละครจริงๆ ครับ
ถ้าให้แอลม่อนรีวิวตัวละคร “โก๋หนึ่ง” คิดว่าเพื่อนคนนี้ดื้อเหมือนตัวจริงของโปรเกรสไหม
แอลม่อน: โปรเกรสกับโก๋หนึ่ง โห เหมือนนะ เหมือนมากเลยครับ ผมว่าพอเขาอินกับตัวละคร มันทำให้การใช้ชีวิตของเขายิ่งเหมือนโก๋หนึ่งมากขึ้นครับ ด้วยความที่คาแรกเตอร์ใกล้กันอยู่แล้ว พอโปรเกรสมารับบทนี้ ผมว่าโปรเกรสหนักกว่าเดิมที่หมายถึงดื้อกว่าเดิม ซนกว่าเดิม
สุดสัปดาห์: ดื้อคูณสองขนาดนี้ แอลม่อนรับมือไหวใช่ไหมคะ
แอลม่อน: โห เครียด เครียดเหมือนกัน

แล้วโปรเกรสล่ะ มองเห็นความตั้งใจของแอลม่อนในบท “โก๋สอง” ที่ต้องเปลี่ยนจากหนุ่มห่ามๆ มารู้จักพูด “เรา” อย่างไรบ้าง
โปรเกรส: จริงๆ ต้องชื่นชมแอลม่อนนะ ผมว่าการเล่นเป็นโก๋สองยากมาก เขาเป็นตัวละครที่นิ่งแล้วก็พูดเพราะมาก ในชีวิตจริง เราสนิทกัน เราก็จะพูดกันแบบห่ามๆ หน่อย แต่ม่อนต้องมาเล่นบทเรียบร้อย ต้องแทนตัวเองว่าเรา มันยากมากเลยนะ ถ้าผมไปเล่นเป็นโก๋สองจะยากมากอะ ผมคงต้องเล่นสัก 3-4 เทค
ซีรีส์ชื่อ “โก๋” เหมือนกัน ในเรื่องมีอะไรที่แอบคล้ายกันอีกไหม
โปรเกรส: มีพ่อมีแม่ครับ (หัวเราะ) จริงๆ โก๋หนึ่งโก๋สองมันไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนะ คาแรกเตอร์ นิสัย ไม่เหมือนกันเลย จริงๆ โก๋สองมันมีความดื้อเหมือนกันครับ แต่เป็นความดื้อที่แบบ…
แอลม่อน: ที่แอบกลัวว่าจะทำอะไรนอกกรอบ
โปรเกรส: ใช่ โก๋หนึ่งมันดื้อแบบแสดงออกชัดเจน แต่โก๋สองจะมีมาดนิดหนึ่ง แต่ผมว่าแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ต่างกันแบบขาวกับดำเลยครับ ก็น่าจะมีที่เหมือนกันคือพ่อกับแม่
แล้ว “แอลม่อน-โปรเกรส” มีเคมีหรือความชอบอะไรที่เหมือนกันบ้าง
โปรเกรส: หล่อเหมือนกันครับ (หัวเราะ) อะไรดีอะ ยากเหมือนกันนะ เอาจริงผมกับม่อนเป็นคนที่คาแรกเตอร์ต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
แอลม่อน: ไม่มีๆ แต่มันจะมีบางอย่างที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ครับ มันคือสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างเราสองคน
โปรเกรส: นั่นก็คือ…
แอลม่อน: ไม่รู้เหมือนกันครับ
ถ้ามีวันว่างตรงกัน 1 วัน กิจกรรมแบบไหนที่ “แอลม่อน-โปรเกรส” จะไปเอนจอยด้วยกันได้แบบไม่มีเบื่อ
โปรเกรส: ไปเที่ยวครับ กินข้าว
แอลม่อน: มันจะเป็นฟีลอย่างนี้ครับ โปรเกรสอยากกินร้านนู้น อยากกินร้านนี้ หาร้านอาหารมา แล้วผมก็จะพาขับมอเตอร์ไซค์ไปกิน มันก็โรแมนติกดี
โปรเกรส: ก็ไม่รู้จะไปไหน บางทีก็แล้วแต่อารมณ์ด้วย บางวันอยากกินชาบู อยากกินนู่น อยากกินนี่ ผมเป็นคนกินเยอะไง กินเยอะ กินง่าย กินอะไรก็ได้ ปกติก็เป็นผมที่เลือกร้านอาหารครับ ถ้าให้ม่อนเลือก เขาจะเป็นคนเลือกที่นั่งชิล
แอลม่อน: ผมชอบที่เงียบๆ ไม่ค่อยมีคน อย่างที่สวยๆ ในกรุงเทพฯ ที่คนไม่ค่อยรู้กัน ก็พาโปรเกรสไปเที่ยว

แล้วถ้าเป็นตัวละครสองโก๋ คิดว่าวันว่างของคู่นี้น่าจะไปไหนกัน
โปรเกรส: คือบ้านโก๋หนึ่งกับโก๋สองอยู่ติดกันอยู่แล้ว แต่ถ้าให้เลือกที่เที่ยวที่หนึ่ง น่าจะไปทะเล ไปชายหาดอะไรอย่างนี้ เพราะจริงๆ ตัวละครไม่ได้มีตังค์มากมายขนาดนั้น และด้วยความที่สองโก๋ยังเด็กด้วย มันก็ไม่น่าไปไหนไกล น่าจะอยู่แค่ในจังหวัดตัวเองเนี่ยแหละ
ความน่ารักคือซีรีส์เรื่องนี้เซตติงอยู่ใน “ยุค 90” ต้องไปทำการบ้าน ย้อนเวลาไปเรียนรู้วิถีชีวิตยุคนั้นกันอย่างไรบ้างคะ
แอลม่อน: จริงๆ เรื่องนี้ไม่ยากเลยครับ เพราะผมรู้สึกว่ากลิ่นอายของยุค 90 กลับมาฮิตในช่วงนี้พอสมควร ทั้งเรื่องเพลง หนัง เสื้อผ้า หรือของใช้ต่างๆ แฟชั่นหลายอย่างวนกลับมาฮิตอีกครั้ง ทำให้เราพอจะคุ้นเคยและเข้าใจบริบทความเป็นยุค 90 ได้ไม่ยากครับ
โปรเกรส: สำหรับผมก็มองว่าไม่ยากเหมือนกันครับ เพราะที่บ้านผมเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างอินกับยุค 90 อยู่แล้ว ผมเลยอินตามไปด้วย รู้สึกว่าเป็นยุคที่มีเสน่ห์และโรแมนติกดีครับ อย่างพวกเพจเจอร์หรือไอเทมฮิตๆ ช่วงนั้น คุณพ่อก็เคยเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ อาจจะมีเรื่องคำพูดบางอย่างในยุคนั้นที่ยากนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นเรื่องการแต่งตัว ไอเทม หรือเพลง ผมค่อนข้างคุ้นตาเพราะได้เห็นผ่านโซเชียลมาเยอะครับ
มีของใช้หรือไอเทมยุค 90 ชิ้นไหนในกองถ่ายที่เห็นแล้วรู้สึกว้าวหรือเซอร์ไพรส์บ้างไหมคะ
แอลม่อน: “ซาวด์อะเบาต์” ซึ่งมีซีนหนึ่งที่ในบทไม่ได้ลงดีเทลไว้ว่าตัวละครกำลังฟังเพลงอะไร แต่ตอนถ่ายทำเครื่องนั้นมันเปิดติด แล้วผมก็ได้นั่งฟังเพลงของวง สาว สาว สาว คือมันเจ๋งมากครับ เรายังสามารถปรับบาลานซ์เสียงหูซ้ายหูขวาได้ด้วย
โปรเกรส: ของม่อนเจ๋งมากอะ (ยิ้ม) ถ้าเป็นของผมคงเป็นโทรศัพท์มือถือที่ใช้เข้าฉากครับ มันยังเปิดใช้งานได้ แถมผมยังลองกดเปิดกล้องถ่ายรูปเล่นได้อยู่เลยครับ
แอลม่อน: เรื่องโทรศัพท์ผมก็มีเหมือนกันครับ! เป็นโทรศัพท์ปุ่มกดรุ่นที่ฮิตมากๆ ในยุคนั้น ผมยังกดเล่นเกมงูกับเกมยิงเครื่องบินอวกาศได้อยู่เลย แถมความพีคคือมันยังโทรออกได้จริงๆ ด้วยนะ เสียงชัดมาก ผมลองโทรเข้าเครื่องตัวเองแล้วกดรับสายคุยดู คือเสียงใสแจ๋วเลยครับ
โปรเกรส: ของผมก็โทรได้นะ วันนั้นผมลองโทรหาแม่ด้วย (หัวเราะ)
ถ้าให้ลองสวมบทเป็น “โก๋หนึ่ง” และ “โก๋สอง” แล้วเลือกเพลงยุค 90 ให้ตัวเอง และอีกหนึ่งเพลงส่งต่อให้อีกฝ่าย จะมอบเพลงไหนให้คะ
แอลม่อน: ถ้าโก๋สองเลือกให้โก๋หนึ่ง จะเลือกเพลง “YEAh! YEAh!” ของวง Y NOT 7 ครับ แต่ถ้าเพลงที่โก๋สองเลือกให้ตัวเองก็เพลง “เทวดาเดินดิน” ครับ
โปรเกรส: ใช่ๆ เพราะมีแฟนคลับตัดคลิปให้แอลม่อนแล้วใส่เพลงเทวดาเดินดินเยอะมาก เพราะหน้าเขาเหมือนดารายุค 90 เลย ส่วนเพลงที่โก๋หนึ่งเลือกให้โก๋สอง น่าจะเป็นเพลง “ส้มหล่น” ของวง ไมโคร ครับ มันเข้ากับชื่อเรื่องดี ส่วนเพลงที่เลือกให้ตัวเอง เอาเป็นทุกเพลงของวงคาราบาวละกันครับ
แอลม่อน: งั้นผมขอเลือกเพลงให้โก๋หนึ่งเพิ่มอีกเพลง อันนี้ไม่รู้ว่าเข้าข่ายยุค 90 ไหมนะ แต่ผมว่าคาแรกเตอร์โก๋หนึ่งต้องเป็นฟีลแบบเพลง “ศักดิ์เอ๋ย” ของวง Big Ass ครับ ฟีลจะห้าวๆ หน่อย
โปรเกรส: (หัวเราะ) งั้นผมขอเอาเพลงนี้ด้วยละกัน เพลง “ทิ้งไว้ในใจ” ของวง Big Ass ครับ มันมีพาร์ตที่เข้ากับเนื้อเรื่องช่วงหนึ่งพอดี แต่ไม่บอกหรอกว่าเป็นตอนไหน ต้องปล่อยให้แฟนๆ ไปรอลุ้นเดากันเองครับ
พูดถึงบรรยากาศในกองหน่อย ทำงานกับเพื่อนๆ ในกองนี้เป็นอย่างไรบ้าง
โปรเกรส: ผมรู้สึกว่าการได้มาทำงานกับแก๊งนี้เป็นอะไรที่เปิดโลกเหมือนกันครับ ทุกคนดูเก่งกันมากๆ จนช่วงแรกผมแอบกดดันตัวเองเหมือนกันนะว่าจะทำได้แบบเขาไหม แต่พอได้อยู่ด้วยกันจริงๆ ผมชื่นชมทุกคนเลย อย่าง เคน (กันต์ธีร์ ลิมปิติกรานนท์) เขาเป็นคนที่ตั้งใจมาก ทำการบ้านมาละเอียดสุดๆ มันมีวันหนึ่งที่บทของเคนยาวมาก เป็นคิวถ่ายที่โหดสำหรับเขาเลย
แอลม่อน: จะบอกว่าไม่มีซีนไหนในเรื่องที่บทของพวกเราจะยาวได้เท่าเคนแล้วครับ (หัวเราะ) ในแต่ละซีนนี่คือยาวครึ่งกระดาษ A4 เลย
โปรเกรส: ใช่ครับ ยาวแถมวันนั้นมีหลายซีนมาก คืนนั้นผมนอนห้องเดียวกับเคนก็เลยได้ช่วยเขาต่อบท ทำให้เห็นเลยว่าเขาเป็นคนที่จำไวและสมาธิดีมาก ส่วน พอล (ธนัน โลหะวัฒนกุล) เขาก็ตั้งใจมากแต่แอบกดดันตัวเองไปนิด บางทีพอลก็ชอบมาเปิดใจคุย Deep talk กับผม แต่พูดได้คำเดียวเลยว่าไม่มีใครเหมาะสมกับบท “อชิ” ได้ดีเท่าพอลอีกแล้ว คาแรกเตอร์ตรงกับตัวเขามากจริงๆ
แอลม่อน: ผมรู้สึกว่าเพื่อนๆ ทุกคนตั้งใจเหมือนกันหมดเลยครับ และทุกคนได้พัฒนาตัวเองขึ้นมากๆ จากซีรีส์เรื่องนี้ เพราะบทของแต่ละคนก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย เก่งกันทุกคน ชื่นชมมากๆ ครับ
โปรเกรส: สิ่งที่ผมได้จากเพื่อนๆ กลุ่มนี้คือการเรียนรู้วิธีการเข้าหาคนใหม่ๆ ว่าทำอย่างไรเราถึงจะสนิทกันได้เร็ว เพราะบางคนเขาเป็นรุ่นพี่ แรกๆ ผมก็แอบเกร็งนะ แต่หลังๆ เริ่มหายเกร็งแล้ว เพราะพี่ๆ เขาทำตัวไม่ค่อยเหมือนรุ่นพี่เท่าไหร่ โดยเฉพาะพอล (หัวเราะ) จริงๆ เขาอายุมากกว่าผม แต่สุดท้ายกลายมาเป็นเพื่อนกันเฉยเลย เพราะพอลเขาชอบวางตัวกลมกลืนไปกับน้องๆ
แอลม่อน: พอลเขาเหมือนเด็กครับ (ยิ้ม)
โปรเกรส: ใช่ครับ แต่สุดท้ายมันทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการเข้าหาคนอื่น และพอเราได้เข้าซีนด้วยกันบ่อยๆ ก็ยิ่งทำให้พวกเรารู้ใจกันมากขึ้นครับ
แอลม่อน: วิธีการทำงานของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลยครับ ทำให้ผมได้เรียนรู้ความหลากหลายจากเพื่อนๆ แต่ละคนที่มีความคิดต่างกันไป อย่างพอลเนี่ย ถึงภายนอกเขาจะดูเป็นคนที่ร่าเริง ยิ้มแย้มตลอดเวลา แต่พอได้มานั่งคุยกันจริงๆ เขาก็มีมุมจริงจังและมุมลึกซึ้งในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกัน
โปรเกรส: พอได้มาอยู่ตรงจุดนี้ จึงทำให้เรารู้ตัวเลยว่าเราโตขึ้นในทุกๆ วัน เพราะฉะนั้นเราเลยต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่งั้นเราก็จะหยุดอยู่กับที่ครับ

มาพูดถึงผู้กำกับคนเก่งอย่าง “พี่นิว-ศิวัจน์” กันบ้าง การทำงานร่วมกับพี่นิวเป็นอย่างไรบ้างคะ
โปรเกรส: ผมกับพี่นิวเจอกันบ่อยมากตั้งแต่ช่วงที่ผมเข้าวงการแรกๆ เลยครับ แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาร่วมงานกันจริงๆ ตอนแรกที่เข้ามาอยู่ GMMTV ผมก็แอบลุ้นแอบสงสัยนะว่าเราจะได้เจอผู้กำกับคนไหนกันนะ แต่สุดท้ายพอรู้ว่าเป็นพี่นิว ผมรู้สึกโชคดีมากครับ พี่นิวเป็นคนที่เก่งมาก เวลาบรีฟบทเขาจะพูดสั้นๆ แต่ทำความเข้าใจได้เคลียร์มาก สั้นจนบางทีผมแอบงงว่า “อ้าว อันนี้คือบรีฟเสร็จแล้วเหรอพี่” (หัวเราะ) แต่กลายเป็นว่าพอสั่งคัตแล้วเราเล่นออกมาได้และเข้าใจซีนนั้นจริงๆ อย่างซีนอารมณ์หนักๆ พี่นิวแทบไม่บรีฟอะไรพวกผมสองคนยาวๆ เลยครับ เขาจะเดินมาบอกแค่คำว่า “สติ” แค่นั้นเลย แต่ถ้าตรงไหนที่เราไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะเดินไปถามเขาตรงๆ ซึ่งสุดท้ายพี่นิวก็สามารถเค้นและพาเราเล่นไปถึงจุดที่ตัวละครควรจะไต่ไปถึงได้ครับ
แอลม่อน: พี่นิวเป็นคนน่ารัก ทำงานด้วยง่ายและชิลมากครับ เวลาถ่ายทำแล้วมีช่วงที่ต้องย้ายโลเคชัน หรือช่วงที่รอทีมงานเซตฉาก พี่นิวเขาก็จะพาเด็กๆ นั่งรถออกไปหาของกินอร่อยๆ นอกสถานที่ตลอด น่ารักมากครับ
โปรเกรส: แล้วคาแรกเตอร์เขาตรงกับชื่อฉายาเขาจริงๆ นะครับ “อโลนนิว” (aloneww) ที่แปลว่า Alone จริงๆ เวลากลับบ้านก็กลับคนเดียว มาคนเดียว แต่อยู่กับพี่นิวแล้วพวกเราสบายใจมาก พี่นิวเหมือนพ่อผมเลยครับ แม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน พี่นิวก็กินเหมือนผมเป๊ะ ผมเป็นคนกินเผ็ด พี่นิวก็กินเผ็ดเหมือนกัน เขากินทุกอย่างเหมือนผมจนผมแอบแซวในใจว่า “เอ๊ะ หรือพี่นิวเป็นพ่อผมจริงๆ” (หัวเราะ) แต่อยู่กับเขาแล้วรู้สึกว่าเขาเป็นเซฟโซนที่ดีของพวกเราจริงๆ ครับ
คิดว่า “พัฒนาการทางการแสดง” ที่เด่นชัดที่สุดของแต่ละคนจากซีรีส์เรื่องนี้คืออะไร
โปรเกรส: ของผมคือเรื่อง “สมาธิ” ครับ ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้เราถ่ายทำกันแต่ในโลเคชันที่อากาศร้อนมากๆ เพราะฉะนั้นสมาธิต้องนิ่งและดีมากจริงๆ ถ้าสมาธิหลุด ไดอะล็อกเราก็ไม่ได้ และการแสดงก็จะออกมาไม่ดีด้วย อีกอย่างที่ได้เรียนรู้คือ “เสียง” สำคัญมากครับ มีอยู่ประมาณคิวสองคิวที่ผมไม่สบายแล้วเจ็บคอมาก ถามว่าพาร์ตแอ็กติ้งเล่นดีไหม มันไม่ได้แย่ครับ แต่เพราะคาแรกเตอร์ของโก๋หนึ่งเขาต้องใช้โทนเสียงสูง พอวันนั้นผมต้องเค้นเสียงสูงทั้งที่เจ็บคอ เสียงมันเลยแหบและเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างชัดเจน เหตุการณ์นั้นเลยทำให้ผมรู้เลยว่าเราต้องหันมาดูแลตัวเองและรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ
แอลม่อน: สำหรับผม พอได้มาอยู่ในกองซีรีส์เรื่องนี้ ทำให้ “มายด์เซต” ของเราเปลี่ยนไปเลยครับ เรารู้สึกว่าตัวเองต้องโตขึ้นได้แล้วในฐานะนักแสดง เรียนรู้ว่าหน้าที่รับผิดชอบของเราคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่นักแสดงที่ดีควรปฏิบัติในการทำงานร่วมกับส่วนรวมครับ
การเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ คิดว่าสิ่งไหนคือ “ความท้าทาย” ที่สุดที่ต้องเจอ
โปรเกรส: มันยากและท้าทายหลายเรื่องเลยครับ อย่างแรกคือเรื่องการจัดสรรเวลา เพราะเราต้องเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย ซึ่งทั้งสองอย่างมันคือหน้าที่รับผิดชอบหลักของเราที่เราทิ้งไม่ได้ ส่วนในพาร์ตของการทำงาน ความยากคือการที่เราได้มาเล่นซีรีส์ในฐานะตัวหลัก มันเลยมีความกดดันอยู่พอสมควรครับ ลึกๆ ผมก็อยากทำออกมาให้ดีที่สุด อยากให้ซีรีส์เรื่องนี้ปัง และอยากพาทุกคนที่เหนื่อยมาด้วยกันเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน ถ้าจะประสบความสำเร็จก็อยากให้เราสำเร็จไปด้วยกันครับ
แอลม่อน: ท้าทายหลายอย่างจริงๆ ครับ การได้เข้าวงการมาทำให้เราได้รับประสบการณ์การทำงานที่จริงจังก่อนเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ได้ลองทำนู่นทำนี่ในแบบที่เด็กวัยนี้ไม่ค่อยได้ทำ มันก็สนุกและเปิดโลกดีครับ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องเรียนที่เราต้องรับผิดชอบให้ดีควบคู่กันไปด้วย ส่วนในมุมของแฟนคลับ ตอนนี้หลายคนอาจจะยังมองว่าผมยังเด็ก มีฟิลเตอร์มัมหมีเอ็นดูเป็นลูกเป็นหลานกันอยู่ (ยิ้ม) ซึ่งจริงๆ บางครั้งผมก็แอบอยากให้ทุกคนได้เห็นมุมมองใหม่ๆ หรือมุมที่โตขึ้นของผมเหมือนกันครับ แต่อาจจะต้องขอเวลาให้ผมได้โตกว่านี้อีกนิดนึงนะครับ (หัวเราะ)
จากวันแรกที่ได้มาร่วมงานกัน จนจับมือเดินทางมาถึงวันนี้ ทั้งสองคนเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการอะไรในตัวของอีกฝ่ายที่ชัดเจนที่สุดบ้างไหมคะ
โปรเกรส: ผมยกให้เป็นเรื่อง “การจัดการเวลา” แล้วกันครับ ปกติม่อนเขาเป็นคนที่บริหารเวลาได้ดีอยู่แล้วนะ แต่พอต้องมาทำงานในซีรีส์เรื่องนี้ ทุกอย่างมันต้องมีระเบียบวินัยมากขึ้นไปอีก ต้องพร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ หรือสถานการณ์หน้างานที่ปรับเปลี่ยนไปในแต่ละคิว ซึ่งในพาร์ตนี้ม่อนเขามีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ เลยครับ
แอลม่อน: ผมว่าโปรเกรสเปลี่ยนไปหลายอย่างเหมือนกันนะครับ แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยคือเรื่อง “กระบวนการทำงาน” โปรเกรสเขามีความอดทนมากขึ้นสูงมาก ไม่งอแงกับอุปสรรคในกองเลย เขารู้จักกาลเทศะ รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ และมีความเป็นมืออาชีพขึ้นเยอะมากครับ
ในฐานะที่เป็นทั้งพาร์ตเนอร์ในการทำงาน และมิตรภาพความเป็นเพื่อน มีวิธีดูแลความรู้สึกหรือรักษาความสัมพันธ์อย่างไร
โปรเกรส: สำหรับผมคือควรมีสเปซให้กันอย่างพอดี ผมมองว่าเราควรจะมีพื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน อย่างเรื่องไหนที่ผมรู้สึกว่าต้องเตือนต้องห้าม ผมก็จะบอกเขาตรงๆ แต่บางเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ผมก็จะไม่เข้าไปก้าวก่าย เพราะในชีวิตจริงเราทำงานด้วยกัน เป็นพาร์ตเนอร์กัน การเว้นสเปซให้ต่างคนต่างได้ไปใช้ชีวิตแบบปล่อยฟรีบ้าง มันช่วยให้เราไม่เกร็งและไม่ต้องมารู้สึกเครียดกดดันกันตลอดเวลาครับ
แอลม่อน: ของผมคือ “การเปิดใจคุยกัน” ครับ ผมกับโปรเกรสเวลามีอะไรเราจะเคลียร์กันตลอด ถ้าเกิดมีจุดไหนที่รู้สึกไม่โอเค หรือมีเรื่องไหนที่ยังไม่เข้าใจกันตรงไหน เราจะเลือกพูดคุยกันตรงๆ ทันที เพราะงั้นที่ผ่านมาเฟรนด์ชิปมาราธอนระหว่างพวกเรามันเลยราบรื่นและไม่มีปัญหาอะไรที่ค้างคาใจกันเลยครับ
โปรเกรส: ถ้าเป็นเรื่องที่อยากบอก… ก็อยากขอบคุณม่อนที่ตั้งใจทำงานร่วมกันมาตลอดนะ เราผ่านอะไรหลายๆ อย่างมาด้วยกันเยอะมาก และขอบคุณจริงๆ ที่เราได้ก้าวเข้ามาเติบโตในบ้าน GMMTV ด้วยกันครับ
แอลม่อน: ผมเองก็ต้องขอบคุณโปรเกรสเหมือนกันครับ ขอบคุณที่เขาเป็นคนที่ส่งต่อความรักและความปรารถนาดีให้แก่คนรอบข้างเสมอ เพราะในการทำงานจริงๆ ไม่ได้มีแค่เขาและผมสองคน แต่เราต้องทำงานร่วมกับพี่ๆ ทีมงานและคนอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งโปรเกรสเขาเป็นคนที่น่ารักและส่งเอ็นเนอร์จีที่ดีกับทุกคน ผมรู้สึกขอบคุณและประทับใจในส่วนนี้ของเขามากๆ ครับ

คุยพาร์ตจริงจังกันเยอะแล้ว มีวีรกรรมฮาๆ หรือมุมโก๊ะๆ น่ารักๆ ของอีกฝ่ายที่ยังไม่เคยเล่าที่ไหน แล้วอยากแชร์ให้แฟนๆ ฟังบ้างไหมคะ
โปรเกรส: ล่าสุดคือเรื่องสกิลการพูดจาเลยครับ (หัวเราะ) พักหลังๆ มานี้ผมไม่รู้ว่าม่อนไปสรรหาคำพูดแต่ละอย่างมาจากไหน คือเขาเป็นคนหัวไวมาก สามารถคิดคำนี้มาต่อประโยคนั้น สลับไปประโยคนี้ได้แบบที่ผมคิดตามไม่ทันเลย จนผมแอบคิดในใจว่า “เฮ้ย! ทำได้ยังไงอะ” เขาเก่งมากนะ สกิลนี้เลียนแบบได้ยากนะ เพราะมันออกมาจากอินเนอร์ตามธรรมชาติของเขาเลย
แอลม่อน: ถ้าเป็นมุมตลกๆ ของโปรเกรส จริงๆ เขาก็มีขายขำให้เห็นอยู่ตลอดเวลาเลยครับ ส่วนพาร์ตน่ารักๆ อ้อนๆ ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน… แต่ว่าเขาเลือกที่จะแสดงมุมน่ารักแบบนี้ให้ผมเห็นแค่คนเดียวเท่านั้นแหละครับ (ยิ้ม)
นอกจากการแสดง มีพาร์ตไหนในวงการบันเทิงที่อยากลองทำอีกไหม
โปรเกรส: จริงๆ ผมอยากลองเป็น “ทีมอาร์ต” ดูครับ (ยิ้ม) รู้สึกว่าเบื้องหลังการจัดฉาก จัดพร็อพดูน่าสนุกดี แต่พอผมลองไปเลียบๆ เคียงๆ ถามพี่ๆ ทีมงานในกองดู เขารีบเบรกทันทีเลยว่า ‘อย่าเลยน้อง เป็นนักแสดงไปนั่นแหละดีแล้ว!’ (หัวเราะ) แต่อีกงานหนึ่งที่ผมอยากทำจริงๆ และอยากลองพัฒนาตัวเองต่อไปก็คือ “งานเพลง” ครับ อยากมีโอกาสได้ร้องเพลงให้แฟนๆ ฟังครับ
แอลม่อน: ส่วนของผม จะชอบพาร์ตที่เกี่ยวกับ “การทำโชว์” ครับ ไม่ว่าจะเป็นการเพอร์ฟอร์มบนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ๆ หรือจะเป็นงานสายแฟชั่นโชว์อะไรพวกนี้ ผมรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่ได้ปลดปล่อยเอ็นเนอร์จีอีกแบบ และน่าสนุกท้าทายดีครับ
สิ่งที่อยากลองทำในบ้าน GMMTV ในฐานะที่เป็นน้องใหม่ในบ้าน GMMTV มีโปรเจกต์ หรือกิจกรรมไหนของค่ายที่อยากลองทำบ้างไหมคะ
โปรเกรส: อยากเป็นผู้ถือหุ้นใน GMMTV ครับ (หัวเราะ) แล้วก็อยากเป็น Artist Manager ครับ
แอลม่อน: อยากมีโอกาสได้ขึ้นไปเพอร์ฟอร์มบนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่อย่าง LOL (Love Out Loud Fan Fest) ร่วมกับพี่ๆ คนอื่นบ้าง และมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองสักครั้งครับ แค่นั้นเลยจริงๆ ที่ผมอยากทำในบ้านหลังนี้ (ยิ้ม)

เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายกันแล้ว อยากให้แอลม่อนและโปรเกรสฝากผลงานซีรีส์เรื่องล่าสุดนี้
แอลม่อน / โปรเกรส: พวกเราขอฝากซีรีส์เรื่อง “ต้นส้มอยู่บ้านเขา แต่ผลส้มหล่นมาบ้านเราตลอดเลย (When Oranges Fall)” ไว้กับแฟนๆ ทุกคนด้วยนะครับ ติดตามชมความสนุกกันได้ทุกวันพุธ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และสามารถรับชมย้อนหลังแบบฟินๆ ได้ที่แอป oneD ที่เดียวเท่านั้น ในเวลา 21.30 น. ครับ มาร่วมลุ้นและให้กำลังใจพวกเราไปพร้อมๆ กันเยอะๆ นะครับ!
Entertainment Editor : AuAi
Interview : Nattakarn Saekhoo
Text : Nattakarn Saekhoo, Witinan Tangthong
Photo : Krittee Pongseree
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
TATA SMTR25 เด็กไทยผู้เดินตามความฝัน กับความท้าทายและเส้นทางการเติบโตเป็นศิลปินในประเทศเกาหลี






