P.O.P กับ 28 ปีบนเส้นทางดนตรี และการขับเคลื่อนครั้งสำคัญสู่คอนเสิร์ตใหญ่
“P.O.P GO”
“หากพูดถึงดนตรีที่มีส่วนผสมของความละเมียดละไม ท่วงทำนองที่ปลอบประโลมหัวใจ และเนื้อหาที่เติบโตไปพร้อมกับวัยของคนฟัง ชื่อของวง P.O.P (Period of Party) อยู่ในอันดับต้นๆ ของทำเนียบวงดนตรีของเมืองไทย จากจุดเริ่มต้นที่คิดว่าเป็นเพียง “โปรเจ็กต์เฉพาะกิจ สู่การเดินทางอันยาวนานกว่า 28 ปี ที่เต็มไปด้วยมิตรภาพที่ไม่มีวันจางหาย
วันนี้ นภ พรชำนิ, ก้อ – ณฐพล ศรีจอมขวัญ, สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ และเจอรี่-ศศิศ มิลินทวณิช กลับมารวมตัวกันภายใต้คำสัญญาที่ว่า “ครั้งนี้เราจะเดินเดียงข้างด้วยกันตลอดไป” บทสัมภาษณ์นี้จะพาคุณย้อนไทม์แมชีนไปจุดเริ่มต้น สู่เบื้องหลังความสำเร็จ และการขับเคลื่อนครั้งสำคัญกับคอนเสิร์ตใหญ่ที่ทุกคนรอคอย… “P.O.P GO”

ย้อนไทม์แมชีนเส้นทางดนตรีกันสักนิด คือ…พี่เจอรี่และพี่ก้อจบดนตรีโดยตรงจาก Berklee College of Music อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้จริงจังกับเรื่องดนตรีขนาดนี้
เจอรี่ : ผมกับก้อเรียนดนตรีที่เดียวกันที่ Berklee College of Music ครับ ตอนเรียนเราก็ได้เจอกัน แรงบันดาลใจของผมเริ่มจากการที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Steve Vai มือกีตาร์ที่ผมชื่นชอบ เขาเคยเรียนที่นั่น จุดนั้นเลยทำให้ผมอยากไปเรียนดนตรีที่ Berklee บ้างครับ
ก้อ : สำหรับผมมันคือความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กครับ ผมรู้ตัวว่าชอบด้านดนตรีตั้งแต่อยู่ ป.4 หรือประมาณ 10 ขวบ เรามั่นใจแล้วว่านี่คือสิ่งที่อยากทำในชีวิต แต่ต้องใช้เวลากว่าหลายปีเลยครับกว่าจะขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ได้ เพราะสมัยก่อนท่านอยากให้ทำธุรกิจมากกว่า กลัวว่าลูกจะอดตาย (หัวเราะ) ยุคนั้นคนทำอาชีพดนตรีมักถูกมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกินที่ไม่ค่อยมั่นคงเท่าไร แต่พอได้คุยจนท่านอนุญาต ผมก็ได้ไปเรียนที่ Berklee ซึ่งวันแรกที่เข้าคลาสเรียนผมก็เจอพี่เจอรี่เลยครับ
โมเมนต์ที่เจอเพื่อนคนไทยด้วยกันในต่างแดนตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
ก้อ : จำได้ว่าตอนนั้นพี่เจอรี่ผมยาวมาก เดินสวนกันมา ผมเลยทักเขาไปว่า “สวัสดีครับ คนไทยใช่ไหมครับ” พี่เจอรี่ตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่ครับ” แล้วก็เดินผ่านไปเลย (หัวเราะ)
เจอรี่ : จริงๆ ผมไม่ได้เดินผ่านไปเฉยๆ นะครับ กำลังจะตอบอยู่ แต่มันเป็นมุกน่ะครับ (ยิ้ม)
ก้อ : ตอนนั้นดีใจมากครับที่ได้เจอคนไทยด้วยกัน ผมเป็นรุ่นน้องพี่เจอรี่ครับ
เจอรี่ : ใช่ครับ ตอนนั้นผมยาวกว่านี้เยอะเลย

อะไรที่ทำให้เด็ก ป.4 ในวันนั้นมั่นใจว่าอยากเป็นนักดนตรีคะ
ก้อ : ตอนนั้นอยู่ ป.4 ผมเริ่มซื้อเทปเพลง ผมเก็บเงินค่าขนมแทนการเอาไปซื้อของเล่น ได้ครบเมื่อไหร่ก็รีบไปซื้อเทปมาฟัง ฟังจนรู้สึกชอบมาก จำได้ว่าระหว่างที่นั่งเรียนอยู่ในห้องที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ตาผมมองกระดานดำนะ แต่ในสมองคือฝันกลางวันไปแล้วว่ากำลังเล่นดนตรีอยู่บนเวทีกับเพื่อนๆ เป็นแบบนี้ตลอดเวลา จนทำให้รู้ว่านี่คือสิ่งที่อยากทำจริงๆ ผมเริ่มขอคุณพ่อคุณแม่เรียนเปียโน ท่านก็สนับสนุน พอเรียนไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือสิ่งที่เรารักและมีแพสชั่นกับมันมากๆ ครับ
ด้านพี่นภที่เป็นหนุ่มวิศวะสายวิทย์ ชีวิตพลิกผันมาเป็นนักดนตรีได้อย่างไร
นภ : จริงๆ ผมไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นศิลปินตัวจริงสักเท่าไหร่ครับ เพราะเพื่อนๆ ทุกคนเก่งกันหมด ผมแค่เข้ามาช่วยตั้งแต่เริ่มต้น คือทุกคนที่ Bakery Music เก่งกันมาก ผมแค่มาช่วยร้องเพลง ช่วยแต่งเพลง ตอนแรกทำเป็นเหมือนงานอดิเรกเพราะผมไม่มีพื้นฐานด้านดนตรีมาเลย ผมเรียนสายวิศวกรมา ใจคิดแค่ว่าอยากเอาความรู้ด้านวิศวะมาช่วยจัดระบบที่ค่าย Bakery Music ให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ปรากฏว่าช่วงนั้นได้เจอโต้ง (มณเฑียร) และก้อ เลยชวนกันทำเดโม่เพลง “ไม่มี” กับเพลง “แค่ได้พบเธอ” แล้วนำไปให้พี่สมเกียรติฟัง นั่นคือจุดเริ่มต้นการทำงานของ P.O.P ในปี 1998 ครับ ถือเป็นการทำงานเพลงแบบมืออาชีพครั้งแรกของผมเลย เพราะต้องทำเองเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่แต่งเพลง ผลิตเพลง ไปจนถึงออกเดินสายทัวร์ทั่วประเทศ ทำให้เราเข้าใจเลยว่าการทำงานแบบศิลปินที่แท้จริงต้องทุ่มเทมากแค่ไหน และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ
เคยอ่านเจอว่าพี่นภเป็นคนไม่ชอบร้องเพลง ขนาดคาราโอเกะยังไม่ร้องเลย จริงไหมคะ
นภ : ใช่ครับ ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ชอบร้องเพลง (ยิ้ม)
ก้อ : ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ร้องคาราโอเกะเลยครับ (ยิ้ม)
นภ : ผมไม่เคยชอบร้องเพลงเลยครับ ผมชอบฟังเพลงมากกว่า แต่เมื่อต้องทำหน้าที่เป็นนักร้อง ผมอยากนำเสนอในมุมที่ตัวเองเป็นนักดนตรีคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเสียงร้อง เพื่อนๆ ในวงก็ทำหน้าที่ของตัวเอง เจอรี่เล่นกีตาร์ ก้อเล่นเบส พี่สมเกียรติทำโปรแกรมมิ่ง ส่วนผมก็ทำหน้าที่ใช้เสียงร้องในการสื่อสารผลงานของพวกเราครับ
แล้วพี่สมเกียรติล่ะคะ ทำไมถึงสนใจงานดนตรีรีมิกซ์ จนเรียกว่าเป็นผู้บุกเบิกในเมืองไทย
สมเกียรติ : ในช่วงประมาณปี 1989 (10 ปีก่อนจะมีวง P.O.P) ตอนที่ผมทำอยู่ที่ Smile Radio แรงจูงใจสำคัญคือยุคนั้นในไทยยังไม่มีเพลงแนวนี้ครับ ผมชอบเพลงที่มีความแปลกใหม่ มีความเป็นเพลงเต้นรำ ผมเริ่มจากการทำเพลงรีมิกซ์ นำเพลงเก่ามาปรับจังหวะให้เป็นเพลงเต้นรำ ทำไปจนกระทั่งรวมตัวกันกลายเป็น Bakery Music จนได้มาเจอเพื่อนๆ จุดเริ่มต้นจริงๆ เริ่มจากชุด Z-MYX ที่ได้เจอนภกับโต้ง พูดง่ายๆ คือผมเริ่มจากศูนย์ แต่มีน้องๆ มาช่วยทั้งดนตรี คำร้อง และทำนอง คือเราสามคนทำกันมาก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ได้รู้จักก้อและเจอรี่ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทีมงานเบื้องหลังที่เหนียวแน่นครับ
นภ : เรียกว่าตอนนั้นเราเป็น Music Production Team กันครับ
สมเกียรติ : มันยากตรงที่ผมไม่ได้เป็นนักดนตรี แต่ผมมีความอยากทำเพลงในแนวที่เราอยากได้ยิน ซึ่งยุคนั้นมันไม่มี ผมโชคดีที่ได้น้องรัก 2-3 คนนี้มาช่วยทำให้มันเกิดขึ้นครับ

ย้อนกลับไปปี 1998 จุดเริ่มต้นของวง P.O.P เกิดขึ้นได้อย่างไร
ก้อ : ช่วงนั้นผมกับพี่โต้งนั่งทำเพลงด้วยกันทุกคืนที่ Bakery Music เพื่อหาโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ครับ ตอนนั้นพี่นภมาช่วยงานด้าน PR อยู่ ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยแย่มาก บริษัทต้องการโปรดักต์ใหม่เพื่อสร้าง Cash Flow พี่นภเห็นวิกฤตตรงนั้น และรู้ว่าผมกับพี่โต้งแต่งเพลงกันอยู่ทุกวัน เช้าวันหนึ่งพี่นภเลยเรียกผมกับพี่โต้งมาคุยในห้องประชุมโต๊ะกลม ซึ่งวันนั้นพวกผมกำลังเตรียมตัวจะไปเล่นคอนเสิร์ตกับวง Modern Dog พี่นภบอกว่า “เรามาทำโปรเจ็กต์ด้วยกันดีกว่า” เพราะบริษัทกำลังต้องผลงานใหม่ๆ ผมกับพี่โต้งก็ไม่ได้เป็นนักร้องอยู่แล้ว ร้องเพลงก็ไม่เป็น แต่พอมีพี่นภที่ร้องเพลงอยู่แล้ว มันเป็นการผสมผสานที่ลงตัวพอดี เราเลยลองทำดูสักหนึ่งโปรเจ็กต์ คิดว่าทำโปรเจ็กต์นี้เสร็จปุ๊บก็จะกลับไปทำงานเบื้องหลังต่อ ปรากฏว่าผ่านมา 28 ปีแล้ว เราก็ยังเป็น P.O.P อยู่ครับ
จากที่คิดว่าแค่จะมากู้วิกฤตบริษัท ทำไมถึงทำต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้
นภ : ผมรู้สึกว่ามันลงตัวเหมือนชื่อวงเลยครับ จริงๆ P.O.P มาจากคำว่า Pop แล้วเราใส่จุดเข้าไป พี่ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน (Creative Director) บอกว่ามันควรจะมีความหมายแฝงนะ เลยกลายเป็น Period of Party หมายถึงการมารวมกลุ่มกันเมื่อถึงเวลาเท่านั้น เป็นจุดรวมตัวเฉพาะกิจเพราะอยากจะช่วยเบเกอรี่มิวสิค ตอนแรกเราคิดว่าเป็นโปรเจ็กต์พิเศษแล้วคงหายไป P.O.P เลยมักจะ “ผลุบๆ โผล่ๆ” มาตลอด โปรเจ็กต์แรกเราก็ได้เจอรี่มาช่วยทัวร์และเล่นกีตาร์ให้ เราทำงานกันโดยไม่เคยคิดว่าเป็นวงถาวรเลย จนมาภายหลังถึงได้รับรู้ว่าพวกเรามีแฟนเพลงที่เหนียวแน่นมาก และพวกเขาก็อยากเห็นพวกเราทำงานร่วมกันไปตลอด แม้แต่ละคนจะมีโปรเจ็กต์ส่วนตัว เจอรี่มีวง 2 Days Ago Kids พี่สมเกียรติมีงานโปรดิวซ์ ผมเองก็มีงานเดี่ยว แต่จากนี้ไป P.O.P จะไม่แยกจากกันแล้วครับ พวกเราทั้ง 4 คนจะรวมตัวกันเป็น Period of Party แบบนี้ตลอดไป
สมเกียรติ : หลังจากชุดแรก เรามีโอกาสโปรดิวซ์เพลงให้กับโหน่ง (พิมพ์ลักษณ์) ซึ่งผลงานนั้นออกมาสุดยอดมาก มันมีความเป็น P.O.P ในเวอร์ชันโหน่ง เป็นงานโปรดิวซ์หนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ครับ
ก่อนจะมาเป็นชื่อ P.O.P มีชื่ออื่นที่เกือบได้ใช้ไหม
นภ : มีชื่อ TNK ครับ มาจาก โต้ง-นภ-ก้อ และอีกชื่อคือวง “Menu” (เมนู) ครับ
28 ปีที่ผ่านมา ความสนุกของการเป็นศิลปินในยุคนั้นมีโมเมนต์อะไรที่ประทับใจและหาได้ยากในยุคนี้บ้าง
นภ : P.O.P เกิดขึ้นเพื่อสร้างกลุ่มแฟนเพลงที่เหนียวแน่นของ Bakery Music ขึ้นมาใหม่ วิธีคิดของเราคืออยากทำเพลงป็อปที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน แฟนเพลงกลุ่มนี้จึงอยู่กับเรามาตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ผ่านไป 28 ปีแล้ว ทุกครั้งที่เล่นคอนเสิร์ต ผมสัมผัสได้เลยว่าเพลงของ P.O.P เติบโตไปพร้อมกับพวกเขา บางคนตอนนี้เป็นคุณหมอ พยาบาล ครู หรือวิศวกร ซึ่งล้วนเป็นบุคลากรสำคัญของประเทศ เพลงของเราถูกดีไซน์มาให้เป็นเพลงแห่งการค้นหาตัวเอง มีปรัชญาชีวิต จนเข้าสู่ช่วงอัลบั้มชุด Rock ที่พี่เจอรี่และพี่สมเกียรติเข้ามาเสริมทีม ภาพลักษณ์นั้นยิ่งชัดเจนขึ้น เรามีแฟนคลับกลุ่มใหม่ๆ ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาในตอนนั้น (ปี 2013) เพิ่มเข้ามา วันนี้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวัย 30+ กันหมดแล้ว เราคาดหวังว่าในการขับเคลื่อนครั้งใหม่นี้ แฟนเพลง P.O.P ทุกรุ่นจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แฟนเพลงคือแกนกลางสำคัญที่ทำให้พวกเราทำงานครับ เราทำเพื่อพวกเขามาตลอดและไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
เจอรี่ : สมัยก่อนเราต้องเดินสายไปตามรายการวิทยุหรือสำนักพิมพ์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีบ้าง แต่ที่ประทับใจที่สุดคือการไปตามร้านขายเทป ซึ่งสมัยนี้ไม่มีแล้ว บางร้านให้เราไปเล่นอะคูสติกเช่น ร้าน DJ Siam ที่พวกเราไปเล่นแล้วมีแฟนๆ มายืนรอเจอ เป็นความทรงจำที่ดีมากครับ
นภ : ตอนเปิดตัวอัลบั้มชุด Rock มีคนมายืนต่อคิวรอขอลายเซ็นที่สยามเซ็นเตอร์เยอะมาก และมีเพลงหนึ่งที่สื่อความหมายลึกซึ้งอย่างเพลง “ที่แห่งนี้” ที่เจอรี่แต่งทำนองเปียโนไว้ คุณยายของผมชอบเพลงนี้มาก ผมประทับใจมากที่เพลงของเราสามารถเข้าถึงหัวใจของคนวัย 80 ได้ เป็นครั้งแรกที่เรารู้ว่าแฟนเพลงเราไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นคุณตาคุณยายก็ชอบเพราะความอบอุ่นของเพลง ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “คู่แท้ปาฏิหาริย์” ด้วยครับ
เลือก 1 “เพลงชาติ” ประจำคอนเสิร์ตของแต่ละคนคือเพลงอะไร
นภ : สำหรับผมคือเพลง “เผลอ” ครับ แม้จะเป็นเพลงของพี่สมเกียรติ (ชุด Mr.Z Return to Retro) แต่เวลาเราเล่นด้วยกัน โดยเฉพาะสมัยที่มีโต้งอยู่ด้วย โต้งจะสะพายกีตาร์มาจ้องหน้าเจอรี่แล้วลีดกีตาร์ใส่กัน มันสนุกมากครับ ตอนนี้ไม่มีโต้งแล้ว ผมคิดถึงเขามากทุกครั้งที่ร้องเพลงนี้ ผมเลยขอเลือกเพลง “เผลอ” ครับ
เจอรี่ : ผมเลือก “แค่ได้พบเธอ” ครับ เวลาคนดูร้องท่อน “ปาดับป้า” พร้อมกัน มันสนุกมาก ผมเพิ่งมาสังเกตว่าเพลงนี้ผ่านกาลเวลามานาน แต่เวอร์ชันปัจจุบันที่เราเล่นมันเร็วขึ้นกว่าต้นฉบับเยอะเลย ทั้งที่อายุเรามากขึ้นควรจะเล่นช้าลง แต่กลายเป็นว่าเรายิ่งเล่นเร็วขึ้นเหมือนเรายิ่งเด็กลงครับ (หัวเราะ)
สมเกียรติ : ของผมเป็นเพลง “คนดี”ครับ เพลงนี้มีหลายเวอร์ชันมาก เหมือนเป็นเพลงที่ผ่านเรื่องราวกับพวกเรามาเยอะ ตั้งแต่เวอร์ชันที่ผมทำกับนภ จนมาเป็นเวอร์ชันของวงครับ
ก้อ : ช่วงแรกๆ เราปล่อยเพลงออกมาเยอะ ฮิตบ้างไม่ฮิตบ้าง แต่ที่แปลกคือยังไม่เคยมีเพลงไหนขึ้นอันดับ 1 เลย จนกระทั่งเพลงแรกที่คว้าอันดับ 1 ทั่วประเทศได้ คือเพลงที่พี่เจอรี่แต่งให้เราตอนที่เขายังไม่ได้มาร่วมวง คือเพลง “ที่แห่งนี้” ครับ เป็นเพลงที่ดังยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ แต่น่าแปลกที่เราไม่ค่อยได้หยิบมาเล่นในคอนเสิร์ตเท่าไหร่ ทั้งที่แฟนเพลงทุกคนรอฟัง แค่ดนตรีขึ้นทุกคนก็จำซิกเนเจอร์ได้ทันทีครับ
นภ : หลังจากนี้เราสัญญาว่าจะเล่นบ่อยขึ้นครับ ต่อไปคงได้ฟังเพลง “ที่แห่งนี้” ในทุกโชว์ของพวกเราแน่นอน
เลือก 1 เพลงที่บ่งบอกความเป็นวง P.O.P ได้ดีที่สุด
นภ : เพลง “ไม่มี” ครับ เพราะเพลงนี้ทำให้ผมคิดถึงโต้ง ตอนนี้ไม่มีเขาแล้ว…แต่เพลงนี้ยังคงเป็นซิกเนเจอร์ที่แฟนเพลง P.O.P ทุกคนรู้จักตั้งแต่วันแรก ส่วนในยุคที่สอง ผมมองว่าเป็นเพลง “ได้ยินความรักบ้างไหม” ครับ เป็นช่วงที่ P.O.P มีกัน 5 คนและช่วยกันแต่ง เป็นเพลงที่มีความหมายดีมากในชุด Rock ส่วนเพลงในอัลบั้มใหม่จะเป็นเพลงไหน อยากให้รอติดตามกันครับ

ความทรงจำที่มีต่อโต้ง-มณเฑียรสมาชิกคนสำคัญที่คิดถึง
สมเกียรติ : โต้งเป็นเหมือนน้องรักและเป็นเพื่อนของผม วันแรกรู้จักกันผ่านป๊อด (Modern Dog) โต้งเข้ามาทักทายและแนะนำตัว แล้วหลังจากนั้นก็เข้ามาที่ห้องอัดช่วยผมทำงานเลย คือเราคุยกันถูกคอจนกลายเป็นเพื่อนกัน นอกจาก บอย สุกี้ และเรียกว่าเขาคือเพื่อนคนแรกใน Bakery Music และเป็นเหมือนคนในครอบครัวครับ
ก้อ : เรารู้จักกันมานานมากครับ พี่โต้งเป็นศิษย์เก่า Berklee เหมือนกัน ผมเจอพี่โต้งที่บอสตันก่อนจะเจอพี่เจอรี่เสียอีก พอมาที่ Bakery Music พี่โต้งเป็นคนพาผมไปรู้จักพี่สมเกียรติ และพาผมไปร่วมงานกับ Modern Dog จนได้รับงานแรกในฐานะมือเบส และที่สำคัญที่สุด พี่โต้งคือคนที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้ทำวง P.O.P ด้วยกัน เขาจึงเป็นทั้งพี่ชายและเพื่อนที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวครับ
เจอรี่ : สำหรับผมต่างออกไปนิดหนึ่งครับ เพราะผมรู้จักโต้งตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เราวิ่งเล่นมาด้วยกันตั้งแต่ก่อนจะเล่นดนตรี พ่อแม่เราสนิทกัน เราอ่านการ์ตูนด้วยกัน มีช่วงที่หายกันไปบ้างแล้วกลับมาเจอกันอีกทีตอนอายุ 15 ซึ่งต่างคนต่างไปหัดเล่นกีตาร์มาเหมือนกัน เราเลยคุยกันเรื่องกีตาร์มาตลอด จนบังเอิญไปเจอกันที่ Berklee อีกครั้ง เขาคือคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตผมเลยครับ
นภ : โต้งคือศูนย์กลางครับ เขาเชื่อมโยงศิลปินมากมายทั้งในและนอกค่าย โต้งเป็นเหมือนปูชนียบุคคลในวงการดนตรี เขาสำคัญมากๆ สำหรับ P.O.P วงเรายูนีคได้เพราะเขา ทั้งสไตล์การเล่นกีตาร์ การวางนิ้ว (Voicing) ของเขาเฉพาะตัวมาก แม้แต่เจอรี่ยังเคยบอกว่าเล่นแทนไม่ได้ เพราะโต้งจับคอร์ดในแบบของเขาคนเดียว ถึงวันนี้เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่ซาวนด์กีตาร์และความเกรี้ยวกราดแบบ “จิ๊กโก๋” ในการเล่นของเขาจะยังคงอยู่ในความทรงจำ ซึ่งความจิ๊กโก๋เนี่ยก็จะหายไปจากอัลบั้มชุดใหม่ของเรา เราก็คงจะไม่หาอะไรมาทดแทนตรงนั้น ถือว่าสิ่งที่คงไว้ตอนนี้คือ P.O.P ที่เหลืออยู่ ก็เป็นอย่างที่เป็นวันนี้ เรายังคิดถึงเขาเสมอ เหมือนอย่างที่ทุกคนคิดถึงเช่นกัน
สิ่งที่อยากบอกโต้ง
นภ : ทุกครั้งที่พวกเรา 4 คนขึ้นคอนเสิร์ต เราไม่เคยลืมที่จะให้เกียรติโต้ง เพราะเขาคือคนที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ ผมเชื่อว่าแฟนเพลงทุกคนก็คิดถึงเขา โต้งจะอยู่ในความทรงจำและอยู่ในเพลงของเราตลอดไป ทุกครั้งที่โชว์เหมือนมีเขายืนอยู่ข้างๆ เสมอ อยากให้โต้งพักผ่อนให้สบาย แล้วสักวันเราคงได้เจอกันครับ
อะไรที่ทำให้ P.O.P ยังได้รับการสนับสนุนและเดินทาง (GO) ต่อไป
สมเกียรติ : เพราะพวกเราคือเพื่อนกันและเรารักดนตรีครับ นี่คือหัวใจสำคัญ ดนตรีคือชีวิตของพวกเรา แม้ทุกคนจะมีกลุ่ม มีวงอื่นๆ ด้วย แต่ P.O.P คือกลุ่มที่สร้างอะไรด้วยกันมามากมาย ทั้งไปช่วยสร้างคนอื่น หรือร่วมสร้างกันเองเพื่องาน เป็นการสร้างสรรค์งานเพื่อความสนุก สร้างเพราะรักดนตรี อย่างการเริ่มต้นมาจากการตั้งใจช่วยบริษัท มันเป็นอะไรที่ประทับใจว่าเราได้มาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน นี่แหละคือหัวใจที่ว่าทำไมเราถึงอยู่ได้นาน ถ้าเราไม่ออกงาน เราก็ยังเล่นดนตรีอยู่
นภ : อย่างที่บอกครับ P.O.P มีแฟนเพลงที่เหนียวแน่น แม้ตลอด 20 ปีเราจะ “ผลุบๆ โผล่ๆ” ไม่ค่อยคอมมิตเท่าไหร่ (หัวเราะ) แต่ครั้งนี้ผมมั่นใจครับว่าเราจะอยู่กับพวกคุณไปตลอด เราจะทำเพลงที่เพราะที่สุดในฉบับของ P.O.P เพื่อเสิร์ฟให้ทุกคนมีความสุข แฟนเพลงคือศูนย์กลางการทำงานของเรา และเราสัญญาว่าคุณจะมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตร่วมไปกับบทเพลงของพวกเราครับ

เวลามีศิลปินรุ่นใหม่นำเพลง P.O.P ไปร้อง รู้สึกอย่างไรบ้าง
เจอรี่ : ประทับใจมากครับ ไม่คิดว่าเพลงของเราจะถูกนำไปตีความใหม่ในแบบของพวกเขาได้น่าสนใจขนาดนี้
นภ : เพลงของ P.O.P จะว่าซับซ้อนก็ใช่ แต่จะว่าไม่ซับซ้อนก็ได้ครับ เพียงแต่มีความละเอียดอ่อนในการตีความ เราไม่ค่อยได้ยินเพลงเราในผับเท่าไหร่ เพราะมันมีความยากในการนำเสนอ คนที่จะเก็ตรายละเอียดจริงๆ ต้องเป็นแฟนเพลงที่ติดตามกันมา ขอบคุณน้องๆ ศิลปินรุ่นใหม่มากที่ติดตามและนำเพลงเราไปถ่ายทอด อย่างวง 25Hours ก็เคยนำไปทำ ซึ่งผมดีใจและขอบคุณมากๆ ครับ
ในยุคที่เปลี่ยนไป มองวงการเพลงไทยอย่างไรบ้าง
สมเกียรติ : โลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติครับ ตอนนี้เราเข้าสู่ยุค AI แล้ว เพลงจากที่เป็นงานศิลปะก็เริ่มกลายเป็นเรื่องของบรรยากาศ แต่สุดท้ายการทำเพลงยังคงอยู่ที่ “คน” ครับ คนที่รักดนตรี คนที่รักการฟัง และคนที่รักการลงมือทำ สิ่งเหล่านี้จะวิ่งคู่กันไปเสมอครับ
ฝากถึงเพลงและอัลบั้มใหม่หน่อยค่ะ
ก้อ : เรามีซิงเกิลใหม่ชื่อว่า “เคียงข้าง” ครับ เป็นเพลงที่ตั้งใจทำมาก มีกลิ่นอายความเป็น P.O.P ดั้งเดิมแต่ผสมผสานอิทธิพลดนตรีแนวยุค 70 เข้าไป เป็นทิศทางใหม่ของเราจากนี้ไปครับ ตอนนี้มีแผ่นไวนิล 7 นิ้วแบบลิมิเต็ดด้วยนะครับ
นภ : ใครที่อยากสนับสนุนการเดินทางครั้งใหม่ของ P.O.P สามารถสะสมผลงานชิ้นนี้ได้ครับ เป็น Art Visual ที่สวยงามมาก ออกแบบโดยน้องดีใจ โกสิยพงษ์ ทุกท่านที่เป็นเจ้าของคือผู้สนับสนุนหลักในการเดินทางครั้งใหม่ของเรา ขอบคุณล่วงหน้ามากๆ ครับ
ก้อ : เพลง “เคียงข้าง” มีความสำคัญมาก คือเป็นเพลงสุดท้ายที่สมาชิกทั้ง 5 คนรวมถึงพี่โต้งได้ร่วมกันแต่งทำนองไว้ เป็นเหมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่พี่โต้งมอบให้แฟนเพลง พวกเราทุกคนรักเพลงนี้มากครับ
ในกระแส T-Pop ปัจจุบัน ถ้าเลือกได้อยากร่วมงานกับใคร
นภ : วง BUS และบิวกิ้นครับ ผมเคยเห็นน้องๆ โชว์แล้ว เก่งมากทั้งเรื่องการร้องและการเพอร์ฟอร์มบนเวทีครับ
ข่าวดีของแฟนๆ คือคอนเสิร์ตใหญ่ของ P.O.P
นภ : วันที่ 4 กรกฎาคมนี้ เราจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ชื่อว่า “P.O.P GO” ครับ เป็นการเดินทางครั้งใหม่ที่อยากชวนทุกคนขึ้นรถไปพร้อมกับเรา สัมผัสซาวนด์ดนตรีใหม่ๆ ที่รับรองว่าคุณจะร้องตามได้แบบน้ำตาคลอเบ้าตลอด 2-3 ชั่วโมง เราจะนำเสนอบทเพลงที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาดีเพื่อให้ทุกคนได้ดื่มด่ำไปกับประสบการณ์นี้ คอนเสิร์ตครั้งนี้เหมือนคุณได้ดูหนังเรื่องหนึ่งครับ
ก้อ : คอนเสิร์ตจัดที่ One Bangkok ครับ อยากชวนทุกคนมาร่วมร้องเพลงด้วยกัน ถือเป็นคอนเสิร์ตครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตพวกเราครับ
สมเกียรติ : เชื่อว่าทุกคนจะสนุกครับ พวกเราคิดถึงการเล่นดนตรีและคิดถึงแฟนเพลงมาก รับรองว่ามีอะไรเด็ดๆ มาโชว์แน่นอน
เจอรี่ : ในคอนเสิร์ตนี้จะมีเพลงใหม่ๆ ให้ฟังกันด้วยนะครับ นอกจากเพลง “เคียงข้าง” แล้ว เพลงอื่นๆ ก็แต่งกันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ
นภ : สำหรับภาพรวม แฟนๆ ที่เคยประทับใจจากงาน B-Day ที่ผ่านมา ครั้งนี้ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยครับว่าคุณจะมีความสุขแน่นอน เพราะพวกเราตั้งใจทำโชว์นี้เพื่อแฟนเพลง P.O.P ตัวจริง
ติดตามข่าวสารได้ทางสุดสัปดาห์ หรือเพจ P.O.P และทุกช่องทางโซเชียลมีเดียครับ เพราะ P.O.P ทำงานโดยมีแฟนเพลงเป็นศูนย์กลาง รับรองว่าตลอด 3 ชั่วโมงคุณจะมีความสุขไปกับพวกเราอย่างแน่นอนครับ

P.O.P GO!
ราคาบัตร 6,000 | 5,000 | 4,500 | 4,000 | 3,500 | 2,500 | 1,600 บาท
จำหน่ายบัตรรอบ PRE-SALE : 1-2 เมษายน 2026 เวลา 10.00-23:59 น. เฉพาะที่นั่งชั้น 1 ราคา 2,500-6,000 บาท
จำหน่ายบัตรรอบ PUBLIC SALE : 3 เมษายน 2026 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป (เปิดทุกที่นั่ง)
Entertainment Editor & Interview-Text : AuAi
Photographer : Naowapoj Phothikasem
stylist : ployploysiri
asst. stylist : Pachirachakorn Petrapattrakarn Ampon Akemahachai
Art Director : Wipawan Chantarakosol
Retoucher : Tirapan Banpaphong
Project Manager : Nichaphat Raveerit
Content Creator : Patcharaporn Nuchbusaba / Nattakarn Saekhoo
Coordinator : Yaranee Jitjampee
Clothes : Barbour สาขา Central Embassy, Level 2 และ Emsphere, M Floor 095-885-4105
Location : Studio 185 ซอย บรมราชชนนี 6 แขวงบางบำหรุ บางพลัด กรุงเทพฯ โทรศัพท์: 086 999 9298


















