เอิร์ท – มิกซ์ กับความท้าทายใน Only Friends : Dream On ที่จุดไฟแพสชั่นให้ลุกโชน

account_circle
event

เอิร์ท – มิกซ์ กับความท้าทายใน Only Friends : Dream On ที่จุดไฟแพสชั่นให้ลุกโชน

 

เป็นอีกคู่ที่เดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนาน สำหรับสองนักแสดงฝีมือดีอย่าง “เอิร์ท – พิรพัฒน์ วัฒนเศรษสิริ” และ “มิกซ์ – สหภาพ วงศ์ราษฎร์” ที่เรื่องราวของพวกเขายังคงดำเนินต่อไป จนมาถึงโปรเจ็กต์ล่าสุดที่หลายคนตั้งตารออย่าง “Only Friends : Dream On” ซีรีส์บอกเล่าเรื่องราวความรัก มิตรภาพ และความสัมพันธ์ที่แสนซับซ้อนหลังม่านละครเวทีของมหาวิทยาลัย ที่แม้จะวุ่นวายแต่ก็ร้อนแรงจนชวนให้ติดตาม

 

สุดสัปดาห์ ชวนเอิร์ท-มิกซ์ถ่ายแฟชั่นปกดิจิทัล พร้อมคุยกันแบบจัดเต็มถึงความท้าทายครั้งใหม่ในซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งทั้งคู่ถึงกับออกปากว่า นี่เป็นบทบาทใหม่ๆ ที่จุดไฟแพสชั่นให้กลับมาอีกครั้ง!

ปี 2025 ที่ผ่านมาของเอิร์ท-มิกซ์เป็นอย่างไรบ้าง

มิกซ์ : ปี 2025 ก็ได้ลองอะไรใหม่ๆ เยอะมากเลยครับ ผมได้ย้อนกลับไปดูว่ามีอะไรที่เราอยากทำไหม ได้ไปลงคอร์สหลายอย่างเพื่อให้รู้ว่ามีอะไรที่เราอยากทำและสามารถทำได้จริงนอกจากการเป็นนักแสดงรึเปล่า ได้ลองทำธุรกิจ ได้บินไปดูงานที่ประเทศจีน ได้ไปเที่ยว และได้ออกไปหาสังคมใหม่ๆ ด้วย

เอิร์ท : ผมอยากทำให้ได้อย่างมิกซ์มากเลย แต่ผมเป็นคนชอบอยู่บ้านมาก อยากได้เอเนอร์จี้สักครึ่งหนึ่งของมิกซ์ จะได้ออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ บ้าง ถามว่า 2025 ของผมเป็นอย่างไร ก็ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ได้เติมไฟจากการเล่นซีรีส์ “Only Friends : Dream On” แล้วก็ได้รู้ว่ามิกซ์ซิวเป็นห่วงพี่ขนาดไหน (หัวเราะ)

มิกซ์ : รู้สึกเหมือนพี่เอิร์ทเลยว่า “Only Friends : Dream On” เป็นผลงานหนึ่งที่ผมภาคภูมิใจ เรามีโอกาสได้เล่นซีรีส์ที่ดีขนาดนี้ และได้เจอผู้กำกับอย่าง พี่นิว (ภิญญา จู่คำศรี) ที่เคี่ยวเข็ญเรื่องการแสดงมากครับ ด้วยความที่เขาเป็นครูสอนการแสดงด้วย เลยมีดีเทลหลายอย่างที่เราไม่คิดว่ามันมีอยู่ ซึ่งเขาทำให้เรา อ๋อ…ขึ้นมา พี่เขามาชี้ให้เห็นว่ามันยังมีมุมมองอื่นๆ อยู่เหมือนกันนะ บางซีนเราเล่นไปแล้ว ทางภาพมันได้ แต่ทางอารมณ์อาจจะยัง เขาก็จะมาช่วยให้ทุกอย่างมันกลมกล่อมมากขึ้น

เอิร์ท : การไปเล่น “Only Friends : Dream On” ทำให้เราได้กลับไปเป็นนักเรียนการแสดงอีกครั้ง

จุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าไฟมันกลับมา

เอิร์ท : ระหว่างทางที่เล่นเลยครับ เราได้ค้นหาตัวละคร เราได้เล่นไปเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่ามันอิ่มจัง เหมือนความรู้สึกมันถูกเติมเต็ม มันทำให้เราอยากเล่นซีนต่อไป

มิกซ์ : คงเป็นตอนที่เริ่มจับทางตัวละครได้ ตอนที่พี่นิวบอกว่า มาประมาณนี้นี่แหละ ถูกต้องแล้ว เราก็รู้สึกเล่นสนุกขึ้น พอมันเกิดการเปลี่ยนแปลง มันรู้สึกได้ และเราก็จะทำงานด้วยความสนุก

แนะนำคาแร็กเตอร์ของตัวเองในซีรีส์เรื่อง “Only Friends : Dream On”

มิกซ์ : ผมรับบทเป็น “ดีน” ครับ คาแร็กเตอร์ของผมจะเป็นคนที่มีเป้าหมายในตัวเองชัด มีความต้องการชัดเจน ดีนเป็นคนมีเสน่ห์ รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ นิสัยพื้นฐานของเขาไม่ได้เป็นคนไม่ดีนะ แต่เขามีความ sassy มันคือร้าย แต่ไม่ได้ร้ายเพราะฉันคิดไม่ดีกับคนอื่น พูดไม่ถูกเหมือนกันครับ แล้วก็ดีนเป็นแฟนเก่าของแจ็คครับ

เอิร์ท : ส่วนผมรับบทเป็น “แจ็ค” ครับ แจ็คเขาตั้งใจกับการเป็นผู้กำกับละครเวทีมากๆ มีความติสต์ เป็นคนคิดก่อนพูด แล้วก็รักใครรักจริงนะ

คิดว่าตัวละครที่ได้รับเหมือนตัวเองมากน้อยแค่ไหน

เอิร์ท : มันมีจุดที่เหมือนนะ จุดที่แจ็คเหมือนกับเอิร์ทก็คือ บางคนอาจจะคิดว่าเราไม่เก็บเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปคิดหรอกมั้ง แต่จริงๆ เราเก็บมาคิดนะ

มิกซ์ : จริงๆ ดีนเหมือนมิกซ์มาก เขาสร้างเกราะขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองในแบบของเขา เพราะข้างในเขาไม่ได้แข็งขนาดนั้น และเขาเป็นคนชัดเจนในความต้องการของตัวเอง ซึ่งผมว่าเป็นอีกจุดที่ดีนเหมือนกับผม

ทำการบ้านนานไหมกว่าจะเข้าถึงตัวละคร

เอิร์ท : ของผมถือว่านานนะ ในระหว่างการถ่ายทำผมก็หาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ

มิกซ์ : บทพี่เอิร์ทจะเล่นให้พอดีก็ยากด้วย เพราะตัวละครเครียด

มีโมเมนต์ที่รู้สึกว่าทำไมไม่เข้าใจตัวละครนี้สักทีไหม

เอิร์ท : มีๆ เราจะคุยกับตัวเองตลอดว่า วันนี้เราเจอแจ็คหรือยัง มันก็มีวันที่ยังไม่เจอ ซึ่งวันนั้นเราก็จะสงสัยว่าเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่นะ ทำไมเราไม่เข้าใจเขาสักที แต่สุดท้ายเรามาเจอแจ็คตอนกลางๆ เรื่อง มันก็เริ่มสนุกละ

มิกซ์ : ส่วนของมิกซ์ต้องหาความพอดีของตัวละครครับ ต้องไม่ทำให้ตัวละครดู aggressive เพราะจริงๆ ดีนไม่ได้เป็นคน aggressive มันแค่กวนครับ แต่จะกวนอย่างไรให้พอดี ให้คนยังเอ็นดูอยู่ ไม่ได้น่าโดนตี (หัวเราะ) อันนี้คือความยากครับ แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องทางภาพที่ผู้กำกับมองด้วย เราก็ช่วยๆ ดูกัน

เอิร์ท : ผมว่าเอิร์ท-มิกซ์เสพติดความยาก ความดราม่า อะไรที่มันยากๆ จะชอบมาก แล้วพอเจอจุดที่มันใช่ จุดที่มันคลิก เราก็จะอยากเล่น อยากเจอกับตัวละครนี้ต่อ

มิกซ์ : ทุกครั้งที่ได้เล่นซีรีส์เรื่องใหม่ เราชอบที่ได้เปลี่ยนคาแร็กเตอร์ไปเรื่อยๆ มันสนุกตรงนี้แหละ

แล้วเพื่อนๆ แก๊ง Only Friends แต่ละคนเป็นอย่างไรกันบ้าง

มิกซ์ : ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่พวกเรารักมาก เพราะอย่างหนึ่งที่เราได้จากซีรีส์เรื่องนี้คือความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นกับผู้กำกับ ทีมงาน และนักแสดง อย่าง อู๋ (ธนบูรณ์ เกียรตินิรันดร์) กับ บูม (ธราธร จันทรวรกาญจน์) ความที่อายุเราใกล้ๆ กัน การเล่นกับการพูดก็คล้ายๆ กัน เราเลยสนิทกับเขาแบบเพื่อนแบบพี่น้องกันไป ส่วนพี่จอส (เวอาห์ แสงเงิน) และ พี่กวิน (กวิน แคสกี้) ก็จะให้อีกความรู้สึก จะเป็นฟีล Hey, bro! What’s up! เขาจะเป็นฟีลพี่ชายที่เราสามารถพูดคุยเรื่องอนาคตได้ จะเป็นฟีล deep talk

เอิร์ท : เวลาจอส-กวินเขาคุยกันเองก็จะมีความ deep talk เหมือนกัน

มิกซ์ : When they talk together, they speak English. น่ะ

เอิร์ท : เราก็ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง

มิกซ์ : อาจจะยัง เพราะเราฟังไม่ทัน (หัวเราะ) แต่กับพี่จอส ถ้าเป็นการ deep talk เขาพร้อมจะนั่งคุยกับคุณเลยละ

เอิร์ท : ส่วนกวิน ต้องคุยท็อปปิกเกี่ยวกับเพลง ถ้าอู๋-บูมจะเป็นฟีลแหย่ๆ หยอกเอิน งานก็ได้ทำ เล่นก็ได้เล่น ส่วนสุดยอด (พัฐสิฏ เพิ่มพูลสวัสดิ์) ในซีรีส์เขาเป็นตัวละครที่พูดเยอะมาก แล้วสุดยอด จำบทเก่งมาก

มิกซ์ : บทเยอะมาก ซึ่งพี่สุดยอดก็เป็นอีกคนที่เข้ากับเราได้ดี

เอิร์ท : ส่วนน้องฟลุ๊ค (ณัฐนนท์ ทองแสง) ในเรื่องเขาจะเป็นตัวกระตุ้นให้แก๊งนี้มันปั่นป่วน

มิกซ์ : อีกคนที่สำคัญเลย นีโอ (ตรัย นิ่มทวัฒน์) เขาเป็นตัวพลิกล็อกกันน่าดูเลยละ

เอิร์ท : ตอนนีโอเข้ามา สติเอิร์ทกระเจิงเลย เพราะว่าชีวิตจริงเราด่ากันยับ เราจะขำเขา แต่พอเข้าซีนต้องเป็นเพื่อนกัน มันก็ค่อนข้างจะท้าทายหน่อย

มิกซ์ : นีโอคือความภาคภูมิใจของมิกซ์เลยนะ เราเห็นน้องมาตั้งแต่เล่นซีรีส์ “ปลาบนฟ้า” แล้วน้องก็มีความตลกโปกฮาโดยพื้นฐาน แต่พอมาเล่นเรื่องนี้มันเท่นะ เดินมาทีก็คือแอ็กอาร์ตเลยละ

หลังจากร่วมงานกันไปสักพัก เพื่อนคนไหนที่ทำให้เราแปลกใจที่สุด

มิกซ์ : อาจจะพี่กวิน ตอนแรกผมคิดว่าพี่กวินจะเป็นคนคูลๆ เท่ๆ Hey, bro! แต่จริงๆ เขาเป็นเหมียวเล็ก

เอิร์ท : เขามีความหนิมๆ อยู่แบบน่ารักๆ ของเขา เป็นคนพูดน้อย

ด้วยความที่ชื่อเรื่องคือ Only Friends แล้วตัวละครแต่ละตัวเป็นเพื่อนแบบไหน

มิกซ์ : “แจ็ค” เป็นเพื่อนที่เราอยากชวนไปทำงานกลุ่มด้วย เพราะขยัน (หัวเราะ) เขาเป็นตัวละครเนิร์ด เราพึ่งพาเขาได้ ถ้ามีอยู่ในกลุ่มนะ เอช้วนแน่นอน ผมบอกเลย

เอิร์ท : ผมว่าแจ็คจะเป็นเพื่อนแบบเหงาเมื่อไรก็แวะมา เวลามีเรื่องก็ปรึกษาได้นะ ส่วน “ดีน” เป็นเพื่อนแบบเธอชน ฉันชน

มิกซ์ : ส่วน “โรม” ที่รับบทโดยอู๋จะเป็นเพื่อนที่ใจถึง พึ่งได้ ปรึกษาได้ ส่วนตัวละคร “ราฟฟี่” ของบูมจะเป็นเพื่อนที่พร้อมไปเที่ยวกับเราตลอด ไปด้วยกันแล้วสนุก ตัวละคร “อาโนลด์” ของพี่จอส จะเป็นเพื่อนที่ไม่ค่อยว่างเพราะทำงานอยู่ (หัวเราะ) ตัวละครของพี่จอสเขาจะขยันทำงานตลอดเวลา หาพาร์ตไทม์ทำตลอดเวลา นานๆ ทีจะว่าง สุดท้ายคือ “ตั้ว” ตัวละครของพี่กวินจะเป็นเพื่อนสายอินโทรเวิร์ต เพื่อนที่ค่อนข้างจะอินดี้ครับ

ถ้ามองจากความรู้สึกส่วนตัว คิดว่าตัวเองน่าจะคบใครเป็นแฟนได้

มิกซ์ : ผมชอบโรมครับ ผมว่าเขาเป็นตัวละครเดียวที่ green flag แบบกรีนจริงๆ นอกนั้นแดงเถือกหมดเลย

เอิร์ท : มีแดงมาก แดงน้อย

มิกซ์ : เลือกได้เลย จะเอาส้ม เหลือง หรือแดง

เอิร์ท : ชอบโรมเหมือนกัน รู้สึกว่ามันไบรท์ดี มันเป็นตัวละครที่อยากได้อะไรก็พูดสิ อยากทำอะไรก็ทำสิ แสดงออกมาตรงๆ เลย ไม่มีเลเยอร์มากมาย

แล้วตัวละครไหนที่เราจะไม่ยุ่งเด็ดขาด หรือถ้าไปยุ่งเกี่ยว ฉันน่าจะไม่ชอบเขา

มิกซ์ : ผมเลือกราฟฟี่

เอิร์ท : มันร้ายนะแม่

มิกซ์ : (หัวเราะ) ตัวละครไม่ได้ไม่ดีครับ แต่พอดูตัวละครตัวอื่นอย่างแจ็ค ดีน หรือโรม พวกนี้เขาเป็นตัวละครที่ชัด แต่ราฟฟี่เป็นตัวละครที่ไม่ชัดว่าต้องการอะไร

เอิร์ท : พูดอย่างทำอย่าง

มิกซ์ : ใช่เลย ซึ่งผมรู้สึกว่าถ้าคบกันเป็นแฟน มันจะอยู่ด้วยกันยาก แต่สุดท้ายเขาก็จะจบด้วยความตรงและชัดเจนของเขา ไม่ได้อ้อมไปมาตลอดเวลา ต้องรอดูในเรื่องละกัน ผมยังพูดไม่ได้

เอิร์ท : ส่วนผม ผมว่าผมไม่ชอบเจอคนแบบแจ็ค

มิกซ์ : เออ ใช่ ผมก็ไม่ชอบแจ็คเหมือนกัน

เอิร์ท : (หัวเราะ) แจ็คเขาค่อนข้างซีเรียสเกินไป เราก็เป็นคนซีเรียสอยู่แล้ว เลยไม่อยากเจอคนแบบนี้เพราะมันจะเครียดเกินไป

มิกซ์ : คิดเหมือนพี่เอิร์ทว่าแจ็คเป็นคนเครียดมาก และก็เป็นอีกคนที่พูดอย่างทำอย่าง

เอิร์ท : เขาจะอ้อมเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

มิกซ์ : แต่ในแง่ความรัก ผมรู้สึกว่าเขาจะเป็นคนรักที่ดีมากเหมือนกัน ถ้าไม่ได้มีปมเหมือนในเรื่อง ผมว่าเขาคือคนที่เราสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้

แล้วระหว่างแจ็คกับราฟฟี่ ใครอ้อมกว่ากัน

มิกซ์ : แจ็คอ้อมสุด

เอิร์ท : เวลาแจ็คต้องการอะไร เขาจะพูดจาหว่านล้อมเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เขาจะมีวิธีพูดของเขา

มิกซ์ : ถ้าให้แจ็คเดินจากตึกอโศกไปเทอร์มินอล เขาจะอ้อมไปพระราม 9 ทั้งที่เดินไปตรงๆ ก็ได้

สมมติว่าเราไปเจอแก๊ง Only Friends ในชีวิตจริง

เอิร์ท : ไม่ยุ่งหรอกนะ ตัวแรงเหลือเกิน (หัวเราะ) มีซีนหนึ่งที่อยากให้ดูมาก เป็นซีนที่ทุกคนต้องจำครับ สปอยล์ไม่ได้เลย พอได้ดูทุกคนจะคิดว่าดีแล้วที่เราไม่ยุ่งกับเขา

มิกซ์ : ถ้าเราเป็นคนนอก เราจะมองแก๊งนี้ด้วยความรู้สึก อุ๊ย เขาจะสร้างวีรกรรมอะไรกันอีก

เอิร์ท : แต่พูดตามตรง แก๊งนี้เขารักกันมากนะ แม้ว่าเขาจะทะเลาะกัน แต่สุดท้ายเขาก็มีความรัก มีมิตรภาพให้กัน

มิกซ์ : สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้คือ เพื่อนก็คือเพื่อน เพื่อนก็คือสังคมที่เราจะอยู่ไปด้วยกันอีกนาน

เอิร์ท : มันคือการเข้าใจว่าเธอเป็นแบบนี้ ฉันเป็นแบบนี้ แล้วก็มาหาตรงกลางจนเจอ

มิกซ์ : มุมมองความรักที่เราได้จากเรื่องนี้คือการยอมรับข้อเสียของกันและกัน และยินดีกับข้อดีของกันและกัน ผมว่าความสัมพันธ์แบบเพื่อนกับแฟนมีมุมที่คล้ายกัน แต่จะต่างกันที่ความคาดหวัง ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งแฟน มีทั้งเพื่อนเลยละ

ความคาดหวังที่ต่างกันคือเรื่องไหนบ้าง

มิกซ์ : อย่างแฟนจะคาดหวังว่าเราต้องสแตนด์บาย 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเพื่อน เวลาเราจะปรึกษาเพื่อน แต่ถ้าทักไปแล้วเพื่อนไม่ตอบ เราก็จะไม่โกรธ

เอิร์ท : อ่านแล้วไม่ตอบอะไรแบบนั้น

มิกซ์ : เพราะคนที่อ่านแล้วไม่ตอบคือผมเอง (หัวเราะ) เพื่อนไม่มางอนครับ งอนกันน้อยมาก

เอิร์ท : เหมือนมิกซ์เลยครับ ถ้าเป็นแฟนต้องมีเวลาให้กัน ไม่จำเป็นต้อง 24 ชั่วโมงหรอก แต่เธอต้องมีเวลาให้ฉันมากกว่าคนอื่นนะ แต่ถ้าเป็นเพื่อน ถึงไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ไว้วันอื่นก็ได้ ถ้าเหงาเมื่อไรก็ทักมา ตอบไม่ตอบค่อยว่ากันอีกที ถ้างอนกันก็ไลน์ไป ไม่ก็โทร.ไป เพื่อนกันมันไม่ซับซ้อนอยู่แล้ว ไม่เหมือนแฟน

แล้วถ้าพูดถึงเอิร์ท-มิกซ์ล่ะ จากที่อยู่ด้วยกันมานานเราเห็นอะไรในตัวอีกฝ่ายบ้าง

เอิร์ท : สำหรับมิกซ์ ในด้านของการแสดงเขาเริ่มจาก 0 เลย แต่พัฒนาการของเขาเรียกได้ว่าก้าวกระโดด เมื่อก่อนมิกซ์จะมาบ่นให้เอิร์ทฟังตลอดว่าทำไม่ได้ ร้องไห้ไม่ได้ รู้สึกไม่ได้ แต่ที่จริงเขาทำได้ครับ เพียงแค่เขากดดันตัวเอง ผมเห็นพัฒนาการของเขามาตลอดว่าเขาทำได้แหละ แต่เขาแค่กังวลในบางเรื่องก็เท่านั้น

อีกอย่างคือหลังจากได้เล่น “Only Friends : Dream On” เขาก็มีไฟในการแสดงมากขึ้น บางทีการทำงานในวงการบันเทิงมาหลายปีก็ทำให้เขาลืมดีเทลบางอย่างไปบ้าง เพราะเขาทำซ้ำๆ จนกลายเป็นออโต้ไพล็อต เหมือนเปิดโหมดอัตโนมัติให้ตัวเองทำต่อไปเรื่อยๆ แต่พอมาเล่นเรื่องนี้ก็ทำให้เขาได้ปลุกไฟในการเป็นนักแสดงขึ้นมา เอิร์ทก็เห็นว่าเขามองอนาคตของตัวเองในฐานะนักแสดงได้ดีขึ้น

มิกซ์ : ส่วนพี่เอิร์ท เขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะนะ เมื่อก่อนเขาจะแสดงให้เห็นว่าฉันเป็นพี่ใหญ่ ฉันแข็งแกร่ง ฉันเข้มแข็ง ฉันต้องดูแลคนอื่น แต่พอโตขึ้นก็ (เอิร์ท : ดูแลฉันด้วย) ประมาณนั้นครับ (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่าพี่เอิร์ทเปิดใจมากขึ้น เขาพร้อมที่จะแสดงมุมอ่อนไหวให้เราเห็น เขาไม่จำเป็นต้องวางตัวเองให้แข็งแกร่งตลอดเวลา ผมว่าเขามีมุมนี้มากขึ้น เมื่อก่อนผมจะเป็นคนขี้อ้อนกว่า แต่ตอนนี้ก็จะเป็นเขาแทน เขากล้ามากขึ้นที่จะปล่อยตัวไปกับเรา ซึ่งผมว่ามันดีสำหรับเขานะ เขาได้ปล่อยใจ ปล่อยจอย ความคิดอะไรที่มันรุงรังอยู่ในหัวมากเกินไป เขาก็ได้ปลดปล่อยออกมาบ้าง ไม่ได้เก็บมันไว้ตลอดเวลา

ตั้งแต่ “นิทานพันดาว” จนมาถึง “Only Friends : Dream On” คิดว่าตัวเองเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง

มิกซ์ : ไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่รู้สึกว่าตัวเองแก่ (หัวเราะ) ทั้งสภาพร่างกายและประสบการณ์ครับ มันคือคนที่ผ่านโลกมาระดับหนึ่ง มีประสบการณ์มากขึ้น เริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น และข้อดีเลยนะ คือผมรู้สึกว่าผมเป็นคนอ่อนไหวมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นคนไม่ปลดปล่อยเหมือนกัน มีอะไรก็เก็บไว้หมด ไม่ร้องไห้ ไม่ระบายออกมา ในขณะที่พี่เอิร์ทเขายังมีโมเมนต์ที่ได้ปลดปล่อยบ้าง แต่เราไม่เลย

เอิร์ท : เมื่อก่อนเอิร์ทจะไปปลดปล่อยกับการละคร กับการเป็นนักแสดง เราไปอินกับบทบาทที่ได้รับ แต่ในชีวิตจริงไม่ค่อยปลดปล่อยสักเท่าไร

มิกซ์ : แต่ของมิกซ์คือไม่ปลดปล่อยสักทาง ไม่ว่าจะชีวิตจริงหรือการแสดง แต่พอโตขึ้นเราก็เริ่มปล่อยตัวเองมากขึ้น เริ่มบาลานซ์ได้ดีขึ้น ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมรู้สึกขอบคุณการเติบโตของตัวเองครับ

เอิร์ท : ส่วนของผมเป็นโรลเลอร์โคสเตอร์เลย มีขึ้นมีลงสลับกันไป ”นิทานพันดาว” ก็เป็นเหมือนบททดสอบที่จะตัดสินว่าเราจะไปทางไหนต่อดี จะกลับบ้านดีไหม หรือจะอยู่ต่อ แต่สุดท้ายผลตอบรับมันดีมาก ก็เลยทำให้เราฮึดสู้อีกครั้งหนึ่ง แต่พอเราทำงานไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มหลงลืมดีเทลบางอย่างในการแสดงไป จนทุกอย่างมันกลายเป็นระนาบเดียว พอได้มาเล่น “Only Friends : Dream On” เราถึงรู้สึกว่านี่แหละคือแพสชั่นในการเป็นนักแสดงของเรา ทำให้เรามีไฟขึ้นมาอีกครั้ง

อาชีพนักแสดงให้อะไรกับเรา

มิกซ์ : มีคำหนึ่งที่ขึ้นมาในหัว คือคำว่า “ชีวิต” ไม่ว่าจะแง่การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ แฟนคลับ ทุกอย่างในชีวิตเรามันอยู่ตรงนี้ อยู่กับวงการบันเทิงครับ ถ้าตอนนั้นไม่ได้เล่น “นิทานพันดาว” ก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตตัวเองจะไปอยู่จุดไหน

เอิร์ท : สำหรับผมคือเราเข้าใจคนอื่น เข้าใจมนุษย์มากขึ้น เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การอยู่ร่วมกันในสังคม และก็ได้เห็นความรักของแฟนคลับที่มีให้เรามากมายด้วยครับ ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าจะมีคนรักเราเยอะขนาดนี้ ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของเขาและเรา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้เลยก็คือความรักที่แฟนคลับมีให้มันทรงพลังมากจริงๆ แฟนๆ เขาขอแค่ได้เห็นเราในวงการบันเทิงต่อไป มีผลงานให้เขาได้ชมต่อไปก็พอแล้ว

ฝากซีรีส์ “Only Friends : Dream On”

มิกซ์ : ฝากซีรีส์ “Only Friends : Dream On” ด้วยนะครับ เป็นซีรีส์ที่เราทุกคนได้ปล่อยของในแบบของตัวเอง ทุกคนจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ จากทุกคู่ และจะได้เห็นว่าความสัมพันธ์หรือความท็อกซิกในแง่ความรักและมิตรภาพเป็นอย่างไร ผมมั่นใจว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับคุณ เอาเป็นว่า ดูแล้วอย่าทำตาม (หัวเราะ)

เอิร์ท : ผมว่าเชื่อว่าทุกคนจะสนุกไปกับตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องแน่นอนครับผม

มิกซ์ : เรียนรู้ไปกับมันครับ หรือถ้ามันเกิดขึ้นกับชีวิตจริงของคุณ เรื่องนี้ก็จะทำให้คุณเห็นสัจธรรมบางอย่างของชีวิตแน่นอนครับ

คำถามสุดท้าย สำหรับความวายป่วง เต็ม 10 ให้เท่าไร

เอิร์ท / มิกซ์ : แน่นอนว่า 10 ไม่ลังเลเลย

 

Entertainment Editor : AuAi
Interview/Text : Nattakarn Saekhoo
Photo : BomTana

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

JAONAAY กับการเติบโตในวงการบันเทิงที่ได้ค้นพบความเข้าใจ