เที่ยวญี่ปุ่นอารมณ์ใหม่ ไม่ซ้ำใคร ที่ ฮอกไกโดเหนือ

ดื่มด่ำความสงบงามของธรรมชาติ ล่องเรือชมท้องทะเลกว้างใต้แสงแดดสดใส นั่งมองแสงจันทร์อาบยอดเขาสูง สัมผัสวิถีชีวิตคนท้องถิ่นญี่ปุ่นแท้ๆ …ใครอยากไปสัมผัสญี่ปุ่นในอารมณ์นี้ต้องมาที่ฮกไกโดเหนือ (หรือที่คนไทยคุ้นกันว่า ฮอกไกโดเหนือ )

“ทริปนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบ Unseen กันนะครับ” …หนึ่งในเจ้าหน้าของญี่ปุ่นที่มาให้การต้อนรับบอกกับเราทันทีที่ขึ้นรถบัส…

“Unseen” เรายังจะใช้คำนี้กับประเทศที่เป็นหนึ่งใน Tourist Destination ยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโลกได้อีกหรือ เราแอบสงสัยในใจ เพราะการมาญี่ปุ่น 2 ครั้งก่อนของเราก็ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มุ่งหน้าสู่เกียวโต-โตเกียว-โอซาก้า แต่เพียงไม่กี่อึดใจจากสนามบิน เราก็เริ่มรู้แล้วว่าทริป 4 วัน ณ ฮกไกโดตอนเหนือจะไม่เหมือนญี่ปุ่นที่เราเคยสัมผัส

อาจเพราะฮกไกโดตอนเหนืออยู่ใกล้กับเขตอากาศหนาว จึงมีภูมิประเทศที่แตกต่าง ใครจะคิดว่าญี่ปุ่นจะมีทุ่งหญ้าสลับเนินเขาน้อยใหญ่กว้างไกลสุดสายตา เลยออกไปเป็นท้องทะเลสีน้ำเงินสะท้อนแดดระยิบระยับ เมื่อบวกกับองศาของแสงในเขตอบอุ่น ทำให้ทุกอย่างที่มองเห็นดูสวยสดใสไปหมด แค่นั่งดูวิวสองข้างทางก็เพลินแล้ว

…มาค่ะ ตาม สุดสัปดาห์ ไปเที่ยวกัน

 

DAY 1:

แกะ&ชิมหอยเชลล์ตัวโต๊โตที่ Sarufutsu Marugotokan  

North Hokkaido

จุดแรกที่เราได้สัมผัสความ Unseen ของที่นี่คือ ร้านขายหอยเชลล์สดๆ ตัวโตๆ จากท้องทะเล ที่จุดพักรถในหมู่บ้าน Sarufutsu ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องหอยเชลล์ ปลาแซลมอน และปูขน เจ้าของร้านเป็นคุณลุงหน้าตาใจดี บอกว่าเปิดร้านนี้มา 3 ปีแล้ว เราเป็นลูกค้าคนไทยกลุ่มแรกเลยนะ ความจริงแกเป็นชาวประมงแซลมอน* แต่หอยเชลล์ที่เอามาขายรับตรงมาจากเพื่อนที่เป็นชาวปะมงหอยเชลล์โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง จึงสามารถขายได้ในราคาพิเศษแบบนี้ คือ ซื้อสดตัวละ 200 เยน ย่างกินที่ร้านตัวละ 350 เยน (ประมาณ 60 และ 110 บาท)

ครั้งนี้เราได้สัมผัสประสบการณ์แกะหอยเชลล์ด้วยมือตัวเอง เริ่มจากตักหอยตัวโตๆ ขึ้นมาแซะเนื้อรอบๆ จากนั้นงัดเปลือกแล้วพลิก เปิดฝาออกแซะเนื้ออีกด้าน นำไปล้างน้ำ แล้วเอาหอยมาย่างไฟบนเตาเล็กๆ โดยใช้เปลือกหอยนั่นแหละเป็นกระทะจิ๋ว พอเริ่มสุกก็ป้ายเนยฮกไกโด ย่างต่อจนเกือบแห้งก็หยดโชยุจากชิโกกุสัก 2-3 หยด หืม…ไม่อยากจะบอกให้อิจฉาว่าอร่อยมาก เนื้อแน่นหนึบ สดหวาน ตัวโตเต็มคำ ตอนเคี้ยวได้กลิ่นสดจากท้องทะเลเลยล่ะ ฟินนน

เสร็จจากหอยเชลล์ทางร้านก็ยก ข้าวหน้าหอยเชลล์ ปูขน และไข่แซลมอน ซึ่งเป็น 3 ของดีประจำหมู่บ้านออกมาเสิร์ฟ เมนูนี้ก็อร่อยมาก หอยเชลล์หวานนุ่มหนึบละมุนลิ้น ไข่ปลาแซลมอนใสแจ๋ว กรึบๆ เค็มๆ ไม่คาวเลย ส่วนเนื้อปูก็สดหวาน วิธีกินแบบคนญี่ปุ่นคือ ละลายวาซาบิกับโชยุแล้วราดก่อนกิน

นอกจากอาหารเรายังประทับใจบรรยากาศภายในร้านที่ตกแต่งเรียบง่าย กระจกหน้าต่างใสแจ๋วมองออกไปเห็นทุ่งหญ้ากว้างจรดขอบฟ้า ไม่ต้องพูดถึงด้านนอก มันช่างเวิ้งว้างกว้างไกลมองแล้วสบายตา อากาศก็เย็นกำลังดี มีลมพัดดอกหญ้าไหวๆ ได้ฟีลมากๆ

 

เดินป่าขำๆ ที่ Nakatombetsu Cave

 

จาก Sarufutsu เรามุ่งหน้าสู่ถ้ำ Nakatombetsu ที่นี่คล้ายอุทยานของไทย แต่สะอาดมากกก  (อยากเติม ก สักล้านตัว) ตั้งแต่ที่ทำการ ห้องน้ำ ไปจนถึงทางเดิน เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวที่พาเราเดินชมถ้ำหน้าตาท่าทางเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น โดยเฉพาะตอนถือตาข่ายจับแมลงเดินนำทาง เขาบอกว่าเราเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่มาเที่ยว (อีกแล้ว)

 

ทางเดินไปถ้ำค่อนข้างสบาย มีขึ้นเขานิดหน่อย สองข้างทางเป็นดอกไม้ป่า เสียดายตอนที่เราไป (ต้นเดือนกันยายน) มันโรยไปแล้ว แต่ภายในถ้ำบางช่วงจะเตี้ยและแคบมาก ถ้าสุขภาพไม่อำนวยแนะนำให้ชมธรรมชาติด้านนอกก็พอ ในฤดูหนาว วันที่อากาศดีจะมีทริปลุยหิมะชมน้ำแข็งงอกน้ำแข็งย้อยภายในถ้ำด้วย แต่จะเดินยากและใช้เวลามากถึง 3 ชั่วโมง ถึงจะดูละบากแต่เราว่าดูน่าตื่นเต้นกว่าเดินป่าธรรมดาๆ นะ

 

ชมพระอาทิตย์ตกที่ Cape Soya @Soya Misaki Park

ที่นี่เป็นจุดเหนือสุดของฮกไกโด เป็นที่เดียวที่มองเห็นพระอาทิตย์ตั้งแต่ขึ้นทางตะวันออกจนไปตกทางตะวันตก สุดยอดไปเลย! ในวันที่อากาศดีจะมองเห็นเกาะซาคาริน อดีตพื้นที่พิพาทที่ตอนนี้กลายเป็นของรัสเซียไปแล้วด้วย ตอนที่เราไปถึงพระอาทิตย์กำลังโรยแสง ฝูงนกบินกลับรัง ลมพัดเอื่อยๆ แล้วฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง บรรยากาศแบบนี้ถ้ามากับแฟนจะโรแมนติกมาก แต่ถ้าโสดอาจมีเหงาตาย

ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครในทริปเหงาตาย ไกด์เลยให้เวลาเก็บภาพสักครู่หนึ่งแล้วเดินทางต่อไปยังที่พักคืนแรก โรงแรม ANA Crown Plaza Wakkanai โรงแรมใหม่ ใหญ่ ห้องพักกว้างขวาง มองออกไปเห็นวิวทะเลสวยเชียว แถมอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Wakkanai ด้วย

ค่ำวันนี้มีดินเนอร์พิเศษเป็น Octopus Shabu Shabu กันที่ร้าน Kurumaya Genji วิธีกินชาบูของคนญี่ปุ่นคือ พอน้ำเดือดให้คีบหมึกลงไปส่ายในน้ำประมาณ 5 ครั้ง แล้วเอาขึ้นมาชุบน้ำจิ้มเค็มๆ หวานๆ มันๆ แถมยังมีอาหารพิเศษเป็น ข้าวหน้าไข่แซลมอน ใส่แจ๋ว และ ไข่หอยเม่นสด หวานละมุนลิ้นด้วย

 

Day 2:

ลงเรือเฟอร์รี่เก๋ๆ สไตล์ญี่ปุ่น กับ Heart Land Ferry

เช้าวันรุ่งขึ้นเราตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 5.30 น. พอเปิดม่านเจอแสงสว่างจ้าถึงกับตกใจ นึกว่าตื่นสาย หันกลับไปมองนาฬิกา ตีห้าครึ่งไม่ผิดเพี้ยน …ตะวันที่นี่ขึ้นเช้ามาก สมชื่อ “แดนอาทิตย์อุทัย” จริงๆ

ทริปนี้นาฬิกาชีวิตของเราหมุนเร็วตามความมีวินัยของชาวญี่ปุ่น ออกตัวและถึงที่หมายตรงเวลาเป๊ะ ดังเช่นเช้านี้ที่เราเดินทางถึง Wakkanai Port ก่อนเวลาเรือออกเล็กน้อย ได้สำรวจท่าเรือที่สะอาดและเป็นระบบระเบียบแป็บๆ ก็ต้องรีบลงเรือแล้ว เพราะพอได้เวลาปุ๊บ เรือออกทันทีไม่มีรีรอ ดังนั้น ถ้าใครมาเที่ยวต้องตรงนะจ๊ะ

บรรยากาศบนเรือสะอาดสะอ้านและสะดวกสบายมาก มีห้องโดยสาร 3 แบบ คือ ธรรมดา ที่สามารถนั่งเก้าอี้กินลมชมวิวด้านนอกหรือนั่งบนพื้นไม้แบบญี่ปุ่นด้านใน ห้องพิเศษ (รวม) ที่นอนเอาแรงได้ และ วีไอพี บนชั้น 2 เป็นห้องกระจกสวยงาม ที่นั่งเป็นเก้าอี้นวมตัวใหญ่ปรับระดับได้ และเดินออกไปถ่ายรูป-ชมวิวที่ระเบียงรอบๆ ได้ แต่ไม่ว่าจะตีตั๋วแบบไหน บอกเลยว่าได้ความสะอาดและเป็นระเบียบเหมือนกัน ต่างแค่ความสะดวกสบายเท่านั้น

บนเรือนี้มีของดีที่ชาวคณะปลื้มมากคือ ไอศครีมนมรสเกลือ ที่มีขายเฉพาะใน Wakkanai รสชาติหวานๆ เค็มๆ อร่อยเข้มข้นถูกใจชาวคณะมาก ซื้อกินทุกเที่ยวที่ลงเรือจนคนญี่ปุ่นแซวว่ากินอีกแล้วเหรอ…ฮา ถ้ากินคู่กับนมสดหอมมันจะฟินเว่อร์ (โปรดสังเกตฉลากวงกลมสีเหลืองบนขวดนมและถ้วยไอศครีม มันคือสัญญลักษณ์ Wakkanai Brand ที่การันตีว่าสินค้านั้นผลิตและใช้วัตถุดิบใน Wakkanai ที่สดใหม่และมีคุณภาพดี)

 

เจาะไข่หอยเม่นตัวเป็นๆ ที่เกาะ Rishiri

เมื่อเรือเทียบท่า Oshidomari Port เกาะ Rishiri เราต่อรถบัสไปอีกหน่อยก็ถึง Kamui Kaigan Park ที่มีบริการให้ตักหอยเม่นเป็นๆ จากทะเล แค่ลงเรือลำเล็กที่ผูกไว้กับท่า เอากระจกขยายวางบนน้ำส่องหาหอยเม่นที่เดินเล่นอยู่แถวนั้น เอาสวิงตักขึ้นมาคนละตัว แล้วเจ้าหน้าที่จะสอนวิธีตักไข่หอย คือ เจาะลงไปตรงกลางตัว 1 เซ็นติเมตร ง้างเครื่องเมือเพื่อเปิดเปลือกหอย ตักไข่หอยออกมาล้างน้ำ จากนั้นก็กินได้เลย จะกินเปล่าๆ หรือกินกับข้าวถ้วยน้อยๆ ก็ได้ ไม่ต้องถามเรื่องรสชาติ บอกเลยว่าสดมาก เพราะตักกันออกจากหอยเป็นๆ (1,000 เยน ตักได้ 1 ตัว ถ้าต้องการข้าวต้องซื้อเพิ่ม) แต่แอบสารภาพว่าไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะหอยเม่นมันหน้าตาน่ารัก เดินดุ๊กดิ๊กๆ แต่เราต้องพิฆาตมันกับมือ ..ฮือออ

 

ให้อาหารแมวน้ำ & ชมภูเขา Rishiri ในม่านฝน

ตักไข่หอยเสร็จเราแวะไปให้อาหารแมวน้ำที่ Senpoushimisaki Park เป็นจุดที่ชาวบ้านทำเขื่อนล้อมแมวน้ำไว้ริมทะเล มีแมวน้ำอ้วน 2 ตัว หน้าตาดูชราแต่ร่าเริงและว่ายน้ำเก่งมาก โชว์กรรเชียงเร็วปร๋อมาคอยรับอาหาร ดูไปๆ ก็น่ารักดี จากนั้นรีบบึ่งไปชมภูเขา Rishiri กันที่ Otatomari Marsh จุดนี้มีทางเดินทอดยาวสู่ทะเลสาบเล็กๆ สำหรับยืนชมยอดเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เสียดายที่ฝนตกหนักจนต้องหลบเข้าไปในนั่งในร้านขายของแถวนั้น พอฝนซาก็บึ่งกลับท่าเรือมากิน “บะหมี่เกลือ” เป็นมื้อกลางวันที่ร้าน Maruzen Syokudou ระหว่างรอเรือเพื่อข้ามไปเกาะ Rebun (เชื่อหรือยังว่าทริปนี้นาฬิกาชีวิตของเราหมุนเร็ว)

 

สัมผัสความตระการตาของธรรมชาติบนเกาะ Rebun

ในที่สุดเราก็ถึง Kafuka Port ท่าเรือประจำเกาะ Rebun ที่ได้ชื่อว่า “เกาะแห่งดอกไม้และท้องทะเล” ดูจากชื่อแล้ว เกาะนี้จะต้องสวยงามมากแน่ๆ

 

Cape Sky ความงามเหนือคำบรรยาย

เมื่อถึง Cape Sky จุดท่องเที่ยวแรก เราก็ต้อง ว้าว! กับภาพแนวเขาสูงสลับซับซ้อนโอบท้องทะเลเป็นเวิ้งน้ำเล็กๆ …นี่ว่าสวยแล้ว แต่ยังไม่สุดนะ พอเดินขึ้นเขาต่ออีกนิดก็ต้องตะลึงอีกครั้งกับภาพยอดเขากลางที่มองเห็นวิวได้รอบทิศ ทั้งแนวฝั่งที่เป็นภูเขาหินคลุมด้วยผืนหญ้าเขียวและผืนน้ำกว้างทอประกายล้อแสงแดด ณ จุดนี้ความสุขล้นจนต้องถอนหายใจออกมาดังๆ …เฮ้อออ สวยยยย

 

ถ่ายรูปเก๋ๆ ที่ Cape Sakuton

จากนั้นเราไปซึมซับความงามของธรรมชาติกันต่อที่ Cape Sakuton เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล มองเห็นเกาะที่มีสิงโตทะเลอาศัยอยู่ไกลๆ มีทางเดินลงไปจุดชมวิวด้านล่างด้วย (ไกด์บอกว่า วันดีคืนดีอาจได้เห็นเจ้าสิงโตทะเลตัวเป็นๆ) ไฮไลต์ของที่นี่คือมีร้านค้าสวยเก๋ตั้งอยู่บนเนินเขา เหมาะเป็นโลเคชั่นถ่ายรูปมากๆ และท่าบังคับที่ทุกคนต้องทำเหมือนกันโดยมิได้นัดหมายคือ ถือ ไอศครีมสาหร่าย (200 เยน) ยื่นออกไปในทะเล เราก็ตามกระแสจัดมาหนึ่งแต่ว่ามันค่อนข้างจืดและละลายเร็วมาก เหมาะเป็นพร็อพส์ถ่ายรูปมากกว่าจะซื้อกินเอาอร่อย

 

ช่วงเวลาดีๆ ที่โรงแรม Hanarebun 

ด้วยการรักษาเวลาตามมาตรฐานญี่ปุ่น เย็นวันนั้นเราถึงโรงแรม Hanarebun ค่อนข้างเร็ว จึงมีเวลาพักประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนลงไปกินข้าว ทีแรกว่าจะเข้าห้องมาอาบน้ำ แต่พอเปิดประตูเข้าไปเจอห้องพักกว้างสไตล์ญี่ปุ่น ปูด้วยเสื้อทาทามิเต็มพื้นที่ มองอออกไปเห็นภูเขา Rishiri ตั้งเลือนลางอยู่กลางท้องทะเลและเมฆหมอก ก็ไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากตั้งใจถ่ายภาพสวยๆ ยามตะวันลับฟ้ามาฝากคุณผู้อ่านพลางดื่มด่ำความสงบงามอย่างอิ่มเอมใจ

รู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลานัดแล้ว ค่ำนี้ทางโรงแรมเสิร์ฟอาหารแบบไคเซกิ ซึ่งเป็นเซตอาหารชั้นสูงของญี่ปุ่น ปกติจะเสิร์ฟในโอกาสสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานฉลองต่างๆ …โปรดดูภาพแล้วจะรู้ว่าอาหารมื้อนี้ครบทั้งรสชาติและความงดงาม

 

ที่นี่ยังมีออนเซ็นด้วย ไกด์แนะนำให้แช่สักครู่แล้วขึ้นมาล้างตัวหรือโกรกลมให้หายร้อน แล้วแช่บ่อต่อไป ทำสัก 3 รอบกำลังดี (มี 3 บ่อ 3 ระดับความร้อน ควรเริ่มจากบ่อที่ร้อนน้อยก่อน) แต่ถ้าอยากชิลแนะนำบ่อเอ้าท์ดอร์เลย ไม่ร้อนมาก แช่สักครู่แล้วขึ้นมายืนชมทะเลชมจันทร์ พอหายร้อนค่อยลงไปแช่ใหม่ ทำ 3 รอบแล้วขึ้นไปนอนหลับฝันดี (ตามธรรมเนียมญี่ป่นต้องอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนลงแช่ และต้อง “ถอดหมด” นะจ๊ะ …ขออภัยที่ไม่มีภาพมายืนยัน)

 

อ่านต่อ Day 3-4 ได้ที่หน้า 2 ค่ะ

Day 3:

Bye Bye Rebun เราจะคิดถึงกันนะ

วันรุ่งขึ้นเราตื่นสายได้นิดหน่อย (คือ 6 โมงเช้า!) เพื่อแวะไปชม Kitano Kanaria Park ก่อนกลับฝั่ง ตรงนี้เป็นโลเคชั่นโรงเรียนย้อนยุคในการถ่ายหนังมาก่อน เมื่อใช้เสร็จก็จัดการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเสียเลย เพราะมันสวยมาก นึกภาพตามนะ… อาคารโรงเรียนเก่าแก่ตั้งอยู่บนหน้าผาริมทะเล มีฉากหลังเป็นภูเขา Rishiri อยู่ไกลๆ รอบๆ เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างแซมด้วยดอกหญ้าสีเหลืองปลิวไสว …โรแมนติกมาก ด้วยความเก๋ของสถานที่ทำให้ตรงนี้เป็นจุดจัดอีเว้นท์ต่างๆ ของเกาะด้วย วันที่เราไปเที่ยวก็เห็นทีมอีเว้นท์กับทีมแคเทอริ่งขนของมาเตรียมจัดงานอยู่เหมือนกัน

ตอนลงเรือกลับมีคนกระซิบให้รอดูการส่งนักท่องเที่ยวออกจากเกาะ ตอนแรกคิดว่าจะแค่บ๊ายบายกัน แต่เอาพอเห็น เอิ่ม เขาส่งกันจริงจังมาก เช่น ที่พักสำหรับวัยรุ่นลุยๆ หน่อย พนักงานจะมาเต้นและร้องเพลงส่งจนกว่าเรือจะออก ส่วนอีกโรงแรมมาแบบเรียบร้อย ยืนเข้าแถวถือร่มเรียงเป็นตัวอักษรส่งสวยๆ แต่พอเรือออกเท่านั้นแหละ วิ่งตามมาส่งจนสุดท้าเรือเลยจ้า …นักท่องเที่ยวน้ำตาแทบไหล

 

แวะถ่ายรูปแนวๆ กันที่ Wakkanai North Breakwater Dome

พอถึงฝั่งเราแวะแวะไปถ่ายรูปเล่นกันที่ Wakkanai North Breakwater Dome  ที่ตรงนี้ไม่ได้มีวันกันคลื่นและลมแรงเท่านั้น แต่ด้วยโครงสร้างเป็นโดมครึ่งวงกลมสไตล์กอธิคยาวกว่า 427 เมตร จึงมีความอลังการอยู่ในตัว เหมาะมากสำหรับถ่ายภาพแนว Perspective สวยๆ ตอนที่เราไปมีนิทรรศการศิลปะอยู่ด้วย ก็เลยได้รูปแนวๆ กลับมาเพียบ

 

Café Ferme คาเฟ่ญี่ปุ่นสุดน่ารักระหว่างทาง

จากนี้เราจะเดินทางลงใต้ไป Supporo และแวะตามจุดที่น่าสนใจระหว่างทางไปเรื่อยๆ จุดแรกคือ Café Ferme คาเฟ่ท้องถิ่นน่ารักคิกขุในเมือง Toyotomi ที่เราแวะกิน อุด้งกับหมูห่อข้าว เป็นมื้อกลางวันแล้วตบท้ายด้วยไอศครีมนมขึ้นชื่อของร้าน อร่อยดีนะแต่น้อยกว่าสู้ไอศครีมนมรสเกลือบนเรือ!

 

สัมผัสธรรมชาติกลางสายฝนกับรถราง Bifuka Trolley

จุดหมายต่อมาคือการแวะนั่งรถรางที่เมือง Bifuka รางที่เห็นนี้สมัยก่อนเป็นรางรถไฟวิ่งระหว่างเมือง แต่ตอนหลังไม่ค่อยมีคนใช้ จึงดัดแปลงมาทำรถรางท่องเที่ยว ระยะทาง 5 กิโลเมตรเลียบถนนใหญ่และป่า ผ่านลำธารใหญ่น้อย 3 แห่ง ใช้เวลาไป-กลับประมาณ 40 นาที แต่ไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะได้สัมผัสธรรมชาติเต็มตาเต็มปอด ได้เห็นกวางหากินตามชายป่าถึง 2 ตัวและอีก 1 ครอบครัว น่ารักมากๆ …เจ้าหน้าที่ที่นี่บอกว่าเราเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่มาเที่ยวอีกแล้ว Unseen จริงๆ เนอะ (ค่าตั๋วคนละ 1,500 เยน)

ค่ำวันนี้เราพักกันที่ Grand Hotel Fujika ในเมือง Nayoro เมืองเล็กๆ ระหว่างทาง เนื่องจากมาถึงตอนค่ำจึงมีเวลาออกไปสำรวจเมืองได้เล็กน้อย บรรยากาศก็เงียบๆ แสงสีน้อยแบบต่างจังหวัดญี่ปุ่น เป็นประสบการณ์ที่เราไม่ค่อยจะได้เจอถ้าไปเที่ยวในเมืองดังๆ อย่างโตเกียว-เกียวโต-โอซาก้า-ซัปโปโร

 

Day 4:

เช้าวันที่ 4 นี้เรามุ่งหน้าสู่ Supporo กันต่อ โดยแวะ 3 เมือง คือ Obira – Rumoi – Mishike

Obira หมู่บ้านชาวประมงผู้ร่ำรวย

เริ่มจาก Obira ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ สมัยก่อนจับปลานิชชิน (รสชาติคล้ายปลาทู) ได้เยอะมากจนต้องเอามาทำปุ๋ย ชาวประมงที่นี่จึงมีฐานะร่ำรวย สร้างบ้านใหญ่โตโอ่อ่า ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ซึ่งเราได้แต่ดูอยู่ภายนอกเพราะไม่อยู่ในโปรแกรม แต่ได้แวะ Tourist Information ข้างๆ ซึ่งเป็นอาคารใหญ่สร้างกลมกลืนกัน ชั้นล่างขายของฝากขึ้นชื่อประจำเมืองคือ ปลานิชชินแปรรูปและเมลอนเขียว ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แสดงข้าวของในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นในอดีต

 

แวะฝากท้องที่ Rumoi

จากนั้นมุ่งหน้าไปแวะกินมื้อกลางวันกันที่เมือง Rumoi พร้อมกับแวะร้าน Tanaka Seika ร้านโอท็อปประจำเมืองที่ขายผักดองสารพัดชนิดมานานกว่า 60 ปีแล้ว มีชื่อเสียงในเรื่องความกรอบอร่อย เพราะหมักด้วยน้ำส้มสายชูสูตรเฉพาะ แบ่งเป็นผลไม้ดอง 12 ชนิด (ไว้กินกับเมนูแกงกะหรี่หรืออาหารฝรั่ง) และผักดอง 20 ชนิด (ไว้กินคู่กับอาหารญี่ปุ่น)

 

ชมโรงหมักสาเกเก่าแก่ที่เมือง Mashike

ถัดจาก Rumoi ไปเพียง 15 นาทีจะถึงเมือง Mashike ที่มีโรงบ่มสาเกเก่าแก่อายุกว่า 131 ปี เดินดูวิธีการบ่มและชิมสาเกสูตรต่างๆ สักครู่หนึ่งแล้วจึงยิงยาวสู่ Supporo ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีกับเทศกาลหิมะและโลเคชั่นถ่ายหนังรักร้อยล้าน “แฟนเดย์ฯ” โดยเราถึงโรงแรม Sunroute New Supporo ค่อนข้างเร็ว จึงมีเวลาไปเดินชมเทศกาล Autumn Festival ที่สวนสาธารณะโอโดริใกล้โรงแรมก่อนไปกินมื้อเย็นสไตล์ Japanese Izakaya หรือร้านกินดื่มแบบมีกับแกล้มเพื่อส่งท้ายทริปกัน

…แม้ว่าวันสองวันนี้ดูเหมือนเราจะใช้เวลาอยู่บนรถเสียส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด เพราะวิวสองข้างทางสวยมาก เป็นถนนเลียบชายฝั่ง ด้านหนึ่งเป็นทะเลสีน้ำเงินสดใส อีกด้านเป็นหน้าผา บางช่วงก็เป็นป่าไม้เขียวชอุ่มมีแม่แม่น้ำลำธารไหลผ่าน บ้างก็ไหลขนานยาวไปกับถนนเป็นระยะทางไกลๆ สลับด้วยพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน เป็นภาพที่ทำให้เราเพลิดเพลินจนไม่อยากหลับเลยทีเดียว

แค่วิวข้างทางยังประทับใจ คงไม่ต้องบรรยายถึงความรู้สึกยามได้สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนบนฮกไกโดเหนือ ที่ยังคงความบริสุทธิ์ เรียบง่าย และเสน่ห์แบบญี่ปุ่นแท้ๆ ไว้เต็มเปี่ยมอย่างที่ยากจะหาในเมืองท่องเที่ยวดังๆ …ความสงบงามแบบนี้คือสิ่งที่ตราตรึงใจให้เราหวนคิดถึงเสมอ แม้ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ภาพท้องทะเลสะท้อนแสงแดดสดใสยังคงแจ่มชัดจนแทบจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นและลมทะเล

แล้วพบกันใหม่นะฮกไกโดเหนือ เราหลงมนตร์เสน่ห์ของเธอเข้าแล้วละ

 

ขอบคุณ  องค์กรการท่องเที่ยวฮอกไกโด สนับสนุนการเดินทาง สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดตามได้ที่ th.visit-hokkaido.jp หรือ www.japanican.com/en

เรื่อง Nicharee W.

ภาพ Pannawat

 

ติดตามสกู๊ปท่องเที่ยวสนุกๆ ได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้ค่ะ

(มีคลิป) 9 สิ่งห้ามพลาดเมื่อมาเยือนฮกไกโดเหนือ Wakkanai – Rebun – Rishiri

Bali …Journey is More Than Destination!

สุโขทัย เมืองเก่าน่าเที่ยว …อาหารอร่อย-วัฒนธรรมโดดเด่น

keyboard_arrow_up