บันทึกปิ่น รีวิวแบบไม่สปอยล์ แปดเล่มจบ ครบรส

บันทึกปิ่น เป็นนิยายสืบสวนยุคโบราณ ที่ติดอันดับนิยายขายดีอันดับหนึ่ง ทำยอดขายถล่มทลายทั้งในจีนและไต้หวัน ด้วยความข้องใจว่าอะไรมันจะขนาดนั้น สุดฯก็เลยต้องขอพิสูจน์สักหน่อย ก่อนอื่นชื่อเรื่อง บันทึกปิ่น มีที่มาจากนิสัยประจำตัวของนางเอก ที่เวลาหมกมุ่นครุ่นคิดไขคดีนางจะต้องดึงปิ่นที่เสียบอยู่บนศีรษะออกมาขีดเขียนนั่นนี่อยู่เป็นประจำ ส่วนคดีที่นางไขมีอะไรบ้างนั้น ตามมาค่ะตามมา เล่มแรก เป็นการเปิดตัวนางเอกในฐานะผู้ร้ายหนีคดี ข้อหาคือวางยาฆ่ายกครัวตระกูลตัวเอง เพราะโดนบีบให้แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก “หวงจื่อเสีย” นางเอกของเราก็ซัดเซพเนจร จนจับพลัดจับผลูไปเจอขุยอ๋อง คนฉลาดย่อมเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ นางเอกก็เลยใช้ปัญญาตกผู้ชาย ช่วยท่านอ๋องไขคดีมันซะเลย แลกเปลี่ยนกับการปลอมตัวเป็นขันทีน้อยคอยติดสอยห้อยตาม เพื่อเอาตัวรอดหนีประกาศจับ และรอโอกาสไขคดีคืนความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง บอกเลยว่าเล่มแรกทำเอาติดหนึบ มีความลุ้นช่วยนางเอกมากว่าจะรอดไหม  บวกกับความฉลาดในการไขคดีคลี่คลายปมของนางก็ชวนให้นับถืออยู่ครามครัน พอมาเล่มสอง มีคดีเอกคือคดีจตุรทิศ เกี่ยวข้องกับฮองเฮาของฮ่องเต้ ทำให้ขันทีน้อย(นางเอก) เริ่มต้องเข้าไปพัวพันกับราชสำนัก มาถึงเล่มนี้เริ่มเดาได้รางๆแล้วว่า เดี๋ยวจะต้องมีคดีทยอยมาให้นางเอกไขอยู่เรื่อยๆ คล้ายๆซีรีส์ที่จบตอนนี้ก็จะมีคนตายมาใหม่อีกแน่ๆ   แล้วก็เป็นจริงคือ เล่มสามกับเล่มสี่ นางเอกได้กลับบ้านที่เสฉวน หวังจะคลี่คลายคดีตัวเอง แต่ก็ยังไม่ได้จ้ะ ต้องไขคดีทัณฑ์สวรรค์ ที่พัวพันกับภาพวาดฝีพระหัตถ์อดีตฮ่องเต้ก่อน มาถึงเล่มห้า ขากลับจากเสฉวนก็เจอคดีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มหญิงงามในตำนาน “หกนงคราญอวิ๋นเสา” มาถึงตอนนี้นางเอกก็ยังสิง เอ๊ย! ปลอมเป็นขันทีอยู่นะจ๊ะ ชีวิตคืนร่างไม่ได้ เพราะจะไข จะไข ก็ยังไม่ได้ไขคดีตัวเองสักที เอ้ามาเล่มหก […]

อย่าปล่อยให้งานเป็นมารร้าย ใครก็ได้ช่วยที I hate my job!

อย่าปล่อยให้งานเป็นมารร้าย แค่ชื่อก็กระแทกใจมนุษย์เงินเดือน มนุษย์งานเข้าอย่างจัง ใครที่กำลังsuffer กับงาน กับบอส กับดราม่าในที่ทำงาน ล้อมวงเข้ามาเลยจ้า ปัญหาในที่ทำงานนั้นอยู่คู่กับคนรุ่นใหม่มาทุกยุคทุกสมัย ยิ่งยุค 4 G ที่ Gen Y ทั้งหลายครองเมือง เทคโนโลยีได้นำพาปัญหาที่ซับซ้อนเข้ามามากมายอย่างคาดไม่ถึง เรียกว่าปัญหาในที่ทำงานของคนยุคก่อนแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ว่าแต่เจอปัญหาขนาดนี้แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองกลายเป็นมาร และขณะเดียวกันก็ไม่ถูกมาร เอ๊ย! งาน ทำให้จิตหลุดไปด้วย ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ก็เลยเขียน อย่าปล่อยให้งานเป็นมารร้าย มาให้เราแล้วนี่ไง เกริ่นกันก่อนนิดนึงว่า ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ หรือ ชญาน์ทัต วงศ์มณี เป็น นักเขียน/คอลัมนิสต์/มือสัมภาษณ์ ที่เคยผ่านประสบการณ์เป็นมนุษย์ออฟฟิศมาอย่างโชกโชน ทั้งในฐานะลูกน้อง และเจ้านาย นานพอที่จะเห็นถึงปัญหาของคนรุ่นใหม่ในนั้น เลยตัดสินใจนำประสบการณ์ มาถ่ายทอดแก่คนรุ่นใหม่ในลักษณะพี่สอนน้อง เพื่อนบอกเพื่อน ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน เนื้อหาในเล่มจะเป็นลักษณะถาม-ตอบ โดยหยิบยกปัญหาที่มนุษย์ออฟฟิศเจอบ่อยๆมาพูดคุย ท้อฟฟี่ก็จะเป็นผู้ให้คำตอบที่ดุเด็ดเผ็ดร้อน เอาน้ำเย็นเข้าลูบ พาคุณไปอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ หรือปลุกใจให้เลือดระอุ แล้วแต่กรณีไป ตัวอย่างคำถามก็เช่น ส่งข้อความเข้ากรุ๊ปไลน์ผิดทำยังไงดี – สัมภาษณ์งานครั้งแรกพังไม่เป็นท่า- จบมหาวิทยาลัยไม่ดังจะหางานได้ไหม […]

ต่อยังไงไม่ให้เป็นรอง เพราะการต่อรองเกิดขึ้นทุกวันในชีวิต

ฟังชื่อ ต่อยังไงไม่ให้เป็นรอง หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นหนังสือที่เหมาะกับคนทำธุรกิจ แต่บอกเลยว่าเคล็ดลับในเล่มนี้ใช้ได้กับชีวิตประจำวันของเราๆอย่างดีเลยทีเดียว ต่อยังไงไม่ให้เป็นรอง หรือชื่อภาษาอังกฤษอาจจะยาวนิดหน่อยว่า Never Split the Difference: Negotiating As If Your Life Depended On It  เขียนโดย Chris Voss และ Tahl Raz แปลโดย วีระวัฒน์ เตชะกิจจาทร นักแปลฝีมือดีที่มีผลงานมาแล้วหลายเล่ม ซึ่งมีส่วนทำให้สำนวนการแปลในเล่มนี้ค่อนข้างลื่นไหล อ่านง่าย ไม่สะดุด เข้าสู่หลักใหญ่ใจความของหนังสือก่อน สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อกับเราก็คือ ในแต่ละวันไม่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงแค่ไหน  เราก็ต้องเผชิญกับการเจรจาต่อรองอยู่เป็นประจำ อย่าค่ะ อย่าไปคิดถึงเรื่องธุรกิจหมื่นล้านพันล้าน ขอให้นึกถึงเรื่องง่ายๆ อย่าง การต่อรองกับเพื่อนว่าจะไปกินข้าวร้านไหนดี การต่อรองกับแฟนว่าจะไปเที่ยวที่ไหน หรือแม้แต่การต่อราคาสินค้าห้าบาทสิบบาท นั่นก็นับว่าเป็นการต่อรองไม่แตกต่างกับการต่อรองซื้อรถ ซื้อบ้าน เจรจาธุรกิจสัญญามูลค่ามหาศาล เพราะหัวใจของการต่อรองก็คือ เราจะต้องได้ผลลัพธ์ที่เราพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองในระดับไหน  ทุกคนล้วนต้องการกุมชัยชนะไว้ในมือทั้งนั้น ทีนี้จะทำอย่างไรล่ะ เราจึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ของแบบนี้มันก็มีต้องมีทักษะ มีการฝึกฝน จนเกิดการเรียนรู้เข้าไปในสายเลือดค่ะ ต่อให้ยังไม่เก่งขึ้นในสามวันห้าวัน […]

เติมความบันเทิงในชีวิตกับ JOOK GRU มาแล้ว! เน้นฮาแต่แอบมีข้อคิดสอดแทรกนะจ๊ะ

เวลาเครียดๆ ทำงานมาเหนื่อยๆ เราก็อยากจะหาอะไรตลกๆ มาคลายเครียดสักหน่อยอะเนอะ สุดฯ เลยเลือกไปหาหนังสือฮาๆ มาอ่านระหว่างนั่งรถเมล์กลับบ้านไรงี้ ซึ่งตลกจนท้องคัดท้องแข็ง เลยอยากจะเอามาแนะนำให้อ่านกันสักหน่อย กับหนังสือ JOOK GRU มาแล้ว!

พิโรธ โกรธแล้วฆ่า กับการตามล่าหาฆาตกรตัวจริงจากสามผู้ต้องสงสัย

พิโรธ โกรธแล้วฆ่า กับการตามล่าหาฆาตกรตัวจริงจากสามผู้ต้องสงสัย พิโรธ เปิดฉากมาด้วยคดีสองสามีภรรยาถูกฆาตกรรมโหดในบ้านพัก ภาพที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้คือ เบาะแสคำว่า “โกรธ” เขียนด้วยเลือดอยู่ในที่เกิดเหตุ ทางการยังไม่สามารถจับคนร้ายได้ แต่ในเวลาต่อมาตำรวจก็สืบทราบว่า คนร้ายเป็นชาย อายุ27ปี ชื่อว่า ยามากามิ คาสึยะ อย่างไรก็ดี ชายดังกล่าวหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย …     …. หนึ่งปีให้หลัง ชายไร้ที่มาสามคนปรากฏตัวขึ้นในสถานที่ 3 แห่ง ณ ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ชายคนหนึ่งไปรับจ้างทำงานอยู่ที่เมืองท่า จังหวัดชิบะ ชายคนนี้ได้พบกับสองพ่อลูกซึ่งทำงานที่นั่น และพบรักกับผู้เป็นลูกสาว ชายอีกคนปรากฎตัวขึ้นในกรุงโตเกียว และจับผลัดจับผลูได้ไปใช้ชีวิตเป็นคู่ขากับชายหนุ่ม LGBT ส่วนคนสุดท้ายเป็นชายจรจัด แฝงตัวอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในโอกินาวา เนื้อเรื่องตัดสลับไปมาระหว่างเรื่องราวของชายทั้งสาม และความคืบหน้าในการสืบคดีฆาตกรรม คนเขียนบิลท์ให้เราเริ่มหวาดระแวงมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า คนไหนกันแน่นะที่คือ ยามากามิ คาสึยะ คนร้ายในคดีโกรธแล้วฆ่าที่ตำรวจตามล่าอยู่ ในขณะที่ชายผู้ต้องสงสัยแต่ละคนก็เริ่มผูกพันกับตัวละครที่อยู่รอบข้าง ท่ามกลางความสงสัย เราก็อดจะเอาใจช่วยไม่ได้ว่า ขออย่าให้คนที่เราเอาใจช่วยนั้นเป็นคนร้ายเลย เจ้าประคู้ณ! สุดท้ายแล้วหนึ่งในสามนี้จะใช่คนร้ายหรือไม่ และปลายทางของความสัมพันธ์ซึ่งกำลังจะงอกงาม เมื่อถูกกัดกินด้วยความเคลือบแคลงจะเป็นอย่างไร บอกไปก็ไม่สนุกสิเนอะ   […]

ครึ่งปีศาจซือเถิง เมื่อปีศาจปะทะนักพรต และพบรักกับซอมบี้ #อ่านสุดสัปดาห์

ครึ่งปีศาจซือเถิง เป็นนิยายจีนแปลที่ว่าด้วยการคืนชีพของปีศาจสาว เพื่อกลับมาล้างแค้น แต่การกลับมาครั้งนี้ของเธอไม่ได้มาแบบจัดเต็ม เธอกลับมาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น! “ซือเถิง” คือปีศาจสาวจากต้นวิสทีเรีย ตำนานเล่าขานกันว่า นางเคยสร้างความปั่นป่วนให้เหล่านักพรตเต๋าทั่วหล้า กว่าจะปราบซือเถิงลงได้ก็แทบกระอัก ต้องรีดเลือดนางออกจนหมด ก่อนจะพันธนาการไว้ตราบชั่วนิรันดร์ ….ซึ่งตอนเปิดเรื่องมาซือเถิงก็อยู่ในช่วงดับชีพชั่วนิรันดร์อยู่ดีๆ จนกระทั่งเลือดของ “ฉินฟั่ง” ไหลอาบซากของนาง และปลุกให้นางฟื้นขึ้นมาเป็น ครึ่งปีศาจซือเถิง นี่แหละ ฝ่าย “ฉินฟั่ง” พระเอกผู้เป็นเจ้าของเลือด ตอนต้นเล่ม1 ก็ชีวิตงดงามตามท้องเรื่อง มีอนาคตอันสดใสที่รออยู่ข้างหน้า ชะตารักก็หวานชื่น แต่จู่ๆ ฉินฟั่งก็เข้าไปพัวพันกับเรื่องในอดีตของแฟนสาวแบบไม่รู้เหนือรู้ตัว และยังไม่ทันจะรู้เนื้อรู้ตัวดี พี่แกก็พลอยฟ้าพลอยฝนถูกถีบตกหน้าผามาพร้อมกับรถยนต์อีกหนึ่งคัน …แน่นอนค่ะ ตายสนิททั้งรถทั้งคน การตายของฉินฟั่งนี่เองที่คืนชีพให้ซือเถิง และพร้อมๆกับทื่ซือเถิงคืนชีพ ฉินฟั่งก็คืนชีพมาด้วย ปรากฎการณ์เธอฟื้นฉันฟื้นเยี่ยงนี้ สร้างให้เกิดพันธะผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก พันธะที่ว่านี้คือ ถ้าอยู่ห่างจากซือเถิงเมื่อไร ร่างฉินฟั่งจะเน่าเปื่อยกลายเป็นซอมบี้เมื่อนั้น ทั้งคู่จึงต้องอยู่ในภาวะล่มหัวจมท้าย ประนีประนอมตัว(เกือบ)ติดกันไป โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็มีภาริจที่ต้องสะสาง หนึ่งปีศาจเพื่อล้างแค้น หนึ่งซอมบี้เพื่อหาความจริงว่า เหตุใดตนจึงต้องตายอนาถ สำหรับสายโรแมนติคจ๋านี่อาจจะไม่ใช่แนว แต่ถ้าใครชอบนิยายสืบสวน นิยายจีน และตำนานปีศาจต่างๆ นี่คือนิยายจีนสืบสวน  เวอร์ชั่นปีศาจปะทะนักพรต มีเรื่องของความเชื่อ มีเรื่องปีศาจในตำนาน มีการหักมุม […]

จะรักใครก็รักไป ทำสถิติขายเกลี้ยงในงานสัปดาห์หนังสือฯ

เรียกว่าออกมาสดๆร้อนๆ และขายหมดทั้งที่ยังสดยังร้อนเลยจริงๆ สำหรับนิยายจีนแปลเรื่องใหม่ จะรักใครก็รักไป ของสำนักพิมพ์อรุณ ในงานสัปดาห์หนังสือฯ เดือนเมษายนที่ผ่านมา จะรักใครก็รักไป มีพล็อตแบบเป็นที่นิยมกันในหมู่นักอ่านนิยายจีนสายโรแมนติค นั่นก็คือการกลับมาเกิดใหม่ ซึ่งคราวนี้นางเอกกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมสมัยยังสาว หลังจากตายไปอย่างคับแค้นใจในชาติก่อน นางเอกของเรามีชื่อว่า กวนซู่อี เกิดในตระกูลนักปราชญ์ ตั้งแต่ท่านปู่ท่านตาลงมาจนรุ่นพ่อล้วนเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง แต่โชคชะตาไม่เข้าข้าง นางแต่งงานกับคนผิด สามียังไม่ลืมรักเก่า ลูกเลี้ยงเกลียดชังนาง เพราะเข้าข้างแม่แท้ๆ ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ยึดมั่นในคุณธรรม เมตตาธรรม ศีลธรรมจรรยาเพียงใด สุดท้ายนางก็ตายอย่างน่าเศร้าด้วยบทบัญญัติไร้เหตุผลในหนังสือ ข้อห้ามสตรี แม้แต่ครอบครัวก็ตกต่ำอย่างไม่มีโอกาสฟื้นคืน กลับมาชาตินี้ กวนซู่อีจึงตั้งปณิธานว่า จะขอใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ทุ่มเทให้ใครจนตัวตาย ใครจะรักใคร เกลียดคนผิดชังคนถูกยังไง นางก็จะไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย สุดฯรีวิว คะแนนความสนุกให้เต็ม อ่านจบแล้วไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมขายดีจนของขาดตั้งแต่ลงงานหนังสือฯช่วงวันแรกๆ (แม้กระทั่งตามไปซื้อในเว็บก็ของหมดนะยูว์) ความสนุกหลักๆ อยู่ที่การตามลุ้นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตนางเอก ระหว่างชาติเก่ากับชาติใหม่ คนเขียน(เฟิงหลิวซูไต / แปลโดย เสี่ยวหวา) ค่อยๆทยอยเปิดตัวละครออกมา แต่ละตัวก็มีบทบาท มีความร้ายกาจ ความน่าหมั่นไส้ ความน่าเอ็นดู เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสามีนางเอก (ผู้ไม่ใช่พระเอก อันนี้บอกได้ไม่สปอยล์ เพราะเปิดเรื่องมาก็บอกเลยว่า […]

ข้าก็เป็นสตรีเช่นนี้ ไม่เก่ง ไม่ดี แต่บังเอิญ #เกิดมาสวยและรวยมากค่ะ

ปกสวยอีกแล้ว สำหรับ ข้าก็เป็นสตรีเช่นนี้ นิยายจีนแปลแบบสามเล่มจบของบ้านอรุณ จากปลายปากกาของ  ‘เยว่เซี่ยเตี๋ยอิง’ และถ้าอ่านจนจบก็จะพบว่า ภาพงามๆบนแต่ละปกกำลังบอกใบ้ถึงช่วงชีวิตของนางเอกในเล่มนั้นๆให้เรารู้อยู่เป็นนัยๆ ชื่อเรื่องก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า ตัวเอกต้องเป็นผู้หญิง ซึ่ง “ปันฮั่ว” นางเอกของเราในที่นี้เรียกได้ว่า เป็นสาวมั่นแห่งยุคสมกับวลีเด็ด “ข้าก็เป็นสตรีเช่นนี้” ที่แท้ทรู ตั้งแต่เปิดเรื่องมาเล่มแรกจุดยืนก็ชัดเจนมาเลยค่ะ กล่าวคือนางเอกของเราไม่เก่งอะไรสักอย่าง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ดีดพิณ เขียนอักษร อะไรที่ลูกผู้ดีมีตระกูลทำ ปันฮั่วทำไม่ได้จ้า  มีดีอยู่สองอย่างคือ สวยมาก และ รวยมาก แต่ความรวยนี้ก็ดันแสดงออกมาในรูปความหรูหราฟุ้งเฟ้อ จนชาวบ้านชาวช่องขี้อิจฉาพากันเกิดอาการ “หมั่น(ไส้)” ติฉินนินทากันไปทั่ว ยังค่ะ ยังมั่นไม่พอ ที่เด็ดกว่านั้นคือ นางเอกของเรายังโดนบอกเลิกการหมั้นหมายมาถึงสามหน หนแรก คู่หมั้นป่วยตาย ตั้งแต่ยังเป็นทารก หนที่สอง คู่หมั้นหนีไปกับนางคณิกา หนที่สาม คู่หมั้นสอบรับราชการได้ก็ขอบอกเลิก แน่นอนว่าในสมัยนั้น (ถึงสมัยนี้ก็เหอะ) การเป็นม่ายขันหมากแค่หนเดียวก็เกินจะพอ แต่นี่โดนเข้าไปสามหน คำว่าสาหัสยังน้อยไป แต่นางเอกซะอย่างหาแคร์ไม่ (ต้องมั่นเบอร์ไหน ถามใจเธอดู) ปันฮั่วยังคงใช้ชีวิตในฐานะหลานคนโปรดของฮ่องเต้ต่อไปแบบเชิดๆ ชิลๆ […]

รีวิวหนังสือ Dubai Diary ดูอะไรที่ดูไบ อัดแน่นด้วยเกร็ดความรู้ มากกว่าการเป็นแค่ไกด์บุ๊ค!

Dubai Diary ดูอะไรที่ดูไบ หนังสือไกด์บุ๊คที่เป็นมากกว่าคู่มือแนะนำการท่องเที่ยว อัดแน่นด้วยความรู้ อ่านแค่ 232 หน้าก็เที่ยวดูไบได้แบบรู้ลึกรู้จริง!

keyboard_arrow_up