หมิว ลลิตา นางเอกที่ใครๆ ก็รัก กับความท้าทาย “ล่า” สุด

ย้อนไปในสมัยที่ทีวียังเป็นสื่อครองใจคนทั้งประเทศ และละครคือที่สุดของรายการเรียกเรตติ้ง เมื่อสุดฯลองลิสต์รายชื่อละครที่ชอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่าหลายเรื่องมีชื่อ หมิว ลลิตา ปัญโญภาส ติดโผนักแสดงคุณภาพที่คนดูชื่นชอบเสมอมา

 

และในวันนี้เมื่อละคร “ล่า” ที่นำมารีเมคกำลังเป็นที่พูดถึง สุดฯก็อดไม่ได้ที่จะขอคุยกับขวัญใจตลอดกาลคนนี้ของพวกเราอีกครั้ง หลังจากพี่หมิวห่างหายจากการแสดงไปนานมากทีเดียว

หมิว ลลิตา ในจอเป็นนักล่า นอกจอเป็น… (นักแสดงและแม่ที่น่ารักมาก)

เมื่อสุดฯแจ้งไปกับทีมงานว่า แขกที่เราจะสัมภาษณ์คือ หมิว ลลิตา เราได้ยินคำว่า “น่ารัก” เข้าหูตั้งแต่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ละคร ช่างภาพ สไตลลิสต์ ช่างแต่งหน้าทำผม จนถึงเจ้าของสตูดิโอ ทุกคนยินดีและอยากที่จะร่วมงานกับนักแสดงนิสัยดีคนนี้เป็นอย่างยิ่ง

หมิว ลลิตา

พี่หมิวยังจำภาพการทำงานในสมัยช่วงแรกๆ ได้มั้ยคะ

จำได้ว่าคนหนึ่งทำหลายหน้าที่ และไม่ได้มีจำนวนคนในทีมมากเท่าตอนนี้ ตอนนั้นเหมือนคนคนหนึ่ง ต้องทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็ดีทำให้งานละเอียดมากขึ้น เมื่อก่อนถ่ายรูปด้วยฟิล์ม ก็จะถ่ายเผื่อเยอะมาก ช่างภาพกดๆๆ เพราะไม่รู้ว่าภาพที่ออกมาใช้ได้แค่ไหน เปลืองฟิล์มมาก แล้วก่อนถ่ายก็จะมีการเทสต์โพลารอยด์ ซึ่งก็สนุกดี

หมิวชอบการถ่ายแบบมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะเปลี่ยนยุคสมัยไปอย่างไร ยิ่งตอนนี้ถ่ายด้วยกล้องดิจิตัล ยิ่งสบายขึ้นเยอะ ทำงานเสร็จไว เมื่อก่อนไม่ค่อยได้ทำงานในสตูดิโอมากนัก ส่วนใหญ่จะถ่ายตามโลเคชั่นสวยๆ ไม่ว่ากรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ก็ได้ไปกับแพรวสุดสัปดาห์ รวมถึงแพรวใหญ่และนิตยสารอื่นๆ บ่อย ไปต่างประเทศแทบจะเดือนเว้นเดือนเลย

จำได้ว่าครั้งหนึ่งไปถ่ายแบบต่างประเทศ พร้อมกับถ่ายละครเรื่อง ยามเมื่อลมพัดหวน ไปยุโรป 3 ประเทศ ถ่ายกับเจ (เจตริน วรรธนสิน) ด้วย มีพี่ณัฐ (ณัฐ ประกอบสันติสุข) เป็นช่างภาพ ถ่ายกลางหิมะ หนาวก็หนาว ถ่ายไปสักพักพี่ณัฐถามว่า “หนาวใช่ไหม มา ถ้าอย่างนั้นพี่จะถอดด้วย” แล้วทีมงานทุกคนก็ถอดเสื้อกันหนาวออก ประมาณว่าเราจะหนาวไปด้วยกัน อีกทั้งยังฉุกละหุกทั้งเรื่องเวลาและสถานที่ เพราะต้องทำทั้งถ่ายละครและต้องถ่ายแบบ แต่พอมองย้อนกลับไปก็สนุกดี

สมัยนี้ก็มีการทำรีทัชช่วย เทียบในเรื่องของการเตรียมตัวก่อนถ่ายแบบคงต่างกัน…

ก็นี่ไงคะ ก่อนมาถ่ายวันนี้ยังปล่อยตัว พอปิดกล้องละครเรื่องล่า แล้วก็ตามใจปาก ไม่ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตเละเทะมาก (หัวเราะ) ปัจจุบันมีฝ่ายที่ช่วยแก้ไขจุดบกพร่องโดยเฉพาะ ก็ยิ่งสบาย สปอยล์เรามาก ทำให้เสียนิสัย คิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาก็ไปทำรีทัชให้ เทียบกับสมัยก่อนต้องเป๊ะจริงๆ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับรูปที่ถ่ายไปบ้าง เลยต้องถ่ายเผื่อ ยิ่งไปถ่ายต่างประเทศนี่ถ่ายเผื่อเยอะมากแต่สมัยสาวๆ ก็ยังไม่ต้องดูแลตัวเองขนาดนั้น อีกอย่างหมิวเล่นกีฬาอยู่แล้ว สมัยนั้นยิมยังไม่เป็นที่นิยม ชอบเล่นเทนนิส ขี่ม้า ว่ายน้ำ เล่นอะไรที่เป็นกีฬาจริงๆ เวลาถ่ายหนังถ่ายละครก็ได้นำไปใช้ ก็ได้ออกกำลังกายไปในตัว ไม่ต้องมีเวลาเพื่อไปออกกำลังกายโดยเฉพาะ แต่ตอนนี้หมิวก็ยังไม่เข้ายิมนะ แค่โยคะเบาๆ และเดิน

การกลับมาเล่นละครเรื่องล่า เป็นการกลับมาในรอบ…

สองปีค่ะ ตั้งแต่มีครอบครัว หมิวก็ไม่ค่อยรับงานเท่าไหร่ แต่จริงๆ เมื่อก่อนก็ไม่ได้รับเยอะ แค่ปีละเรื่อง

นักแสดงบางคนไม่กล้าดูผลงานเก่าๆ ของตัวเองเพราะรู้สึกกับการแสดงที่ยังทำได้ไม่ดีนัก

หมิวเคยย้อนกลับไปดูบ้าง บางทีก็ขำ ลูกชอบเอามาเปิดให้ดู อย่างตอนไปออกรายการหรือขึ้นคอนเสิร์ต เขาก็เอามาแซว “ดูซิ ใคร” ต้อน (แพลงตอน ลูกคนคนโต) ชอบฟังเพลง หมิวเองก็ชอบฟังเพลงและฟังได้ทุกแนว เวลาอยู่ในห้องเขาก็จะเปิดเพลงในยุคของเขา พอได้ฟังเราก็ “เพลงเพราะจังเลยลูก” สนุกไปกับเขา (ทำหน้าเคลิ้ม) แม่ลูกมีความสุข สักพักเขาก็ขุดงานเก่าๆ ของเราขึ้นมา ชอบแกล้ง มองย้อนกลับไป 20-30 ปี รู้สึกว่าบางอย่างมันก็ตลก แต่มันก็คืองานของเรา บางทีก็นั่งดูจนจบ

เรื่อง ล่า คนชมว่าพี่นกแสดงไว้ดีมาก มารับไม้ต่อกดดันมั้ยคะ

กดดันค่ะ ที่ผ่านมาหมิวมักจะได้เล่นละครที่เป็นเวอร์ชั่นแรก แต่เรื่อง ล่า ต้องมาเล่นต่อจากพี่นก ซึ่งเล่นได้ประสบความสำเร็จมากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทุกคนพูดถึง ล่า ฉบับพี่นกมากๆ ก็กลัวเหมือนกันว่าจะทำได้ไม่ดี แต่พอได้คุยกับพี่ๆ ที่เป็นฝ่ายโปรดัคชั่นเขาบอกว่าเนื้อหามันค่อนข้างเป็นยุคสมัยนี้ ไม่ต้องไปแข่งหรืออิงกับของเก่ามาก ให้ดูของเก่าเพื่อเป็นครู ล่า เวอร์ชั่นนี้ก็เป็นล่า ฉบับปี 2560

ต้องเตรียมตัวเตรียมใจก่อนถ่ายอย่างไรบ้าง

ต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรง และเตรียมใจให้พร้อมที่จะถูกกดดันทุกรูปแบบ ในเรื่อง “มธุสร” ถูกกดดัน และโดนกระทำเยอะมาก เราในฐานะนักแสดง ยังรู้สึกเลยว่าทำไมชีวิตถึงมีแต่เรื่อง น่าสงสารจังเลย แต่ตอนเล่นก็เล่นตามบทที่เขียนมา บทละครถือว่าสนุกทีเดียว เขียนได้แบบว่า “โอ้โห…” ยิ่งตอนล่าฆาตรกรแต่ละครเนี่ย คิดว่าตัวมธุสรต้องมีความกดดันมากๆ ถึงทำขนาดนั้นได้ ได้เวิร์คช็อปครั้งเดียวตอนเล่นกับน้องเซียงเซียง ซึ่งก็ไม่มีปัญหา เคมีเข้ากันได้ดีมาก

การปลอมตัวเพื่อเป็นผู้ล่า มีคาร์แร็คเตอร์ที่ต่างกันไป มีความยากง่ายอย่างไรบ้างคะ

หมิวทำการบ้านด้วยการดูหนังเพื่อเป็นไกด์ไลน์ เมื่อก่อนเป็นคนไม่ดูหนังแอ็คชั่นเลย ไม่ค่อยชอบ รู้สึกว่ามีแต่ความเจ็บปวด ต่อยกันเลือดกระฉูดอะไรขนาดนั้น แต่พอมาเล่นเรื่องนี้ต้องแอ็คชั่นเยอะ เลยไปหาดูหนังแอ็คชั่นที่ผู้หญิงเล่นว่าเขาแอ็คกันแบบไหน ทำอย่างไรให้แข็งแรงและสมจริงที่สุด

ได้ยินว่าพี่หมิวแอบหลอนกับการทำเอฟเฟ็คท์ใบหน้าเหมือนกัน

ใช่ค่ะ ไม่คิดว่ามันจะมีอะไรที่ติดตรึงกับใบหน้าของเราได้นานขนาดนั้น ดีที่เขามีวันฟิตติ้ง เลยได้ลองหน้าต่างๆ ถามตัวเองว่าเราจะอยู่กับมันทั้งวัน โดยที่ต้องแอ็คชั่นไปด้วยได้ไหม ตอนเขาลงเอ็ฟเฟ็คเต็มๆ นี่น่ากลัวมาก… มันตึงไปหมด แล้วเป็นกาวที่ต้องใช้น้ำมันเฉพาะด้านถึงเอาออกได้ มันติดกับหน้าแบบนั้นตั้งแต่เช้าถึงค่ำ แต่งครั้งละ 3 ชั่วโมง บางเอฟเฟ็คท์ ก็บอกเขาว่าขอแบบไม่ต้องจัดเต็มได้ไหม (ยิ้ม)

ในเรื่องของการแสดงอย่างบทคนแก่ ก็แก่ประมาณคนอายุ 80 ก็ศึกษาคนแก่เพื่อเป็นแนวทางประมาณหนึ่ง เจอใครก็จะจำท่าทางเขาไว้ ขณะที่สาวบาร์หรือโสเภณีในเรื่อง ก็มีฉากที่ต้องโพลแดนซ์ด้วย ต้องเต้นกับเสา ซึ่งต้องใช้พละกำลังเยอะมาก บอกกับกองถ่ายว่าสงสัยจะไม่ไหว ใช้สแตนด์อินหรือตัดต่อช่วยหน่อยได้ไหม แต่เหมือนว่าทุกคนยังไม่ให้ผ่านตรงนี้ไป อยากให้ลองไปซ้อม หลังจากวันแรกที่ไปมาวันต่อมาแทบยกตัวไม่ขึ้น มันเจ็บปวด ต้องใช้แรงเยอะมาก ซ้อมประมาณ 4 ครั้ง ก็ได้ท่าทาง เห็นตัวเองในกระจกก็รู้สึกว่าสวยงามดี และมันก็ทำให้เราเป็นตัวละครนั้นได้มากขึ้น สามารถเดินเหิน จับเสา และเต้นได้นิดหน่อย แต่ก็มีท่าที่ยากและทำไม่ได้ ก็ต้องใช้สแตนด์อินช่วย

เรื่องความเซ็กซี่ ทราบว่าจริงๆ แล้วพี่หมิวค่อนข้างระวัง

ตอนเรียนโพลแดนซ์เขาสอนทุกอย่าง ทั้งมูฟท์เม้นท์ การเงยหน้า การวางตัว จริงๆ เรื่องความเซ็กซี่นี่ เรามีวิชานี้อยู่แล้วเพราะต้องใช้ถ่ายแบบ เป็นนางแบบมาตั้งแต่เด็ก พอบอกให้เซ็กซี่ ให้โพสต์ มันมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็นำทักษะตรงนั้นมาใช้ในการทำงานตรงนี้ ก็บวกๆ กันไป

ตอนแต่งเป็นผู้ชายก็หฤโหด ต้องทำเอฟเฟ็คท์เยอะมาก เพื่อให้ดูเป็นผู้ชาย มีซิกแพ็ค ขนหน้าอก ในเรื่องเราแต่งเพื่อไปแกล้งลูกมาเฟีย มันยากตรงที่…อย่างตอนแต่งเป็นคนแก่หรือโสเภณี มันก็ยังเป็นเพศเดียวกัน แต่นี่ต้องเป็นผู้ชายซึ่งเราไม่รู้ว่าทำอย่างไงถึงจะเหมือน ก็พยายามทำให้ใกล้เคียงมากที่สุด แต่พอแต่งเอฟเฟ็คท์แล้วมันก็ช่วยได้มากทีเดียว ถ้าเขาไม่จัดเต็มเรื่องการทำเอฟเฟ็คท์ขนาดนี้ คงต้องใช้ความสามารถในการแสดงมากๆ

(อ่านเรื่องราวของ หมิว ลลิตา กับบทบาทคุณแม่ของสองลูกชายสุดหล่อได้หน้าถัดไป)

บทบาทแม่ในล่า และแม่ในชีวิตจริง

ในชีวิตจริงเป็นแม่ที่มีลูกชาย แต่ในเรื่องเป็นลูกสาว การทำอารมณ์ให้อินมีความต่างตรงไหนไหมคะ

มันสามารถนำเอาความรักของแม่ลูกมาใช้ได้เหมือนกัน ลูกในละครถูกกระทำต่อหน้าต่อตา ในเหตุการณ์มันรุนแรงมากเราก็ต้องบวกไปอีก แต่เวลาเห็นข่าว แม้จะเป็นลูกคนอื่นเรายังตกใจ นี่มาเกิดกับลูกเรา ถึงจะเป็นแค่การแสดงก็รู้สึก แล้วเหตุการณ์ข่มขืนก็ยังเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันวันเว้นวัน ยิ่งทำให้เรามีความรู้สึกกับตรงนี้

พูดถึงลูกสาวในเรื่องสักหน่อย

น้องเซียงเซียง (พรสรวง รวยรื่น) เด็กน้อยมหัศจรรย์ เก่งมาก ตกใจมากกับความสามารถ หมิวเล่นละครมานาน ก็พยายามใช้ศาสตร์ทุกศาสตร์เพื่อแสดง แต่น้องเพิ่งเล่นได้ไม่นาน เป็นนักแสดงที่อายุน้อย แต่ต้องมาเล่นบทที่รุนแรงขนาดนี้ แล้วเข้าใจ บอกอะไรก็ทำหมด ส่งอารมณ์ซึ่งกันและกันได้เก่งมาก คือเก่งน่ะ เราอายุมาก ก็พอเข้าใจเรื่องราวเมื่อต้องเจออะไรแบบนี้ แต่น้องเขายังใสๆ ต้องมาเล่นบทที่ยากขนาดนี้ ไม่ว่าร้องห่มร้องไห้ ฉากอารมณ์ ก็ผ่านฉลุย ถือว่าเก่ง

ฉากไหนที่รู้สึกว่ายากมาก

ช่วงที่ออกตามล่าฆาตรกร ด้วยวิธีที่ตามล่า อย่างที่บอกว่า ไม่ถนัดเรื่องแอ็คชั่น การเล่นบทแอ็คชั่นมันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งเลย ทำให้นึกถึงนักแสดงที่เล่นบทแอ็คชั่น ไม่ว่าคุณจา พนม จีจ้า หมิวก็ได้ดูแอ็คชั่นของไทยนะ รู้สึกว่ามันเป็นศิลปะการแสดงที่สวย ดูแล้วก็รู้สึกว่าอู้หู… แต่ละฉากนี่เสียงชีวิตเยอะมาก ของเราเล่นแค่สั้นๆ ยังเหนื่อย ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งในส่วนพันของเขาเลย ให้เล่นดราม่ายังง่ายกว่า

ตัดไปที่ครอบครัว ลูกชายทั้งสองคนเหมือนจะเริ่มเข้าวงการมานิดๆ แล้ว

ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ มีแค่ถ่ายแบบถ่ายโฆษณาบ้าง อย่างแพลงตอนก็อยู่ ม.5 ตอนนี้เน้นไปทางกีฬา เขาเป็นนักกีฬาของโรงเรียน และกำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย จะมาทำงานตรงนี้ก็ไม่ว่า แต่ขอให้เรียนจบมัธยมก่อน เขาชอบเล่นกีฬาทั้งคู่ คนโตเล่นฟุตบอล คนเล็กเล่นวอลเล่ย์บอล

ห่วงมั้ยคะ

คนโตรับผิดชอบตัวเองได้ดี ไม่ค่อยห่วง เรื่องอ่านหนังสือไม่เคยต้องเตือนเลย เขาดูแลตัวเองได้

แล้วหวงล่ะคะ

ไม่หวง… (ลากเสียงยาว) เขาจะคุยกับใครก็แค่แอบยิ้ม ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลยนะ (หัวเราะ) ตอนลูกเปิดเพลงรักก็แฮปปี้ แต่พอลูกเปิดเพลงอกหักก็รู้สึกเศร้าตาม คอตก สงสาร เป็นบ้าค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้ยังนอนกับลูกอยู่ จริงๆ เขาก็มีห้องส่วนตัวของเขา เราเข้าไปแค่ตอนนอน เวลาที่เขาจะทำอะไรที่เป็นส่วนตัวเราก็ทำเป็นใส่หูฟัง เหมือนชีวิตเขากำลังมีสีสัน เราก็รู้สึกไปกับลูกด้วย ส่วนลูกคนเล็กยังเบิกบานอยู่

ลูกรู้มั้ยที่แม่แอบฟังเพลงไปกับเขา

ทราบค่ะ เพราะเพลงสนุกแม่ก็เต้นรำ เพลงเศร้าแม่ก็คอตกไปด้วย ใจเรามันอยู่กับเขาแล้วไงคะ ลุ้นไปกับเขาด้วย แต่ไม่ไปรบกวน ให้เขาลุ้นเอง ตัดสินใจเอง การอกหักมันก็เป็นอะไรที่เขาต้องเจอ ตามอายุและฮอร์โมนพลุ่งพล่าน

ตอนนี้เขาฟังเพลงอะไรอยู่คะ

เพลงแร็พค่ะ

แสดงว่าหัวใจยังชิลๆ

(หัวเราะ) แต่เป็นเพลงแร็พที่เนื้อหาออกสื่อไม่ได้นะ

เรื่องความรัก พี่หมิวสอนอะไรเขาบ้างไหมคะ

สอนอย่างเดียวคือต้องให้เกียรติผู้หญิง บอกว่าเขาก็เป็นผู้หญิงเหมือนแม่นะลูก ต้องให้เกียรติกัน อย่าไปทำอะไรที่จะทำให้แม่เขาไม่พอใจ เราไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา แต่ก็หวังว่าเขาจะเชื่อฟัง

ทำไมถึงยังนอนกับลูกคะ

ไม่มีที่นอนค่ะ เพราะสละให้ลูกไปหมดแล้ว แต่ไม่หรอก เหตุผลคือเรายังอยากใช้เวลาอยู่กับเขา บางวันก็ไปนอนห้องอีตัน บางวันก็นอนห้องแพลงตอน

ตอนนี้อาการติดลูกน้อยลงไปบ้างมั้ยคะเนี่ย

น้อยลงแล้วนะ เมื่อก่อนอยู่ด้วยกันตลอด ลูกคนไหนที่แม่สามารถเข้าไปในชีวิตได้วันนี้ก็เข้าไป แต่ต้องดูทิศทางลมนะ บางวันปิดประตูล็อคไม่ให้แม่เข้าก็มี เขาอยากอยู่ส่วนตัว ถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดีทั้งสองคน สงสัยแม่คงได้นอนห้องรับแขก (หัวเราะ)

อะไรคือเรื่องน่าห่วงสำหรับการมีลูกชายวัย 16 ปีในยุคนี้

ทุกอย่างก้าวกระโดดเร็วมาก บางอย่างมันมีข้อดี แต่ต้องใช้ให้ถูก เด็กเดี๋ยวนี้โตไว เขาสามารถเข้าถึงทุกอย่างด้วยตัวเอง และของบางอย่างมันก็เข้ามาโดยที่เราไม่รู้จริงๆ เขาคุยกับใคร หรือไปเจอคนไม่รู้จักต่างโรงเรียน แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าคนนั้นมีตัวตน บางทีเราไม่เข้าใจ เลยต้องเช็คนิดหนึ่ง ยิ่งในเรื่องล่า แต่ละตอนที่ออกล่าเขาเขียนบทเพื่อสะท้อนถึงสังคมปัจจุบัน ตอนมธุสรต้องไปหลอกล่อ แต่ละคนก็เอาเรื่องจริงที่เกิดขึ้นปัจจุบันเกี่ยวกับวัยรุ่นมาทำ ยิ่งทำให้เราต้องมองไปที่ลูก เพราะมันสะท้อนว่าสังคมกำลังเป็นแบบนี้ ก็ต้องระวังและไม่ประมาทจนเกินไป ระวังเรื่องการสื่อสาร การใช้ชีวิตโดยไม่มีเรา เดี๋ยวนี้เขาเป็นอิสระมากขึ้น ไปไหนมาไหนได้เอง

ปัญหาลูกติดโซเชียลนี่เป็นกันแทบทุกบ้าน บ้านนี้จัดการอย่างไรคะ

เชื่อไหมว่าเป็นคนไม่เล่นโซเชียลเลย โลว์เทคและไม่ค่อยรู้เรื่องนี้สักเท่าไหร่ เป็นคนดูข่าวจากทีวีและอ่านหนังสือพิมพ์ที่เป็นเล่ม อยู่ เพราะคุณแม่ยังอ่านหนังสือพิมพ์และดูทีวี ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าข่าวหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีคือข่าวที่กรองแล้ว แต่ข่าวในโซเชียลบางสำนักอาจจะไม่ได้กรอง แต่เมื่อไม่นานมานี้ไปเล่นเฟซบุ๊กก็โดนหลอก แต่อย่าไปบอกใครนะ อายมากเลย

ไอจีก็ไม่ได้เล่นใช่มั้ยคะ

ไม่ได้เล่นค่ะ โลว์เทค ถ้ามีก็มีที่แฟนคลับทำขึ้น ไม่รู้จะเล่นเพื่ออะไร ปกติถ้าอยากรู้เรื่องถ่ายรูปก็จะเข้าไปที่ Pinterest ถ้าดูว่าลูกเป็นไง ก็ไปที่ไอจีเขา ถ้าเป็นเรื่องงานก็มีน้องๆ แฟนคลับช่วยเก็บรูปไว้ให้อยู่แล้ว เพื่อน Register ให้หลายครั้งมาก เปลี่ยนพาสเวิร์ดไม่รู้กี่ครั้งก็ยังไม่ได้เล่น (หัวเราะ)

มีคำพูดที่ว่า “เด็กสมัยนี้เลี้ยงได้แต่ตัว” พี่หมิวคิดอย่างไรกับคำนี้

ก็จริงนะคะ ต้องยอมรับ แต่เราก็ไม่ท้อถอยนะ เชื่อว่าวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมของคนในครอบครัวมีผลต่อลูกได้เหมือนกัน แต่อะไรบางอย่างมันก็มาจากพันธุกรรม และยีนที่แตกต่างกัน นิสัยคนเราต่างกันอยู่แล้ว จะให้เขาเหมือนเราทั้งหมดก็ไม่ใช่ ถ้าจะบอกว่าเราเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก แล้วเราดีจริงหรือ สมัยที่เราอายุเท่าเขาเราก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนขนาดนั้น อย่างแพลงต้อนนี่ตั้งใจเรียนกว่าหมิวสมัยเรียนอีก ยังคิดเลยว่าได้นิสัยนี้มาจากใคร หรือว่าตอนที่เราอ่านบทละคร ลูกคิดว่าอ่านหนังสืออยู่เลยอ่านตาม (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าเขาแน่ๆ

ถ้าจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ได้มาจากพ่อแม่ มันก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ลึกๆ แล้วสิ่งที่เขาแสดงออก เขาประมวลจากทุกเรื่องที่เจอ ทั้งครอบครัว ชีวิตที่โรงเรียน สังคม แล้วเขาอยู่โรงเรียนมากกว่าอยู่กับเราอีก เจอแม่ตอนเย็น ตกค่ำก็เข้านอน พอเสาร์อาทิตย์ก็ไปทำกิจกรรม ไปเรียน ร.ด.อีก สังคมในโรงเรียนและสิ่งที่เขาเจอภายนอกสำคัญมาก ถ้ากลับบ้านแล้วพ่อแม่ไม่มีเวลาให้อีกมันก็จะไม่มีตรงไหนที่เราจะได้คุยกับเขาเลย เมื่อได้อยู่กับลูกก็ต้องพยายามใส่สิ่งที่ดีๆ ให้เขา

ลูกทั้งสองคนก็ไม่น่าทำให้หนักใจ…

ไม่ค่อย ทุกอย่างมันอยูที่ประสบการณ์และการแก้ปัญหา ถ้าไปดูแลเขามากเกินไปเขาก็จะไม่รู้จักการแก้ปัญหา หมิวว่าคนเราใช้ชีวิตปัจจุบันกับการแก้ปัญหา ถ้าสู้กับปัญหาก็จะก้าวต่อไปได้ แต่ถ้าไม่สู้ ติดกับครอบครัวอย่างเดียวก็ไปต่อไม่ได้ มนุษย์เราต้องรู้จักสู้รบปรบมือหน่อยถ้าอยากจะอยู่ให้ได้   

หมิวไม่ได้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เพราะลูกๆ ยังมีเวลาบางส่วนไปอยู่กับพ่อ และพ่อเขาก็ช่วยดู ความเป็นลูกผู้ชายและชีวิตแบบผู้ชายจะเป็นพ่อเขาสอน แต่ชีวิตความเป็นผู้ชายในรูปแบบของแม่ก็จะสอนแบบแม่ แต่จะเหมือนกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะแต่ละคนก็เติบโตมาไม่เหมือนกัน เวลาอยู่กับลูกเราต้องเป็นตัวเราให้มีความสุขที่สุดและเป็นนักแก้ปัญหา เมื่อเขามีปัญหาก็ปรึกษากัน แม้แต่ตัวหมิวเวลามีปัญหายังปรึกษาลูกเลย ช่วยกันคิดว่าเราจะหาทางออกอย่างไร เราไม่ได้เป็นผู้นำได้ตลอด อย่างลูกเล่นโซเชียลมากกว่าหมิว บางเรื่องเขาอาจจะรู้มากกว่า ก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ใช่แค่เขาพึ่งเรา เราพึ่งกันและกัน

อะไรคือความสุขในวัย 46 ปีคะ

“ลูก” ตั้งแต่มีลูกเราก็มองอนาคตเขา แม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานมาด้วยกันบ้างก็ตาม เราอาจจะมีปัญหาในช่วงต่างๆ ของชีวิต แต่พออายุมากขึ้นเราก็รู้จักการแก้ปัญหา เวลามองดูลูกที่อายุยังน้อย เราก็รู้สึกว่าเขาก็สามารถอยู่กับปัญหาของเขาได้ และเติบโตขึ้นได้ อย่ามองเพียงแค่ว่าเขาเป็นเด็ก บางทีเด็กก็สามารถดูแลตัวเองในส่วนที่เกิดขึ้นกับชีวิตเขาได้ ได้มองเขาเติบโต ภูมิใจกับเขา

แล้วความทุกข์ของวัยนี้คืออะไร

ก็ความห่วงใยที่มีต่อลูก เดี๋ยวนี้ดูจากข่าวที่ออกมาอันตรายมันเกิดขึ้นรอบด้าน แต่ก็ไม่อยากโทษสังคมอย่างเดียว ต้องสอนลูกด้วยว่าอย่าประมาทกับชีวิต หวังว่าเขาจะไม่ใช้ชีวิตแบบประมาท จะคอยเตือนๆ กัน

ถ้ามีมหาวิทยาลัยเชิญไปบรรยายในหัวข้อ “วงการบันเทิง อยู่อย่างไรให้มีชื่อเสียงและเป็นที่รัก” โดยมีเวลาให้ 5 นาทีจะพูดว่า ….

ขอไม่เน้นการมีชื่อเสียงได้ไหม ขอเน้นการทำงานอย่างมีความสุขก็แล้วกัน ต้องทำงานเป็นทีม ให้ความสำคัญกับทุกคน ไม่ว่านักแสดงหรือฝ่ายไหนล้วนแต่มีความสัมพันธ์กัน และต้องร่วมมือกันในการทำงานหนึ่งชิ้นให้ประสบความสำเร็จ ถ้าเรานึกถึงคนอื่นให้มากเราก็จะตัวเล็กลงและทำให้งานนั้นผ่านไปด้วยดี แต่ถ้าทุกคนตัวใหญ่หมด ก็จะฝ่าฟันอุปสรรคไปไม่ได้ ต้องช่วยเหลือกัน ถ้ามีปัญหาก็บอก อย่างตอนถ่ายเรื่องล่า หมิวก็บอกทางผู้จัดและผู้กำกับให้ช่วยหลายเรื่อง มันเลยกลายเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันค่ะ

มาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าคุณคงคิดเหมือนเรา….. ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้หญิงชื่อ หมิว ลลิตา จึงยังคงเป็นที่รักของแฟนๆเสมอมา 🙂

เรียบเรียง: AuAi Photo: sudsapda

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบมแบม got7 กับบทสัมภาษณ์แก้คิดถึง

ผู้ชายหลากมุมชื่อ โอ๊ต ปราโมทย์ ผมไม่ได้เอะอะก็หยาบคาย

The Toys ผู้ชายหน้านิ่ง กับ 10 เรื่องที่รู้แล้วต้องว้าว!

เจมส์-ธีรดนย์ ทุ่มสุดตัว! สวมบทคนเป็นโรคซึมเศร้า

ต่อ-ธนภพ กับชีวิตหลังเป็นพี่ยิมผมฆ่าไผ่-ฮอร์โมนได้แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

keyboard_arrow_up