รวมภาพและเรื่องประทับใจ ในหลวง ร.9 กับบทบาท ‘พ่อ’ ของลูก

5 ธันวาคม ของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของชาติไทย คือ 1. เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 2. วันชาติ และ 3. วันพ่อแห่งชาติ   สุดสัปดาห์ ขอรวมภาพและเรื่องราวสุดประทับใจ ของ ในหลวง ร. 9 ในบทบาทของ “พ่อ” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ

ในหลวง ร.9 พ่อแห่งแผ่นดินของไทยทุกคน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพ ในราชสกุลมหิดลอันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ อันเป็นที่ซึ่งพระบรมราชชนก และพระบรมราชชนนี กำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ เมื่อวันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระโอรสองค์ที่ 3 ในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) และหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (สกุลเดิม ตะละภัฎ, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในกาลต่อมา) มีพระนามเมื่อแรกประสูติ อันปรากฏในสูติบัตรว่า เบบี สงขลา (อังกฤษ: Baby Songkla) ต่อมาคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เมื่อได้รับพระราชทานนาม พระองค์มีพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียก พระองค์เป็นการลำลองว่า “เล็ก”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพระปรีชาสามารถ และมีพระเมตตาแผ่ไพศาลทั่วแผ่นดินไทย ทรงเปรียบเสมือน “พ่อแห่งแผ่นดิน” ของพสกนิกรไทย  และในมุมส่วนพระองค์ บทบาทของความเป็น “พ่อ” ก็ทรงเป็น  พระราชบิดาของพระราชโอรส และพระราชธิดา ทั้ง 4 พระองค์ ที่น่ารัก และอบอุ่น แม้จะทรงมีภารกิจน้อยใหญ่มากมาย แต่หน้าที่ความเป็นพ่อของพระองค์ ก็ทรงมิได้ขาดตกบกพร่องเลย ทรงเป็นต้นแบบของ “พ่อ” และ “หัวหน้าครอบครัว” ให้กับพสกนิกรชาวไทยอย่างแท้จริง

วันพ่อแห่งชาติปีนี้ สุดสัปดาห์ ขอรวมภาพและเรื่องราวที่อบอุ่นน่าประทับใจ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะพ่อของพระราชโอรสและพระราชธิดา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2560 และวันพ่อแห่งชาติในหลวง ร. 9

ในหลวง ร.9

ทูลกระหม่อมชายของทูลกระหม่อมพ่อ

มีการบันทึกไว้ในหนังสือ “สี่เจ้าฟ้า” ฉบับเรียบเรียงใหม่โดย  ลาวัณย์ โชตามระ กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ในขณะนั้น ทรงเป็นทูลกระหม่อมเจ้าฟ้า เพียงพระองค์เดียวใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงไม่มี “ชื่อเล่น” เหมือนสมเด็จพระเชษฐภคินีหรือพระขนิษฐาอีก 3 พระองค์ อาจจะเพราะทรงเป็น “ทูลกระหม่อมชาย” เพียงพระองค์เดียว คำว่า “ชาย” จึงเป็นเสมือนชื่อที่ใช้แทนพระองค์

ด้านการศึกษาของทูลกระหม่อมฟ้าชายนั้น เริ่มตั้งแต่พระชนมายุได้ 5 พรรษา ทูลกระหม่อมพ่อและสมเด็จแม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้ดัดแปลงชั้นล่างของพระที่นั่งอุดรในพระราชวังดุสิตเป็นห้องเรียน เมื่อทรงย้ายมาประทับที่พระตำหนักจิตรลดาฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนขึ้นในพระราชฐานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อที่จะได้ทรงดูแลการศึกษาของทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าทุกพระองค์ได้อย่างใกล้ชิด พระราชทานชื่อว่า “โรงเรียนจิตรลดา” เป็นโรงเรียนราษฎร์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และจะเปิดสอนชั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยใช้หลักสูตรการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตั้งของโรงเรียนอยู่ภายในบริเวณที่พ้นจากเสียงรบกวนจากภายนอก มีสนามสำหรับวิ่งเล่น มีห้องเรียนที่พอเหมาะกับจำนวนนักเรียน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโรงเรียนจิตรลดาความว่า “…โรงเรียนอะไรก็ไม่ดี เพราะครูๆ อาจตามใจลูกๆ ฉัน … ดังนั้นเราจึงตั้งโรงเรียนขึ้นในวัง สอนพวกลูกข้าราชการ และคนที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้น…” (ถอดความจากหนังสือ “ความรักของพ่อ”)

สำหรับนักเรียนในโรงเรียนจิตรลดา นอกจากทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าแต่ละพระองค์แล้ว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บุตรธิดาของข้าราชบริพาร ซึ่งมีอายุวัยเดียวกันได้เข้าร่วมศึกษาด้วย เพื่อให้ทูลกระหม่อมทุกพระองค์ได้มีพระสหายเป็นบุคคลสามัญ โรงเรียนจิตรลดาเริ่มเรียนตั้งแต่เวลา 09.00 น. หยุดพักกลางวัน และเริ่มเรียนในภาคบ่ายอีกครั้งจนถึงเวลา 15.55 น.

ในหนังสือ “สี่เจ้าฟ้า” ระบุด้วยว่า ทุกวัน ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าชายจะตื่นบรรทมแต่เช้า เวลาประมาณ 7 นาฬิกา เมื่อเสร็จธุระส่วนพระองค์แล้ว จะเสด็จลงเพื่อออกกำลังกลางแจ้ง เช่นเดียวกับเด็กธรรมดาทั่วไป มีวิ่งเล่นบ้าง ซ่อนหาบ้าง และยังได้กล่าวถึงการอบรมเลี้ยงดู สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ของทูลกระหม่อมพ่อและสมเด็จแม่ไว้ว่า “เมื่อเสด็จกลับจากโรงเรียนแล้ว ก่อนจะเสด็จเข้าบรรทมตอนหัวค่ำ ทูลกระหม่อมฟ้าชายจะต้องเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อรับพระบรมราโชวาท และทรงสวดมนต์ก่อน”

นอกจากนั้น ยังทรงเน้นเรื่องวินัยในชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง ทรงเคยตกลงวินัยใดไว้ จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยทรงอนุญาตให้ทูลกระหม่อมทุกพระองค์ ทอดพระเนตรโทรทัศน์ได้เฉพาะวันหยุดเรียน และหากบรรทมน้อยกว่า 9 ชั่วโมง ก็จะไม่ได้ทอดพระเนตร และเวลาทอดพระเนตรโทรทัศน์ต้องมีสมุด ดินสอ ดินน้ำมัน หรืองานเล็กๆ ใดๆ ใกล้พระหัตถ์เสมอ เพราะโปรดให้ทรงขยัน ไม่ให้เกียจคร้านนิ่งเฉย โปรดให้ทรงหางานทำไว้เสมอ แม้จะเป็นงานเล็กน้อยก็ตาม

ในช่วงวันหยุดทูลกระหม่อมพ่อ และสมเด็จแม่มีพระราชประสงค์ ให้ทูลกระหม่อมทุกพระองค์เสด็จออกกลางแจ้ง เพื่อให้ได้รับอากาศและแสงแดดให้มากที่สุด และให้ออกพระกำลัง เช่น ทรงฟุตบอลหรือว่ายน้ำจนถึงเวลาเสวย เมื่อทรงพระเจริญวัยขึ้น นับวันทูลกระหม่อมฟ้าชายโปรดเล่นเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ อย่างเด็กผู้ชายทั้งหลาย เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถถัง เรือ โปรดทอดพระเนตรหนังสือต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการช่าง การก่อสร้าง และมีพระนิสัยใฝ่รู้ เมื่อทรงสงสัยสิ่งใด ก็จะทรงตั้งปัญหาถาม และจะทรงถามจนกระทั่งได้รับคำอธิบายเป็นที่พอพระทัย

ความคิดถึงลูก เมื่ออยู่ห่างไกล

เรื่องเล่าจาก หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา ผู้ซึ่งเคยถวายงานฯ ถึงความห่วงหาอาทรในพระราชโอรสของทูลกระหม่อมพ่อ ระบุว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ต้องเสด็จไปทรงศึกษาต่อต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชหฤทัยระลึกถึงพระราชโอรสเป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่ง หม่อมดุษฎี ได้เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ในเวลานั้นเป็นช่วงที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประทับอยู่ต่างประเทศ ก่อนร่วมโต๊ะเสวย หม่อมดุษฎี ได้รับการกำชับจาก ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ว่า “ห้ามพูดถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ นะ เพราะพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยระลึกถึงพระราชโอรสมาก และคงไม่โปรดให้ใครพูดถึงเพื่อจะได้ลืม และคลายความคิดถึงบ้าง”

แต่เมื่อหม่อมดุษฎี เดินไปนั่งที่โต๊ะเสวย ยังไม่ทันได้นั่งที่เก้าอี้ดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็มีพระราชกระแสรับสั่งถึงทูลกระหม่อมฟ้าชายอย่างยืดยาวติดต่อกัน โดยไม่มีช่องว่างให้หม่อมดุษฎี กราบทูลอะไรเลย กลายเป็นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเอง ที่คิดถึงพระราชโอรสจนอดที่จะตรัสถึงไม่ได้

พระองค์ทรงป้อนพระกระยาหารแด่เจ้าฟ้าชาย เป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก

 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงดูแลฉลองพระองค์ถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในงานพระราชทานเลี้ยง โอกาสที่นายจอร์จ ดับเบิล ยู บุช และภริยา ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

สลาตันของพ่อ 

เมื่อครั้งทรงเป็นทารกน้อย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่โปรดบรรทม และบรรทมยากเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงต้องเสวยพระเกษียรธารา (น้ำนม) ของสมเด็จแม่ ไม่สามารถเสวยนมผงได้เลย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงมาช่วยกล่อมให้บรรทม โดยที่พระองค์จะอุ้มสมเด็จพระเทพฯ ไว้ในอ้อมพระกรข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งทรงอิเล็คโทนเพลงพระราชนิพนธ์ Lullaby แล้วทูลกระหม่อมน้อยก็ทรงหลับไป เหตุการณ์นี้ แสดงถึงความใส่พระราชหฤทัยแก่พระราชธิดาองค์น้อย และแบ่งเบาภาระของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเป็นอย่างยิ่ง ส่วน “สลาตัน” เป็นฉายาที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ สมเด็จพระเทพฯ ด้วยเพราะเมื่อครั้งพระเยาว์ ทรงวิ่งเร็วและซนมาก

คลิปพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ วิ่งเข้ามากระโดดกอดทูลกระหม่อมพ่อ และสมเด็จแม่ สังเกตว่า สมเด็จพระเทพฯ ทรงวิ่งเร็วอย่างที่ในหลวง ร.9 ตรัสจริงๆ

 

พ่อก็อยากรู้เหมือนกัน

เมื่อครั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระชนมายุ 8 พรรษานั้น ได้เคยทูลถามพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า ข้าวสาร 1 กระสอบมีกี่เม็ด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอธิบายว่า .. ข้าวสาร 1 กระสอบมีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม กิโลกรัมหนึ่งมีเครื่องชั่งวัดได้ 10 ขีด ดังนั้น ก็เอาภาชนะไปตวงข้าวสารมาชั่งได้ 1 ขีด แล้วก็นับข้าวสารที่ตวงมานั้นมีกี่เม็ด แล้วก็เอา 10 คูณ เสร็จแล้วเอา 100 คูณ ผลลัพธ์อีกทีก็จะได้จำนวนเม็ดข้าวใน 1 กระสอบ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทูลว่า “ไม่อยากรู้แล้ว” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทรงสอนว่า “ไม่ได้หรอก หากถามก็แสดงว่าอยากรู้ ดังนั้นจงไปหาข้าวสารมาตวง และนับเสีย เมื่อได้ผลเป็นอย่างไร ให้มาบอกด้วยว่าข้าวสารหนึ่งกระสอบมีกี่เม็ด เพราะว่าก็อยากรู้เหมือนกัน”

วันสำเร็จของลูก

15 กรกฎาคม 2520 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับพระราชทานปริญญาบัตร จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันนั้นพระองค์ท่านได้ทรงถามสมเด็จพระเทพฯ ว่า พ่อแม่เขาต้องถ่ายรูปวันที่สำเร็จการศึกษาใช่ไหม เขาไปถ่ายที่ไหน พาเราไปสิ” จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรง “ฉายพระรูป” กับองค์บัณฑิตใหม่ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชวงศ์ และพระประยูรญาติ เช่นเดียวกับครอบครัวของบัณฑิตอื่นๆ

 

อ่านเรื่องราวประทับใจได้ที่หน้าถัดไป

“นี่พ่อสั่งนะ…” 

มีความตอนหนึ่งได้รับการเปิดเผยโดย ศ.ดร. วรภัทร โตธนะเกษม ได้เล่าไว้ในบทความเรื่อง “วันนั้น…ทรงเรียกพระองค์เองว่า พ่อ” ในบทความนั้นระบุว่า ความทรงจำวันนั้น พระองค์ทรงดนตรีให้กลุ่มนักศึกษาธรรมดาๆ ซึ่งเป็นพสกนิกรของพระองค์ได้รับฟังอย่างเป็นกันเอง และสนทนาด้วยภาษาธรรมดาที่สุด แทรกด้วยพระอารมณ์ขันเป็นระยะๆ บางครั้งยังทรงหยอกล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระราชโอรส พระราชธิดา

ต่อมาในช่วงหนึ่งของการแสดง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงตรัสกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ อัครราชกุมารี ซึ่งในขณะนั้นยังทรงพระเยาว์มาก ให้ออกไปเล่นเปียโนให้นักศึกษาฟัง แต่ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ทรงเขินและมีท่าทีลังเลในการเสด็จออกไปกลางเวทีเนื่องจากอยู่ในกลุ่มผู้คนจำนวนมาก จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงตรัสด้วยความเอ็นดูว่า “นี่พ่อสั่งนะ…” เรียกเสียงหัวเราะของกลุ่มนักศึกษาได้ทั้งหอประชุม

ศ.ดร. วรภัทร โตธนะเกษม ยังกล่าวอีกว่า พระสุรเสียงที่พระองค์ทรงเรียกแทนพระองค์เองว่า “พ่อ” นั้น ยังคงความอบอุ่น อยู่ในใจของผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้นอย่างไม่เสื่อมคลาย

ดวลซุปผักโขมกันไหม

มีหนึ่งเหตุการณ์ได้กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ ทรงไม่เสวยผักมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ แต่เมื่อหลายปีก่อน ขณะทรงเสด็จฯ ขึ้นเฝ้าพระอาการของทูลกระหม่อมพ่อ  โรงพยาบาลศิริราช โดยในครั้งนั้น ได้พระราชทานสัมภาษณ์ว่า 

ตัวข้าพเจ้านี่เอง ขึ้นไปเฝ้าพระอาการ บางครั้งขึ้นไปเฝ้าตอนเสวยข้าว ท่านก็ทรงท้า บอก มาดวลกันไหม ท่านรู้ว่าข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กมาแล้ว กินผักไม่เป็น ไม่กินผัก แล้วท่านก็บอกว่า วันนี้มีซุปผักโขม มาดวลกันไหม ก็เลยทูลท่านว่า ดวลก็ดวล” “คือว่ารับประทานถวายพ่อองค์เดียวนะ เพราะกับคนอื่น แหม จะให้กล้ำกลืนทานซุปผักนี้ ก็คงแย่เหมือนกัน แต่วันนั้นก็ได้ทานซุปผักถวายท่านไป 1 ชาม ท่านก็เสวยซุปผักเหมือนกัน 1 ชาม

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ หอมพระปราง (แก้ม) ทูลกระหม่อมพ่อ 

ห่วงใยลูกเสมอ

เมื่อครั้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณประทานสัมภาษณ์รายการ วู้ดดี้ เกิดมาคุย ความตอนหนึ่งเล่าถึง พระอาการประชวรของพระองค์ รวมถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จฯ มาทรงเยี่ยมพระอาการที่โรงพยาบาลบ่อยๆ แม้ขณะนั้นพระองค์ท่านจะยังประทับบนรถเข็นก็ตาม ช่วงหนึ่งของรายการ วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ทูลถามเรื่องอาการของพระอุรุหรือต้นขา และถามว่า เวลาพระองค์ประชวร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้กำลังพระทัยอย่างไรบ้าง พระองค์ทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า…

“ตอนที่กระดูกหัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยนึกเลยว่าท่านจะมาทั้งๆ ที่ท่านต้องนั่งรถเข็น แต่ท่านก็เสด็จฯ มา พอเห็นก็น้ำตาคลอแล้วว่าพ่อแม่ห่วงถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งใจที่หาย ตั้งใจพยายามทำอย่างดีที่สุดที่จะทำให้หาย ก็บอกกับพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จฯ เหมือนกันว่ามีกำลังใจและตั้งใจที่จะหาย เพื่อที่จะมาถวายงานต่อไป”

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ พระองค์ทรงดนตรีในวันพักผ่อนของครอบครัว

ตุ๊กตาน้อยของพ่อ

ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร คุณข้าหลวงผู้ใหญ่ใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งระบุว่า “ในหลวงทรงทำของเล่น วาดภาพ แต่งห้องด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงทำของให้พระธิดาเยอะแยะเลย ในห้องทรงการช่างที่อยู่ชั้นใต้ดิน ท่านจะเสด็จฯ ลงไปทรงงานตอนกลางคืน ทรงทำตู้เล็กๆ…ทำของเล่น แล้วผนังในห้องทูลกระหม่อม ท่านก็ทรงติดกระดาษสีฟ้าอ่อน วาดเป็นนางฟ้า ผีเสื้อ ดอกไม้เอง… ทำเหมือนวอลล์เปเปอร์เลยค่ะ”

เมื่อครั้งแรกเกิด ทูลกระหม่อมพ่อและสมเด็จแม่ได้ทรงตั้งพระนามเล่นของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา ว่า “เป้” ซึ่งมาจากคำในภาษาฝรั่งเศส “La Poupée” หรืออ่านว่า “ลา ปูเป้” แปลว่า “ตุ๊กตา” เสมือนทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา ทรงเป็นตุ๊กตาตัวน้อยของทูลกระหม่อมพ่อ และสมเด็จแม่

ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ เคยกล่าวถึงวิธีการอบรมเลี้ยงดูลูกๆ ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า ทรงเป็นพ่อที่ใช้วินัยเข้มงวดในการเลี้ยงดู หากสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ใดกระทำผิด พระองค์จะทรงลงพระอาญา แต่ก่อนจะทรงลงพระอาญาจะพระราชทานพระบรมราโชวาทอธิบายจนพระราชธิดา และพระราชโอรสที่ทรงกระทำผิดเข้าพระทัยทุกครั้ง

ขณะที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ก็เคยพระราชทานสัมภาษณ์ถึงของทูลกระหม่อมพ่อความว่า “…ปกติจะไม่ได้สอนกันตรงๆ แต่จะทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้ลูกๆ ได้เรียนรู้จากการตามเสด็จฯ…” และไม่ว่าจะทรงงานหนักเพียงใด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงไม่ละเลยเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “พ่อ – ลูก” กับเจ้าฟ้าทุกพระองค์ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ ถามตอบปัญหา ทรงกีฬา หรือทรงดนตรี ร่วมกับเจ้าฟ้าทุกพระองค์ เป็นต้น

นอกจากนี้ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ได้ทรงสะท้อนภาพความเป็นกษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลกของทูลกระหม่อมพ่อไว้ว่า
“…ท่านทำงานหนักมาก ทรงเสียสละมาก เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกๆ ท่านไม่เคยคิดถึงความสุขของตัวเอง ท่านไม่เสด็จฯ ออกนอกประเทศนานแล้ว เพราะทรงห่วงประเทศมาก ท่านจะทรงคิดถึงแต่ประชาชนของท่าน และจะทรงสอนลูกๆ เสมอว่า ให้นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ก่อนจะไปสอนคนอื่นได้ เราต้องทำตัวให้เป็นที่น่าเชื่อถือ…”

พ่อ-ลูกนักกีฬา

สำหรับกิจกรรมด้านกีฬานั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทเรือใบร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ (พระนามในขณะนั้น) เมื่อครั้งที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่  4 ปี พ.ศ.2510 ในฐานะทีมชาติไทย และทรงชนะเลิศได้รับรางวัลเหรียญทองร่วมกัน

การที่ทูลกระหม่อมพ่อ ทรงมีกิจกรรมด้านกีฬาร่วมกับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ นี้เอง เป็นปัจจัยที่สำคัญในการจัดตั้งมูลนิธิ และกิจกรรมในโครงการทูบีนัมเบอร์วัน (To Be Number One) ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ที่ทรงเป็นองค์ประธานอำนวยการโครงการฯ โดยใช้การแข่งขันกีฬาและการออกกำลังกายเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของโครงการฯ

พ่ออยู่ข้างลูกเสมอ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ได้สูญเสีย คุณพุ่ม เจนเซน พระโอรสเพียงพระองค์เดียวไปอย่างไม่มีวันกลับ ทรงทุกข์โทมนัสที่สุดในชีวิตถึงขั้นทรงกล่าวว่า “แม่ไม่มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่” เมื่อถึงคราวพระราชทานเพลิงศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ พระราชทานเพลิงศพคุณพุ่มเจนเซน ที่วัดเทพศิรินทราวาส

ในช่วงเวลาที่ทั้งสองพระองค์ประทับพระราชอาสน์ หลังพระราชทานเพลิงศพ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ได้เข้าเฝ้าฯ ทูลกระหม่อมพ่อ และสมเด็จแม่ ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถาร กับทูลกระหม่อมหญิงในลักษณะปลอบโยน เพียงไม่นานทูลกระหม่อมก็ทรงกันแสงต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงจับพระอังสา (ไหล่,บ่า) ทรงประคองพระพักตร์ทูลกระหม่อมหญิงฯ พระองค์ทอดพระเนตรพระธิดาด้วยสายพระเนตรแห่งความห่วงใย ณ เวลานั้น ข้าราชบริพารซึ่งอยู่ใกล้ชิด เห็นน้ำพระเนตรของทูลกระหม่อมหญิง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจับพระหัตถ์ทูลกระหม่อมหญิง ขึ้นมาประสานกับพระหัตถ์ของพระองค์ พร้อมทรงบีบให้พระหัตถ์แนบกัน พระองค์ทรงทำในลักษณะนั้นอยู่นานพอสมควร และทรงจุมพิตพระนลาฏ (หน้าผาก) ของทูลกระหม่อม

ทูลกระหม่อมหญิงทรงเช็ดน้ำพระเนตร แล้วทรงยิ้มกับทั้งสองพระองค์ จากนั้นทรงลุกขึ้นกราบที่พระอุระ (หน้าอก) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงสวมกอดทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ภาพนี้สื่อให้เห็นว่า ทูลกระหม่อมหญิงฯ ยังทรงเป็นตุ๊กตาองค์น้อยของทูลกระหม่อมพ่อ และสมเด็จแม่ไม่เสื่อมคลาย

(อ้างอิง: ภาพและข้อมูล จาก “เรื่องเล่าถึงพ่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ” FB Play Academy นำมาเผยแพร่โดยคุณจักรวรรดิ์ ไพชยนต์ ในกลุ่มลักษณะไทย)

เรียบเรียง : จีราวัจน์ ภาพ lovekingbhumibol

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ 

วังสระปทุม บ้านแห่งรักและผูกพันของในหลวงร.9

เรื่องเล่าจากสมเด็จพระพี่นางฯ ถึง เจ้านายเล็กๆ ครั้งทรงพระเยาว์

ครูส่วนพระองค์ กับความทรงจำที่มีต่อในหลวง ร.8และร.9

 

keyboard_arrow_up