เรื่องที่ต้องรู้ ภาพที่ต้องดู เรื่องของพ่อ ลูกขอจดจำ

มีหลายภาพ หลายเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่เรารู้แล้วต่างก็ซาบซึ้งและประทับใจ สุดสัปดาห์ขอรวมเรื่องประทับใจ เรื่องของพ่อ ที่บางเรื่องหลายคนจะยังไม่เคยทราบ และหลายภาพอาจจะยังไม่เคยเห็น เพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ 

ที่มาของภาพทรงพระสรวล

ภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อครั้งทรงแข่งเรือใบ มีผู้ร่วมแข่งประมาณ 50 ลำ  ซึ่งพระองค์ทรงเข้าใจผิด เลยออกเรือก่อน 1 นาที เมื่อทรงรู้ว่าผิด ก็ทรงกลับมาเริ่มต้นใหม่ พระองค์เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 5 ทรงตรัสกับ ม.จ.ภีศเดช ว่า ถ้าไม่ทรงพลาดตั้งแต่แรก ไม่มีใครเห็นฝุ่นเรือของพระองค์แน่ ม.จ.ภีศเดช ทูลตอบว่า ในทะเลไม่มีฝุ่นพะย่ะค่ะ ทำให้พระองค์ทรงพระสรวลอย่างชอบพระทัย

เรื่องของพ่อทรงพระสรวลอย่างพอพระราชหฤทัย

ในหลวงกับมอเตอร์ไซค์

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็เคยทรงมอเตอร์ไซคล์ด้วยเช่นกัน ทรงไม่ถือพระองค์ว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ต้องใช้ของหรูหรา ทรงยึดหลักความพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต โดยพระองค์ทรงเลือกทรงมอเตอร์ไซคล์คันเล็กๆ อย่าง “เวสป้า”

รูปครอบครัวที่คุ้นตา

ประชาชนชาวไทยต่างก็คุ้นตากับภาพที่แสนจะอบอุ่นนี้ ภาพที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรงฉายพระรูปอย่างแนบชิด อบอุ่น ซึ่งภาพนี้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้เขียนที่มาของภาพนี้ไว้ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ว่า …  เข้าไปถ่ายรูปพร้อมกันทั้ง 4 คน ในตู้ที่เขาให้ถ่ายตัวเองได้ แต่เพียงคนเดียว เลยถูกผู้ที่ดูแลดุเอา

ฉลองพระองค์แฝด

ทรงเป็น 2 กษัตริย์ที่ฉลองพระองค์เหมือนกันตลอดเวลาจนดูเหมือนเป็นฝาแฝด สมเด็จย่าทรงตรัสกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอว่า “ง่ายดี เวลาซื้อชุดก็เลือกแค่ไซส์”

หนีร้อนมาพึ่งเย็น “ใต้ร่มวังจิตรลดา”

เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีสาเหตุมาจากนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนจำนวนมากทำการชุมนุม ประท้วงรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ต่อเนื่องหลายวันจากกรณีรัฐบาลจับกุมผู้ต้องหา 13 คน ในข้อหากบฎ และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ หลังเที่ยงคืนของวันที่ 13 ตุลาคม 2516 กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงได้มารวมตัวกันอยู่บริเวณหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐานอย่างแน่นขนัด และเริ่มสลายตัวในตอนเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516

ขณะที่มีการสลายตัวของฝูงชน กลับเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นที่บริเวณถนนหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ช่วงถนนพระราม 5 ใกล้ถนนราชวิถี เพราะฝูงชนที่จะกลับเกิดปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บางรายหนีได้ก็ว่ายน้ำข้ามคลองปีนป่ายกำแพงเข้าไปในสวนสัตว์ดุสิต ใช้ก้อนหินขว้างปาใส่ตำรวจ บางส่วนเข้าไปหลับในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โดยมีมหาดเล็กเป็นคนเปิดประตูให้เข้าไป ซึ่งผู้คนทั้งหลายทราบภายหลังว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับสั่งให้มหาดเล็กช่วยเหลือเข้ามาหลบภัยในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และพระราชทานความช่วยเหลือกลุ่มคนที่เข้ามาหลบภัย เมื่อทรงทราบข่าวว่าประชาชนเข้ามาหลบในพระตำหนักจิตรลดารโหฐานแล้ว พระองค์ก็รีบเสด็จพระราชดำเนินไปปลอบใจ ด้วยทรงเป็นห่วงประชาชนของพระองค์โดยที่ไม่ทรงเกรงอันตรายใดๆ

เสด็จพระราชดำเนินไปปลอบใจ ด้วยทรงเป็นห่วงประชาชนของพระองค์

ทรงเป็นขวัญและกำลังใจให้ผู้ชุมนุมที่เข้ามาหลบภัย

“ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน” กับ “ท๊อฟฟี่ที่อร่อยมาก”

พระราชนิพนธ์บันทึกประจำวันบางส่วนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันเสด็จฯ จากสยามสู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คงพอจะสะท้อนให้เห็นถึงความรักของประชาชน ที่มาพร้อมใจส่งเสด็จอย่างมืดฟ้ามัวดิน

วันที่ 19 สิงหาคม 2489 … “วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว”  พอถึงเวลาก็ลงจากพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่างนั้นแล้ว ก็ไปยังวัดพระแก้วเพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกต และพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์ ตลอดทางที่รถพระที่นั่งแล่นผ่านฝูงชนที่มาส่งเสด็จอย่างล้นหลาม ได้ทอดพระเนตรเห็นประชาชนที่แสดงความจงรักภักดี บางแห่งใกล้จนทอดพระเนตรเห็นดวงหน้า และแววตาชัด ที่บ่งบอกถึงความเสียขวัญอย่างใหญ่หลวง ทั้งเต็มไปด้วยความรักและห่วงใย อันเป็นภาพที่ทำให้อยากรับสั่งกับเขาทุกคน ถึงความหวังดีที่ทรงเข้าพระทัย และขอบใจเขาเช่นกัน

ขวัญของคนเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าขาดกำลังใจ ถ้าขวัญเสีย มีแต่ความหวาดระแวง ประเทศจะมีแต่ความอ่อนแอ และแตกสลาย พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง 200 เมตร มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถ แล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนราชดำเนินกลาง ราษฎรเข้ามาใกล้จนชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่า ล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงคนไปได้อย่างช้าที่สุด

ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายพระพรได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ เข้าพระกรรณ์ ว่า….” “ในหลวง อย่าละทิ้งประชาชน” อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”

จะกริ้วมากถ้าพวกเราหลับ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเคยรับสั่งว่า “ทูลกระหม่อมพ่อทรงรับสั่งว่า การเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ซึ่งใช้น้ำมันจ่ายด้วยภาษีอากรของราษฏรก็เรียกว่าเป็นอภิสิทธิ์แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องทุ่มเทให้มากที่สุดเพื่อประชาชน จะนั่งฟังเสียงหึ่งของเครื่องยนต์แล้วงีบหลับนั้น ไม่ได้” ทั้งนี้ เวลาเสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงงานเอกสารไปด้วยเสมอ (Cr. หนังสือ “กลางใจราษฎร์)

 

นำเครื่องบินขึ้นเดี๋ยวนี้ ฉันจะไปด้วย”

เมื่อครั้งเหตุการณ์ที่จังหวัดน่าน ประมาณปี 2518 – 2519 มีการสู้รบกับผกค. ในครั้งหนึ่งปรากฏว่ามีทหารตำรวจถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วเคลื่อนย้ายออกมารักษาตัวไม่ได้ วิทยุรายงานว่า ฮ.ไม่มี จึงทรงมีรับสั่งให้เอา ฮ.พระที่นั่งไปรับเลย และจะทรงเสด็จไปเองด้วย!

มีบันทึกเล่าเหตุการณ์ไว้ว่า… ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพิ่งกำลังเสวยพระกระยาหาร เสียงวิทยุสนามรายงานเหตุการณ์จากแนวหน้า ถึงการปะทะกับผู้ก่อการร้าย มีตำรวจทหารบาดเจ็บ ขอให้ส่งเฮลิคอปเตอร์มารับด่วน พระองค์ทรงหยุดเสวยพระกระยาหารทันที รับสั่งกับนักบินว่า.. “นำเครื่องบินขึ้นเดี๋ยวนี้ ฉันจะไปด้วย”

เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินฉวัดเฉวียนหาที่ลง เพื่อจะรับผู้บาดเจ็บ สัญญาณพลุข้างล่างแต่ละลูกที่ยิงขึ้นมาเป็นสีแดงทั้งนั้น ซึ่งแสดงว่าเป็นเขตอันตรายลงไม่ได้ นักบินหนักใจเป็นที่สุด เพราะองค์พระประมุขของชาติประทับอยู่ ถ้านำเครื่องลงไปแล้วเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้น จะทำอย่างไร ระหว่างตัดสินใจพยายามหาที่ลงที่ปลอดภัยอยู่นั้น พระสุรเสียงทุ้มๆ นุ่มหูก็รับสั่งมาว่า.. “ลงไปตรงนี้แหละ”

นักบินจึงตัดสินใจนำเครื่องบินพระที่นั่งลงตรงกลางป่าที่มีที่ว่างพอจะลงได้ เมื่อเสด็จฯ ลงจากเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งแล้ว ทรงสาวพระบาท (เร่งเดิน) เข้าหาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว ทรงคุกพระชานุ (เข่า) อยู่ข้างๆ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทรงจับรอบๆ แผลที่ถูกกระสุนปืน โดยมิได้ทรงรังเกียจเลยแม้แต่น้อย นั้นเป็นภาพที่สุดจะตื้นตันในพระมหากรุณาธิคุณของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในครั้งนั้นอย่างยิ่ง

เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ซึ่งทรงรับสั่งให้ถอดปืนออกเพื่อให้บินเข้าไปรับทหารบาดเจ็บ

 

ทรงตัดสินคดีเป็นครั้งแรก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงประทับบัลลังก์ตัดสินคดีด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรกใน วันที่ 26 มกราคม 2495 คดีแรกที่พระองค์ทรงตัดสินคือ “คดีลักโม่” ในห้องพิจารณาคดีที่ 12 ของศาลอาญา โดยมีนายเล็ก จุณนานนท์ เป็นโจทก์ นายแสวง แดงคล้าย เป็นจำเลยในข้อหาว่า “เมื่อวันที่ 9 ม.ค. กับ วันที่ 10 ม.ค.จำเลยได้ลักโม่หินของนายกาญจน์ ตันวิเศษ ราคา 80 บาท เหตุเกิดที่คลองต้นไทร”

ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยก็รับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดเหลือ 3 เดือน ประกอบกับการที่เป็นคดีแรกของจำเลย จึงรอลงอาญา 2 ปีแล้วให้คืนโม่หินแก่เจ้าของ นายแสวงดีใจเป็นล้นพ้นที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับบัลลังก์ตัดสินคดีของตน ซ้ำยังได้รับการทรงพระกรุณาให้รอลงอาญา จึงยกมือขึ้นท่วมหัวและสาบานว่า จะเป็นคนดีไม่ลักขโมยของใครอีกต่อไป

ทรงประทับบัลลังก์ตัดสินคดีด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก

จะอยู่ถึง 120 ปี

ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้เล่าเรื่องไว้ในหนังสือ บันทึกไว้ในแผ่นดิน… ตามเส้นทางเสด็จฯ ว่า “พระองค์ท่านเคยตรัสถามว่า จะอยู่ถึง 120 ปี ด้วยกันมั้ย” เราก็ตอบว่าตอนนั้นข้าพระพุทธเจ้าก็คง 108 ปี” ทรงมีพระราชอารมณ์ขัน นอกจากนี้ ทรงมีการเตือนพวกเราตลอดเวลาว่า อย่าให้ตัวเองอ้วนเกินไป ให้มีวินัยในการประพฤติตัว ปีที่แล้วเราอายุ  69 ปี ก็ขอพร ท่านตรัสว่าให้กินน้อยๆทรงเตือนว่า เป็นนักพัฒนาต้องแข็งแรงเพราะต้องออกเยี่ยมเยียนประชาชน  “อย่าตามใจปาก  พออิ่มก็หยุดได้แล้ว

เปียโนไม้ในความทรงจำ

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น ได้ดูแลสิ่งของสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งไว้อย่างดี นั่นก็คือ เปียโนไม้สีน้ำตาลเข้มแบบตั้งตรง ยี่ห้อ Carl Hardt Stuttgart ผลิตในเยอรมนี อายุไม่ต่ำกว่า 90 ปี  ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงศึกษาในขณะทรงพระเยาว์ เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 9 และ 7 พรรษาตามลำดับ

เมื่อร้านเปียโนของครอบครัวโลร็องต์ ได้รับซื้อเปียโนหลังนี้ไว้ และพบในภายหลังว่า ภายในมีข้อความเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสไว้ว่า “เปียโนหลังนี้อยู่ในถิ่นพำนักของกษัตริย์แห่งสยามประเทศ ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2477 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2478” ครอบครัวโลร็องต์จึงได้มอบเปียโนหลังนี้ให้กับสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเบิร์น เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2540  และเก็บรักษาไว้ที่นั่นจนถึงบัดนี้ ปัจจุบันเปียโนยี่ห้อนี้เลิกผลิตนานแล้ว แต่เปียโนหลังนี้ยังอยู่ และเป็นเสมือนจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งในร้อยพันเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมาชิกในราชสกุลมหิดลเมื่อครั้งที่ประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ข้อความตรงกับหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อทรงพระเยาว์ ทรงฉายกับเปียโนหลังนี้ปรากฏในหนังสือ “เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์” ที่ระบุไว้ว่า ในปีนั้นมีข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ หนังสือพิมพ์ในสวิตเซอร์แลนด์ลงข่าวว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล (พระยศในขณะนั้น) อาจจะเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป ทำให้นักหนังสือพิมพ์ได้พยายามสืบเสาะหาว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลประทับอยู่ที่ใดในสวิตเซอร์แลนด์ จนกระทั่งสืบพบและขอประทานพระอนุญาตฉายพระรูป โดยฉายขณะที่ประทับทรงเปียโน ภาพนี้ฉายเมื่อ พ.ศ.2477 โดยช่างภาพของหนังสือพิมพ์จากลอนดอน

ข้อความเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสไว้ว่า “เปียโนหลังนี้อยู่ในถิ่นพำนักของกษัตริย์แห่งสยามประเทศ ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2477 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2478”

อ่านเรื่องของพ่อ และดูภาพของพ่อ ได้ต่อที่หน้าถัดไป

“นายช่าง ยื่นมือมาสิ จะทายาให้”

ขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานเพื่อหาที่สร้างฝายทดน้ำ โดยมี อ.ปราโมทย์ ไม้กลัด ช่วยถือแผนที่ให้พระองค์ ปรากฎว่ามีตัวคุ่นได้กัดที่มือของอาจารย์ แต่อาจารย์ก็ได้เก็บอาการเสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าพระพักตร์ แต่อาจารย์คิดว่าพระองค์คงไม่ทรงสังเกตเห็น อาจารย์ก็ได้แต่เอามือถู เพื่อคลายความเจ็บปวดแบบเนียนๆ ก่อนจะเสด็จฯ กลับ ในหลวงทรงเสด็จฯ พระราชดำเนินไปที่รถยนต์พระที่นั่ง (การเสด็จฯ ครั้งนั้น ทรงขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง) เหมือนทรงค้นหาอะไรบางอย่าง สักพักพระองค์ก็เสด็จฯ พระราชดำเนินกลับไปหาอาจารย์ โดยถือหลอดยามาด้วย

“นายช่าง ยื่นมือมาสิ จะทายาให้”

อาจารย์ได้แต่ยืนตะลึง ใจมิกล้าอาจเอื้อมยื่นมือไปให้พระองค์ และไม่คิดว่าจะทรงสังเกตเห็นและมีพระเมตตาใส่พระทัยถึงขนาดนี้… พระองค์ทรงทายาให้อาจารย์ พร้อมตรัสว่า

“ตัวคุ่นมันกัด ถ้าแพ้จะบวม ไม่เป็นไร ทายานี้แล้วเดี๋ยวก็ค่อยยังชั่ว”

ที่มาหนังสือ: การทรงงานของพ่อในความทรงจำ โดย : ปราโมยท์ ไม้กลัด

“ฉันขอน้ำบ้างได้ไหม”

วันที่ 1 มีนาคม 2501 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโบราณสถานในเมืองศรีสัชนาลัยอยู่นั้น พระองค์ทรงหยุดมีพระราชปฏิสันถารกับนางเล็ก เปล่งเสียง ชาวบ้านตำบลสารจิต อ.ศรีสัชนาลัย ซึ่งนำน้ำมาตั้งไว้หลายถัง เผื่อผู้คนในขบวนเสด็จจะกระหาย พ่อหลวงทรงรับสั่งว่า “ฉันขอน้ำบ้างได้ไหม..??” นางเล็กไม่กล้าให้ในหลวงกิน เพราะเป็นน้ำธรรมดา.. พ่อหลวงทรงแย้มพระสรวล “ปรกติฉันก็กินน้ำธรรมดาอย่างนี้นี่แหละ..”

กำนันโชว์ฟิต

กำนันคนนี้พยายามให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ขี่หลัง โดยมีสมเด็จพระราชินีปรบพระหัตถ์ให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เรื่องมีอยู่ว่ากำนันแกจะโชว์ว่าเหล้าที่แกทำเอง กินแล้วจะฟิต เลยให้ในหลวงท่านขี่หลัง แต่ตอนนั้นกำนันยังไม่รู้ว่าเป็นในหลวง รัชกาลที่ 9 คิดว่าเป็นทหารหรืออาสาสมัครตามคนสำคัญมาเท่านั้น แต่หลังจากกำนันได้มาทราบความจริงภายหลัง ก็ถึงกับเป็นลมล้มพับเลยทีเดียว ซึ่งในหลวงท่านก็ทรงเป็นกันเอง ไม่ถือโทษโกรธแต่อย่างใด

ทรงไม่ถือพระองค์เลยแม้แต่น้อย

เรื่องเล่าจาก ดร.สุเมธ กับวินัยจราจรของในหลวง รัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพสกนิกรในทุกๆ เรื่อง แม้แต่เรื่องใกล้ตัวอย่างเรื่องวินัยจราจร ซึ่งเรื่องนี้ถูกเปิดเผยแพร่โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้ทรงเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระองค์ท่านให้ฟัง

เหตุนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30 กว่าปีก่อน บนถนนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีรถคันหนึ่ง ได้ขับไปบนถนนเส้นนั้น โดยในรถคันดังกล่าว มีเพียงชายผู้หนึ่งที่กำลังขับรถอยู่เพียงคนเดียว และในระหว่างทางที่ขับไปนั้น ชายดังกล่าวได้จอดรถแวะข้างทางเพื่อซื้อกาแฟ 1 ถุง และได้ออกรถไป จนกระทั่งขับมาถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง ชายดังกล่าวก็ได้จอดติดไฟแดงอยู่ จนมีรถตำรวจคันหนึ่ง ซึ่งขับนำรถเบนซ์มาได้บีบแตรไล่รถที่ชายผู้นั้นจอดติดไฟแดงอยู่นั้นให้ถอยไป และรถตำรวจยังได้พูดผ่านไซเรนว่า “นี่เป็นรถนำขบวนรัฐมนตรีให้รถของชายดังกล่าวหลบไป”

แต่รถของชายผู้นั้นก็ไม่หลบให้ จนกระทั่งตำรวจได้ลงจากรถมาที่รถของชายดังกล่าว และเรียกให้ชายผู้นั้นลงจากรถ พอชายผู้นั้นได้ลงมาจากรถ ตำรวจได้เห็นชายคนนั้นถึงกับเป็นลมล้มทั้งยืน สร้างความตกใจให้แก่ตำรวจอีกคนที่นั่งอยู่ในรถ จนต้องวิ่งลงมาดูพร้อมกับรัฐมนตรี พอตำรวจและรัฐมนตรีมาถึง ทั้งคู่ได้เห็นชายดังกล่าว ทั้งตำรวจและรัฐมนตรีได้นั่งลงไปกับพื้นทันที เสมือนกับว่าขาทั้ง 2 ข้างได้อ่อนแรงลงไปทันใด และได้เงยหน้ามองดูชายซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าตนด้วยอาการตัวสั่น ชายคนนั้นที่ทั้งคู่ได้เห็นเป็นชายที่มีรูปอยู่บนธนบัตร ซึ่งก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9

ภาพประทับใจ

วันที่ 16 ตุลาคม 2559  เพจเฟซบุ๊ก H.R.H Princess Sirivannavari Nariratana เป็นของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ได้มีการโพสต์ภาพแห่งความทรงจำของพระองค์หญิงที่ได้มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9 ซึ่งถือเป็นการฉายพระรูป รับปริญญาของพระองค์หญิงรูปสุดท้ายที่ได้มีโอกาสฉายพระรูปคู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9 พร้อมระบุข้อความดังนี้

ภาพนี้คือความภาคภูมิใจและดีใจที่สุดในชีวิตคือ ได้ถ่ายรูปรับปริญญากับทูลหม่อมปู่และทูลกระหม่อมย่าที่หัวหิน โดยมีทูลกระหม่อมพ่ออยู่เคียงข้าง (ตรงข้างคนถ่ายภาพนี้) สั่งเกตมั๊ยว่าท่านทรงยิ้ม วันนั้นเราได้ยิ้มแบบนี้กลับบ้านจากทั้ง 3 พระองค์ ปู่ ย่า พ่อ ทุกอย่างที่เรียนมา เราตามท่านแนะนำหมด (แม้อาจจะบิดๆ เบียวๆ บ้างก็ตาม)

แอ้งแม้ง

เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์จะให้คุณทองแดงนอนหงาย จะรับสั่งว่า “ทองแดง แอ้งแม้ง” คุณทองแดงก็จะหงายท้องตามรับสั่ง ยิ่งเวลาที่พระองค์ท่านรับสั่งว่า “ทองแดง แอ้งแม้ง” จะทาแป้งให้” จะเป็นที่ถูกอกถูกใจคุณทองแดงมากทีเดียว

Mid-Road

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระเมตตาต่อสุนัขพันธุ์ทาง จากบทสัมภาษณ์คุณวัลลภ เจียรวนนท์ ตอนหนึ่งเกี่ยวกับสุนัขทรงเลี้ยงเผยว่า “ผมมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในหลวง ท่านมีรับสั่งว่าอยากให้ทำหนังสือเกี่ยวกับ Mid-Road ผมก็งงนะตอนแรก ไม่เข้าใจว่ามิดโร้ดคืออะไร มาถึงบางอ้อทีหลัง ตอนท่านทรงเฉลยว่า “Mid” แปลว่ากลาง “Road” แปลว่าถนน ท่านหมายว่าความ “หมากลางถนน” นั่นเอง ตอนหลังถึงทรงเรียกใหม่ว่า “หมาพันทาง” หรือ “Thousand Ways Dog” ทรงอยากให้ทำหนังสือเกี่ยวกับพวกเขา อยากให้คนทั่วไปหันมาสนใจเลี้ยงพวกเขาเป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้านกันมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้นำไปสู่การพัฒนาสายพันธุ์จนเป็นสุนัขประจำชาติไปเลย

“ท่านรับสั่งว่าหมาพันทางบ้านเรา จริงๆ แล้วเป็นหมาที่ฉลาดมาก ถ้าเผื่อเราให้โอกาส เลี้ยงดูเขาดี สอนเขา เขาก็สามารถทำตามได้ เหมือนอย่างคุณทองแดงเอง เขาก็ไม่ใช่พันธุ์ดี ไม่ได้มีเพ็ดดีกรีอะไรสูงส่ง ในหลวงท่านไปพบแล้วชมว่าสวย ประชาชนก็ถวายให้แก่พระองค์ท่าน และพระองค์ท่านก็เลี้ยงดูมาจนถึงทุกวันนี้ และท่านก็รักมากเลย ผมเคยเอาสุนัขพันธุ์บางแก้วมาถวายพระองค์ท่าน ท่านก็ทรงจูงของท่านลงมาเหมือนกัน ตรัสว่าคุณวัลลภมีบางแก้ว ฉันก็มีมิดโร้ดเหมือนกัน”

ความผูกพันระหว่างในหลวงรัชกาล 9 กับคุณทองแดง

“…ทองแดงร้องไห้ตลอดทางที่มาจากวังทองหลาง อาจเป็นเพราะคิดถึงแม่ หรือว้าเหว่เพราะยังเด็กมาก แม้ผู้นำมาถวายจะได้ป้อนนมและขนมก็ไม่หยุดร้อง แต่น่าประหลาดที่เมื่อถวายตัวแล้ว ทองแดงก็หยุดร้อง แล้วคลานเข้ามาซุกที่พระเพลาเหมือนจะฝากชีวิตไว้กับพระองค์ และหลับสนิทอย่างหมดกังวล คลายความหวาดกลัวและความว้าเหว่ทั้งมวล” (พระราชนิพนธ์เรื่องทองแดง น.23)

เมื่อถึงเวลาทรงเรียกให้คุณทองแดงขึ้นเฝ้า เพื่อที่จะชั่งน้ำหนัก แค่เพียงรับสั่งว่า ทองแดงไปชั่งน้ำหนัก คุณทองแดงก็จะเดินขึ้นตาชั่ง หรือเวลาที่เสด็จแปรพระราชฐาน ไปประทับที่พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล เมื่อเสด็จพระราชดำเนินลงมาเพื่อทรงออกกำลังตรงถนนบริเวณชายหาด ซึ่งมีต้นมะพร้าวอยู่ เพียงรับสั่งว่า อ้อมต้นมะพร้าว คุณทองแดงก็จะวิ่งอ้อมต้นมะพร้าวทันที โดยไม่ต้องมีการสอน และเมื่อวิ่งอ้อมต้นมะพร้าวไปสักครึ่งต้น คุณทองแดงก็จะหยุดหันมามองพระพักตร์เหมือนจะถามว่าถูกมั้ยเพคะ

ความรู้ภาษาของคุณทองแดงนั้น เป็นที่เลื่องลือ และมีประจักษ์พยานมากมาย จนคุณทองแดงเป็นที่โปรดปรานอย่างมาก จนได้รับการตั้งฉายาว่า เป็น “สุนัขประจำรัชกาล” คุณทองแดงจะได้รับโอกาส ในการถวายงานเป็นครั้งสุดท้าย โดยเป็นหนึ่งในประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 

เรียบเรียงโดย จีราวัจน์ ภาพจาก: เพจ ตามรอยพ่อ

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เรื่องเล่าจากสมเด็จพระพี่นางฯ ถึง เจ้านายเล็กๆ ครั้งทรงพระเยาว์

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 หาดูยาก อยากให้คนไทยได้ดู

เปิดความทรงจำ นักเรียนของพระราชา ทรงเรียกนักเรียนว่า  (มีคลิป)

 

keyboard_arrow_up