รวมภาพความประทับใจ ” รอยยิ้มของพ่อ ” #เพราะพวกเราคิดถึงพ่อ

รวมภาพความประทับใจ ” รอยยิ้มของพ่อ ” #เพราะพวกเราคิดถึงพ่อ

“คิดถึงในหลวงเหลือเกิน” เชื่อได้ว่าคำนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจประชาชนชาวไทยทุกคน และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน สุดฯ จึงได้ทำการรวบรวมภาพความประทับใจ ” รอยยิ้มของพ่อ ” เพื่อให้ทุกคนได้เก็บไว้ในความทรงจำ

คู่พระบารมี ผู้เป็นรอยยิ้มของพระองค์

เมื่อปีพ.ศ. 2503 ปรากฏเรื่องเล่าขานกันว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก  ผู้สื่อข่าวอเมริกันคนหนึ่งได้กราบบังคมทูลถามเป็นประโยคสั้นๆ ว่า “ทำไมพระองค์ทรงเคร่งขรึมนัก ไม่ทรงยิ้มหรือพระสรวลบ้างเลย” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ พร้อมตอบคำถามนักข่าวคนนั้นไปว่า  “นั่นไง…ยิ้มของฉัน หรือ She’s my smile

พ.ศ.2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงเป็นพระคู่หมั้นกับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ก่อนจะการมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ของปีเดียวกัน
พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระเสด็จประพาสยังประเทศอังกฤษ
พ.ศ.2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จแปรพระราชฐานโดยรถไฟพระที่นั่งไปประทับ ณ วังไกลกังวล หลังวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส 1 วัน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่า พระองค์ท่านทรงรักข้าพเจ้า…เพราะเวลานั้น อายุเพิ่งย่าง 15 ปี ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นนักเปียโน เป็นนักเปียโนที่แสดงในงานคอนเสิร์ต ตอนประทับอยู่ที่โรงพยาบาล หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ มีพระอาการหนักมาก ตำรวจเขาโทรศัพท์ไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระราชชนนีฯ พระองค์ท่านรีบเสด็จไปทันที แต่แทนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีปฏิสันถารกับพระองค์ ท่านกลับทรงหยิบรูปข้าพเจ้าออกมาจากกระเป๋า โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า พระองค์ทรงมีรูปข้าพเจ้าอยู่”

ติดตามรอยยิ้มของพระองค์ได้ที่หน้าต่อไป

พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู

เมื่อกล่าวถึงความประทับที่ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิบัติต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี คงต้องหยิบยกข้อความมาจากหนังสือ “หยุดความเลวที่…ไล่ล่าคุณ” ของ พ.อ.(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน ที่บรรยายในหนังสือว่า

“…หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่าเสร็จสิ้นลงแล้ว ราชเลขาฯของสมเด็จย่ามาแถลงในที่ประชุมต่อหน้าสื่อมวลชนว่า ก่อนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) จะสวรรคตได้ปีเศษ ตอนนั้นทรงมีพระชนมายุ 93 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯจากพระตำหนักจิตรลดาฯ ไปวังสระปทุมตอน เย็นทุกวัน เพื่อไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน ไปคุยกับแม่ไปทำให้แม่ชุ่มชื่นหัวใจ”

“ทุกครั้งที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่าฯ ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก แล้วสมเด็จย่าฯ ก็จะดึงตัวในหลวงเข้ามากอด กอดเสร็จก็หอมแก้ม ตอนสมเด็จย่าฯ หอมแก้มในหลวง เราคิดว่าแก้มในหลวงคงไม่หอมเท่าไร เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม แต่กลับหอมแล้วชื่นใจ เพราะท่านได้กลิ่นหอมจากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญู”

“สมเด็จย่าฯทรงตรัสว่า ไม่นึกเลยว่า ลูกคนนี้จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้ ตัวแม่เองคือสมเด็จย่าฯ ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดาสามัญชน เป็นเด็กหญิงสังวาลย์ เกิดหลังวัดอนงค์เหมือนเด็กหญิงทั่วไป เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้ในหลวงเกิดมาเป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว แต่ในหลวงที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก้มลงกราบคนธรรมดา…ที่เป็นแม่ หัวใจลูกที่เคารพแม่ กตัญญูกับแม่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว”

ทูลกระหม่อมพ่อ..เรื่องทรงเล่าพระราชทานในพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

พระราชดำรัสที่สั้น แต่ชัดเจนของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่หน้ากุฏิสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พุทธศักราช 2508ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือเทิดพระเกียรติ “ในหลวงของเรา” จัดทำโดย นายอัครวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ คงพอจะเปิดเผยให้เห็นถึงความรู้สึกเบื้องลึกในพระราชหฤทัย ที่พระราชโอรสองค์นี้มีต่อทูลกระหม่อมพ่อ..
“ข้าพเจ้า ก็เป็นข้าพระบาทคนหนึ่งของพระเจ้าอยู่หัวฯ มีหน้าที่ต้องเคารพบูชาพระองค์เช่นเดียวกับท่านทั้งหลาย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งสุดจะพรรณนา ก็ตอบได้แต่เพียงเท่านี้”

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

“ท่านทำงานหนักมาก ทรงเสียสละมาก เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกๆ ท่านไม่เคยคิดถึงความสุขของตัวเอง ท่านไม่เสด็จฯ ออกนอกประเทศนานแล้ว เพราะทรงห่วงประเทศมาก ท่านจะทรงคิดถึงแต่ประชาชนของท่าน และจะทรงสอนลูกๆ เสมอว่า ให้นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ก่อนจะไปสอนคนอื่นได้ เราต้องทำตัวให้เป็นที่น่าเชื่อถือ …ปกติจะไม่ได้สอนกันตรงๆ แต่จะทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้ลูกๆ ได้เรียนรู้จากการตามเสด็จฯ”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“ทูลกระหม่อมพ่อ จะพระราชทานคำแนะนำในทุกด้านที่ไปทูลถาม เพราะทรงทราบทุกเรื่อง นอกจากนั้นยังทรงสนับสนุนในการค้นคว้าหาความรู้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทรงสนับสนุนให้ใช้ความคิดในทุกด้าน ไม่เคยทรงเบื่อที่จะฟังการออกความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ จะทรงช่วยวิจารณ์ความคิดนั้นๆ และพระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมด้วย”
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

“ปกติแล้ว ทูลกระหม่อมพ่อทรงให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคเสียส่วนใหญ่ งานของพระองค์ท่านกับงานของฉันนั้นก็โยงกันบ้าง ไม่โยงกันบ้าง อย่างกรณีฝนหลวง ท่านก็ทรงมีรับสั่งถามมาว่า ใช้สารเคมีอย่างนี้แล้วดีหรือยัง หรือสารเคมีอย่างนี้ ถ้าจะหามากๆ หาได้ที่ไหน”

    ติดตามอ่านเรื่องของคุณทองแดงและคุณติโตได้ในหน้าถัดไป

ถึงคุณทองแดงและคุณติโต

       พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชปรารภเกี่ยวกับ คุณทองแดง ในหนังสือเรื่องทองแดงตอนหนึ่งไว้ว่า “ทองแดงเป็นสุนัขที่ไม่ธรรมดา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูรู้คุณ ทรงยกย่องทองแดงอยู่เสมอ มีสัมมาคารวะ และมีกิริยามารยาทเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัว รู้จักที่ต่ำที่สูง เวลาเข้าเฝ้าฯ จะนั่งอยู่ต่ำกว่าเสมอ แม้จะทรงดึงตัวขึ้นมากอด แต่ทองแดงก็จะทรุดตัวลงหมอบกับพื้น และทำหูลู่อย่างนอบน้อม คล้ายกับแสดงอาการว่า ไม่อาจเอื้อม”

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยังทรงพระเยาว์ ปีพ.ศ. 2487 ทรงประทับ ณ พระตำหนักเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทรงมีแมวทรงเลี้ยงชื่อ “คุณติโต” แมวเพศผู้ พันธุ์วิเชียรมาศ สีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีฟ้า มีนิสัยชอบแอบหนีไปเที่ยวนอกพระตำหนักอยู่บ่อยครั้งเหมือนแมวเพศผู้ทั่วไป

รอยแย้มพระสรวลเพื่อพสกนิกรชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะขจัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงประชาราษฎร์

ทุกครั้งระหว่างเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อทรงทราบปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรด้วยพระเนตรพระกรรณ ทรงมีกล้องถ่ายภาพเพื่อบันทึกความคืบหน้าของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วิทยุสื่อสารเพื่อทรงรับทราบปัญหาของราษฎร และดินสอกับแผนที่คู่พระหัตถ์ ไม่ว่าทรงพระดำเนินเข้าถึงพื้นที่ใดภูมิภาคใด ก็จะทรงจดบันทึกปัญหาไว้บนแผนที่ จากนั้นจึงนำกลับมาปะติดปะต่อในห้องทรงงาน เพื่อให้เห็นภาพรวมและความเชื่อมโยงถึงปัญหา ก่อนจะดำเนินไปตามลำดับขั้น

และสำหรับพสกนิกรชาวไทยแล้ว รอยแย้มพระสรวลและพระเสโทก็เปรียบเสมือนหยาดน้ำทิพย์ชุ่มฉ่ำสู่ปวงประชาและจะสถิตย์ในดวงใจไทยตราบนิรันดร์

ขอน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณและถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ดุจฤทัย ศานติวงศ์สกุล ผู้เรียบเรียง

keyboard_arrow_up