ผู้ชายหลากมุมชื่อ โอ๊ต ปราโมทย์ #ผมไม่ได้เอะอะก็หยาบคาย

สำหรับคอโซเชียล ไม่ต้องอธิบายมากกว่า โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน คือใคร แต่ถ้าคุณไม่ทราบเรื่องราวในอดีต บอกสั้นๆ ว่าเขาเริ่มต้นจากการเป็นนักร้องคุณภาพที่พูดได้ว่า รู้จักเสียงแต่อาจจะไม่รู้จักตัว ล้มลุกคลุกคลานในวงการจนแทบลาออกจากอาชีพที่รัก มาวันนี้กลายเป็นทั้งนักร้องและพิธีกรที่มีคนอยากร่วมงานด้วย และเป็นคนวงการบันเทิงที่เพื่อนๆ ในวงการรุมรักมากที่สุดคนหนึ่ง

โอ๊ต ปราโมทย์บุกบ้านคุยกับ โอ๊ต ปราโมทย์

บุกมาสัมภาษณ์กันถึงบ้าน ได้เห็นข้าวของในบ้าน สะท้อนว่าคุณมีความชอบหลากหลายมาก

นอกจากที่เห็นยังมีฟุตบอลด้วยครับที่ชอบ อินมากด้วย ผู้ชายก็มีแค่นี้ ปั่นจักรยาน เตะบอล ขี่มอเตอร์ไซค์ ถ่ายรูป ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่เด็ก ไม่ชอบความเร็ว แต่ชอบความสปอร์ต ไม่อยากขับเร็วมากเพราะมีรุ่นพี่คนหนึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ชีวิตคนเราบางทีแค่เสี้ยววินาทีก็ไปได้เลย กว่าแม่จะคลอดมา กว่าจะเรียนจบ กว่าจะซ้อมร้องเพลงผ่าน ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงกับความประมาท

ส่วนจักรยาน ผมปั่นกับโปรดิวเซอร์และมือคีย์บอร์ดในวง สิ่งที่ชอบที่สุดในการปั่นจักรยานคือทำให้มีสมาธิ ผมเป็นคนคิดเร็ว แต่จักรยานสามารถทำให้คอนเซนเทรตกับอะไรอย่างหนึ่งได้เป็นชั่วโมง ซึ่งปกติผมทำไม่ได้ เพราะไม่ชอบอยู่นิ่ง

บอกว่าชอบเล่นกีฬาและชอบออกกำลังกาย แต่ถ้าดูจากหุ่น คนคงสงสัยว่าจริงเหรอ?

จริงครับ อย่างฟุตบอลนี่เตะมาตั้งแต่เด็ก เป็นนักฟุตบอลโรงเรียน เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งบอลเขต ทุกวันนี้ก็ยังเตะอยู่ บางทัวร์นาเมนต์ผมก็เป็นกัปตันทีม สาเหตุที่ไม่ผอมเพราะชอบกิน ผมชอบกินขนม นอนดึก พักผ่อนน้อย เลยทำให้ระบบเผาผลาญรวนไปหมด

แล้วการถ่ายรูปล่ะ?

เพิ่งอินสักสองปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเรียนถ่ายรูปเลย มีหัวศิลปะบ้าง เพราะสมัยเด็กเรียนวาดรูป ก่อนหน้านี้เวลาไปคอนเสิร์ตก็จะจ้างเพื่อนให้เป็นตากล้องให้ เห็นเขาถ่ายออกมาสวยก็ถามว่ามันถ่ายยากไหม เขาก็ช่วยสอนให้ เรียนรู้เพิ่มจากยูทูปและเริ่มซื้อกล้อง แต่อย่าเรียกว่าตากล้องเลย เรียกว่าชอบสะสมกล้องดีกว่า ไม่ถึงกับเป็นโปรเฟซชันนอล ที่ผ่านมาเคยถ่าย Street Snap เป็นแฟชั่นเซ็ตให้พลอย (พลอย หอวัง) บ้าง ถ่ายให้เพื่อนในงานที่ไม่ซีเรียสบ้าง

จริงมั้ยที่เขาลือกันว่าบ้านโอ๊ตหลังนี้มีผี

ไม่มี้ (เสียงสูง) เพื่อนมันอำ อีป๊อป ปองกูล นี่ตัวดี ผมเคยถ่ายรูปบ้านส่งไปให้เพื่อนในกลุ่มดู บอกว่าบ้านเสร็จแล้วมาปาร์ตี้ กินเหล้าได้นะ อีพี่ป๊อปตอบมาว่า “โห แม่บ้านมึงแต่งตัวสวยนะ แต่งตัวเป็นนางรำเลย” “ทำไมมีเด็กนั่งอยู่บนซิงค์ล้างจานวะ” มันอำจนคนเขาเอาไปพูดต่อ

แต่ก็มีคนเคยเล่าให้ฟังว่าเห็น เพราะก่อนซื้อเจ้าของบ้านตาย แต่ไม่ได้ตายในบ้าน มีคนเอามาขายให้แม่ แม่ก็เลยซื้อไว้ สองสามเดือน หลังโอนเป็นชื่อผมแล้วผมไม่เคยมาดูเลย จนมีวันหนึ่งแวะมากับผู้จัดการ รู้สึกว่าทำเลก็ดีนี่ อยู่แถวลาดพร้าว ใกล้เลียบด่วนรามอินทรา เลยเข้ามาตกแต่ง

พี่ต๊ะ บอยสเกาท์ ที่อยู่บ้านข้างๆ กันก็มาบอกว่า บ้านหลังนี้มีผีนะ “เจ้าของเก่าเขาเจอ แต่ไม่เป็นไรหรอก โอ๊ตเป็นคนดี เขาให้คุณ” (ทำเสียงแหบเลียนแบบ) ไม่ใช่ว่าเชื่อ แต่พอคนพูดบ่อยๆ ก็มีเสียวเหมือนกัน ช่วงแรกที่มาอยู่ผมเลยนอนแม่งหมดทุกมุม ให้รู้ว่าตรงไหนมีไม่มี แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น

ตอนนี้ใครต่อใครต่างก็บอกว่าโอ๊ต ปราโมทย์ แทบจะเป็นเจ้าพ่อในโลกออนไลน์แล้ว

ก่อนหน้านี้ก็มีรายการ The Boys ตอนนี้ก็มี JailBreak, คลับเฟรนด์เดย์ คลับนี้มีแต่เพื่อน, เที่ยวอยู่ได้, จันทร์ช็อคโลก, ตุงตาข่าย ส่วนใหญ่ที่เห็นในโซเชียวจะเป็นคลิปไวรัลหรือคลิปไฮไลท์รายการจันทร์ Shock โลก The Return

ว่าไหมว่าโลกโซเชียลนี่แหละ มีส่วนสร้างโอ๊ต ปราโมทย์ คนนี้ขึ้นมา

ใช่ครับ สร้างจากไม่มีอะไรมาเป็นที่รู้จัก ก็ไม่เคยคิดว่ามันจะมีอิทธิพลกับชีวิตขนาดนี้ เพราะตอนแรกผมเป็นคนที่ไม่เล่นโซเชียลเลย ทวิตเตอร์ก็เพิ่งมาเล่น

มันทำให้เห็นว่าเนื้อแท้ผมเป็นอย่างไร คนสัมผัสได้ถึงความกักขฬะ ต่ำตม จับต้องง่าย คนส่วนใหญ่เวลามองผมเขาจะรู้สึกว่าไม่ซับซ้อน เห็นหนึ่งก็คือหนึ่งเลย เห็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เลยรู้สึกสนิทด้วยเร็ว เป็นมิตรต่อกันเร็ว

ตัวจริงผมก็ยังสุภาพ รู้จักกาลเทศะ ผมได้เอะอะก็หยาบคายตลอดนะ ที่เห็นในโซเชียลว่าหยาบ นั่นคือพาร์ที่ผมอยู่กับเพื่อน แต่ถ้าอยู่กับพ่อแม่ หรือคนที่นับถือ ผมก็ไม่เคยไปหยาบคายใส่ เรารู้ว่าเราควรใช้มันเมื่อไหร่ กับพ่อแม่ ผมพูดลงท้ายด้วยคำว่า ครับทุกครั้ง ไม่เคย “เว้ย” “วะ” ใส่

ก่อนหน้านี้แม่ไม่ค่อยเห็นพาร์ทหยาบคายของผมเลย ตอนนี้เริ่มเห็นบ้างแล้วครับ (หัวเราะ) หลังๆ ก็มีเตือนว่า “อย่าหยาบคายมากนะลูก ไม่อยากให้ใครมาด่าว่าแม่สอนลูกไม่ดี” ผมก็บอกแม่ว่าผมเข้าใจ แต่มันแสดงออกแบบนั้นไปแล้ว แล้วคนก็เห็นว่าเราเป็นแบบนั้นแล้ว จะให้กลับไปอ่อนนุ่มก็จะกลายเป็นว่าเราทรยศคนที่ชอบเราอีก แต่สัญญาว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนและไม่ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเสีย

ล่าสุดเพิ่งออกซิงเกิ้ลใหม่

ซิงเกิ้ลล่าสุด “มีแฟนแล้ว” ดึงมุมทะลึ่งตึงตัง มุมทะเล้น ของผมออกมาเล่น เนื้อเพลงพูดถึงการไปแหย่ผู้หญิง ประมาณว่าเรามีแฟนแล้ว เขาก็มีแฟนแล้ว แต่ถ้าอยากเจอกันก็นัดเจอได้นะ “ถ้ายูโอเค ไอก็โอเค” กิมมิกมีเท่านี้

เพลงนี้มันมาจากความชอบของผมที่มีต่อปู ไปรยา ทีเจ (นักแต่งเพลง) รู้เลยเอาไปทำเป็นเพลงออกมา เขาบอกว่าพี่ก็มีแฟนแล้วนี่ ไปแซวเขาทำไมจนเป็นข่าวใหญ่โต ผมบอกเขาว่า ก็ “กูชอบเขาไง” ก็เข้าใจว่ากูมีแฟนอยู่แล้ว แต่แฟนกูก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาก็รู้ว่ากูเครซี่มาก ทุกอย่างที่แต่งออกมาตรงหมด ฟังครั้งแรกไม่ต้องแก้เลย อัดได้เลย

ส่วนอีกเพลงที่จะออกชื่อเพลงกำนันทองหล่อ ผมไปฟีเจอร์ริ่งกับพี่ป๊อป เป็นเพลงที่มีความเป็นโมเดิร์น-ลูกกรุง ด้วยความที่ตอนหลังทำอะไรด้วยกันบ่อย ทางค่ายบอกว่าทำอะไรสนุกๆ ด้วยกันไหม เนื้อเพลงน่ารัก ทำให้นึกถึงพี่คล้าวกับทองกวาว เรื่องราวประมาณว่าผู้ชายเป็นนักดนตรีกระจ๊อกๆ คนหนึ่ง แต่ไปชอบลูกสาวกำนันที่รวยมาก เลยไปก้อร่อก้อติก เป็นเพลงน่ารักๆ ที่ทำให้ยิ้มได้

ทำไมถึงชอบปูไปรยา ขนาดนั้น

ผมไม่เคยเข้าใจติ่งเกาหลีที่เห็นผู้ชายหล่อๆ แล้วไปยืนกรี๊ดหรือร้องไห้เลยนะ นี่คือครั้งแรกที่รู้สึกแบบนั้น ผมชอบเขามานานแล้ว มีโอกาสเจอกัน แต่เขาไม่เคยเห็นผม เพราะพอเห็นเขาแล้วผมเดินหนีเลย เคยไปเดินพารากอนกับไอ้พลอย เห็นเขากำลังเดินมาผมหลบเลย เห็นไม่ได้ มวนท้อง กระอักกระอ่วน ความทะลึ่งทะเล้น ความปากหมา หายหมด เสียอาการมาก โดนเพื่อนอำ แซว คนในโซเชียลก็แซว ก็บอกเขาว่าช่วยเข้าใจหน่อย ไม่ไหวจริง

มีโอกาสถ่ายแบบด้วยกัน และหลังจากถ่ายเสร็จ ผมก็ได้คุยกับเขาว่า กำลังจะปล่อยเพลงใหม่ ถ้าอยากจีบมาเล่นเอ็มวีได้มั้ย เขาก็บอกว่าได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเล่นเอ็มวีด้วย รู้สึกเป็นเกียรติมาก

รายการของโอ๊ตเป็นรายการที่ใช้ปาก มุกต่างๆ ที่เล่นนี่มีการเตรียมมาก่อนหรือมาแบบสดๆ เลย 

ผมไม่เคยมีสคริปต์ครับ อยู่กับสคริปต์ไม่ได้ รู้สึกว่าเรากำลังโดนจำกัดอะไรบางอย่างแล้วมันก็จะไม่สนุก  ผมเป็นตลกสถานการณ์ เป็นพวกเห็นแล้วเล่นเลย ดูจากสิ่งที่มันเกิด ณ ตอนนั้นแล้วหาแก่นให้เจอแล้วเกาะและขยี้สิ่งนั้นไปเรื่อยๆ จนจบ

เคยมุขตันมั้ย

ยังไม่เคยเจอเหตุที่ทำให้ตัน ถ้าผมเล่นมุขซ้อมอาจจะตัน เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเล่นต่อ แต่นี่เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นแล้วเล่นเลย

รู้จักโอ๊ต ปราโมทย์ ให้มากกว่าเดิม อ่านต่อที่หน้าถัดไป

โอ๊ต ปราโมทย์เป็นคนมีสีสันแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรหรือเปล่า

ใช่ครับ คัลเลอร์ฟูลมาก โวยวายโหวกเหวก เป็นหัวโจกในกลุ่มเพื่อน เป็นแกนแกนนำในการทำนู่นทำนี่ตลอด

แล้วการเป็นนักร้องที่มีคนรู้จักเพลง แต่ไม่รู้จักตัวนักร้องมันน่าเศร้ามั้ย

เศร้านะ หลายคนชอบคิดว่าการเป็นนักร้อง ศิลปิน หรือดารานั้นสบาย ผมเคยโพสต์ในทวิตเตอร์ว่า “ไม่ชอบที่คนพูดว่าทำงานสบาย แป๊บเดียวก็ได้เงินแล้ว คนเหล่านั้นเขาไม่เคยรู้ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง” ตอนนั้นคนมาด่าผมเต็มเลย บอกว่ามึงทำงานนิดเดียวก็ได้มากกว่ากูทำทั้งปีแล้ว ผมรู้สึกว่าทำไมเขาถึงใจแคบจัง เราก็พูดอยู่ว่าพี่ไม่รู้ไงว่าผมผ่านอะไรมาบ้าง ผมฝึกซ้อมมาขนาดไหน ผมต้องต่อสู้กับคนในวงการอีกเป็นร้อยเป็นพันคนกว่าจะโผล่ขึ้นมาเป็นที่ยอมรับของคนอื่น หรือมีเพลงสักเพลง มีอีเวนท์สักอีเวนท์ ซึ่งมันเป็นเรื่องยากสำหรับคนในวงการสมัยนี้

เราต้องยอมรับในแฟ็คท์ที่ว่า การทำเพลงสมัยนี้มันแทบไม่มีรายได้แล้ว เพราะไม่มียอดดาวน์โหลด ไม่มียอดคอลลิ่งเมโลดี้ ไม่มียอดริงโทน ไม่มียอดขายแผ่น เพลงขึ้นไอทูนส์ก็ไม่ถึงขนาดเลี้ยงตัวได้ ต่อให้เพลงขึ้นอันดับหนึ่งมันก็แค่หลักหมื่นบาท

อย่าคิดว่าวงการนี้มันหอมหวานหรือสวยหรูเลยครับ ทุกคนต้องปากกัดตีนถีบ ต้องสู้กว่าจะประสบความสำเร็จ บางคนท้อจนเลิกไปก่อน ผมเองก็เคยท้อจนเกือบจะเลิกทำ ตอนนี้แค่โอกาสในชีวิตมันเข้ามาเลยทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้น แต่ผมก็เคยอยู่ในจุดที่คนไม่รู้จักมาก่อน ถามว่าน้อยใจไหม ทุกคนมันน้อยใจหมดแหละครับ”

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดคือทุกคนควรซัพพอร์ตกันและกัน  ถ้าคุณไม่ซัพพอร์ตศิลปิน  ไม่ซัพพอร์ตงานในวงการบันเทิงใดๆ ก็ตาม…ทุกคนคงไม่อยากเห็นว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะไม่มีเพลงฟัง วงการมันรันไม่ได้เพราะไม่มีเม็ดเงินลงมา ใครจะลงทุนถ้ารู้ว่าทำแล้วขาดทุน

ชื่อเสียงขึ้นมาก พอมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในซิงเกิ้ลใหม่มั้ย

เห็นทั้งยอดวิว ทั้งฟีดแบ็คเวลาไปโชว์ อย่างตอนถ่ายเอ็มวี ก็มีนักข่าวมาเต็มไปหมด เทียบกับเมื่อก่อนที่ไม่มีเลย มันก็เป็นวิถีการทำงานของศิลปินที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาก ถ่ายเอ็มวีเสร็จ ถึงเวลาก็ไปเดินสายตามสื่อ แต่พอเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นพี่ๆ นักข่าวก็ใจดีมาช่วย มาเก็บสกู๊ปนู่นนี่นั่น เป็นเรื่องน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า จะให้เขามาดูเราทุกงานตอนที่ยังไม่มีคนรู้จักมันก็ลำบากหน่อยเพราะเขาก็ไม่รู้จะเอาข่าวไปขายใคร มันเป็นความจริงที่เราควรเข้าใจ

ถ้าจะบอกว่ารายการ The Boys เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเลยก็น่าจะพูดได้

เรียกว่าตัวแปรสำคัญเลย  เพราะก่อนที่จะมาทำรายการนี้ผมกำลังจะออกจากวงการแล้ว ผมคุยกับพิชญ์ พลอย พี่ๆ และแม่แล้วว่าจะกลับไปทำงานที่บ้านแล้ว จะเอาเรื่องในวงการเป็นเรื่องรอง

จนมาได้ทำรายการ The Boys เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ก่อนทำยอดฟอลโล่วในไอจีผมมีคนติดตามประมาณหนึ่งหมื่นหนึ่งพันคน ยอดติดตามในเฟซบุ๊กสามพัน แต่ผ่านไปหนึ่งปียอดในไอจีเพิ่มเป็นสองแสน เฟซบุ๊กขึ้นมาแสนหนึ่ง พอเข้าปีที่สอง ยอดในไอจีจากสองแสนเป็นสี่แสนจะห้าแสน ในเฟซบุ๊กเป็นสองแสนห้า มาพีคอีกทีตอนเล่นทวิตเตอร์ แค่วันแรกวันเดียวมีคนตามแปดหมื่นคน ผ่านไปหนึ่งวีคเพิ่มเป็นสองแสนคน จนตอนนี้ก็หกแสนแล้วทั้งๆ ที่เล่นก็ยังไม่เป็น

ในทวิตเตอร์ส่วนใหญ่จะเข้าไปสบถคำหยาบคายมากว่า แต่คนชอบ ผมก็ไม่รู้ว่าจุดนี้มันมาได้อย่างไร เขาอาจจะคิดว่าเราเป็นศิลปินไม่ควรพูดแบบนี้แต่เสือกพูดแบบนี้มั้ง ก็เลยชอบ หรือบ้านเมืองเราอาจจะเครียด เขาอาจะอยากฟังการพูดออกไปโดยไม่ต้องมานั่งเกร็งอีก

ไม่นานมานี้มีคนชมในทวิตเตอร์ว่า “ตัวจริงของโอ๊ตปราโทย์ที่เราสัมผัสคือผู้ชายจริงๆ ที่ตรงไปตรงมา ใจดี และสุภาพ เคยยืนส่ง FC ผู้หญิง 15 คนขึ้นแท็กซี่จนครบ”

ผมเปิดร้านกาแฟชื่อ People On Pause Café ที่วังหินซอย 8 กับพี่เป๊กวงซีล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่น้องๆ มาเหมือนเลี้ยงวันเกิดกัน ผมเห็นว่าใกล้บ้านเลยขับรถออกไปหา ก็นั่งสังสรรค์เฮฮา บอกเขาว่ามื้อนี้พี่เลี้ยงเพราะถือว่าวันเกิดเขา ตอนจะกลับมันเที่ยงคืนกว่าแล้ว แล้วแถวนั้นมันเปลี่ยว แฟนคลับผมก็มีแต่ผู้หญิง ตอนแรกผมเดินมาหลังร้านจะขึ้นรถละ แต่เห็นเขายังยืนรอรถอยู่เลยบอกคนขับรถของผมให้รอ แล้วก็ไปยืนส่งจนเขาขึ้นแท็กซี่คันสุดท้าย

จริงๆ เขาก็ไล่ให้ไปนอนเพราะเห็นว่าผมเหนื่อย แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร เพราะบ้านใกล้ ถ้าเกิดอะไรกับเขาไม่ว่าโดนจี้ปล้น ความเสียหายมันมากกว่า เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราดูแลเขาได้ เขาไปรอผมตามงานต่างๆ มาก่อนเวลาสามสี่ชั่วโมงยังรอได้ นี่เราแค่เสียเวลาแค่ 20 นาทีส่งเขาให้ปลอดภัยทำไมจะทำไม่ได้

พูดถึงแฟนตัวจริงหน่อย

เขาเป็นน้องสาวเพื่อน ตอนแรกจีบไม่ติด ผ่านไปหนึ่งปีก็จีบใหม่ ผลคือจีบติด ตอนนี้คบกันมาประมาณ 10 ปีแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมอยู่กับเขาได้นาน เป็นเพราะเขาไม่จู้จี้ ไม่ตาม ไม่ตื๊อ ให้อิสระ และเคารพในกันและกัน ผมเป็นคนที่อยู่กับใครตลอดเวลาไม่ได้ เพราะมีเพื่อน มีสังคม เวลาอยู่กับแฟนผมไม่แทบไม่พูด เพราะอยู่ข้างนอกผมพูดมาเยอะแล้ว พอเข้าบ้านมันเหมือนเซฟโหมด คือสับสวิทช์นิ่งเลย แฟนผมก็เข้าใจ เขาเป็นคนชิลๆ เหมือนกันเลยอยู่ด้วยกันได้

กับแฟนสาวแอร์โฮสเตสที่คบกันมานาน

คำถามสุดท้าย ถ้าให้แยกสารประกอบในตัวเองออกมา คิดว่าอะไรที่หลอมให้เราเป็นคนเป็นแบบนี้

สังคมครับ ผมอยู่ในสังคมทุกระดับตั้งแต่จนสุดยันรวยสุด ผมเข้ากับคนได้ทุกประเภท ไม่เคยรังเกียจเพื่อนสมัยมัธยมที่…สงกรานต์ผมยังสามารถขับรถไปกินเหล้ากับเพื่อนในสลัมหรือชายคลองได้ หรือจะไปดื่มเหล้าที่ซอยทองหล่อกับเพื่อนที่มีเงินก็ได้ ขอแค่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แชร์คำพูด ความรู้สึก และประสบการณ์กัน

อย่างที่สองคืออารมณ์ ด้วยความเป็นศิลปินมันมีความอ่อนไหว ขึ้น ลง มีความสวิงได้ตลอด แต่ในความสวิงมันคือความโชคดีที่ทำให้ผมใส่ใจรายละเอียดของคนอื่น และแคร์ความรู้สึกคน เหมือนที่บอกตั้งแต่แรก เวลาพูดอะไรออกไปผมไม่ได้พูดเพื่อทำร้ายใคร แต่ทุกครั้งที่พูดผมจะใส่ความแคร์เข้าไปเสมอ อะไรที่จะทำให้เขาเสียความรู้สึกผมจะไม่พูด มันเลยทำให้ผมจดจำได้ว่าคนรอบตัวเขาชอบกินอะไร ชอบทำอะไร ชอบไปร้านอะไร ผมใส่ใจรายละเอียดของเพื่อนๆ ทุกคนครับ

ภาพ: สุดสัปดาห์ , oatpramote

อ่านเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สารพัดเรื่อง เจ้านาย ที่สะใภ้มโนต้องรู้

เจมส์-ธีรดนย์ ทุ่มสุดตัว! สวมบทคนเป็นโรคซึมเศร้า

ชีวิตหลังเป็นพี่ยิมของ ต่อ-ธนภพ ผมฆ่าไผ่-ฮอร์โมนได้แล้ว

คชา ซุกอะไรไว้ในกระเป๋า สุดฯ อาสาพาไปล้วง!

แอฟ-ทักษอร กุลสตรีไทย 2017 เธอคือนิยามผู้หญิงเพอร์เฟค

 

keyboard_arrow_up